ข่าววันนี้
เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 28 ก.พ. ร.ต.อ.อภิชัย สีสังข์ รอง สว.(สอบสวน)สน.ทุ่งมหาเมฆ รับแจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่เก็บถังขยะใต้สะพานไทย-เบลเยี่ยม ถนนพระราม 4 แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม. จึงรายงานผู้บังคับบัญชารุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.เกติ์ฉกาจ นิลประดับ รองผบก.น.5 พ.ต.อ.อัครวุฒ ธานีรัตน์ ผกก.สน.ทุ่งมหาเมฆ พ.ต.ท.พิทักษ์ ลาดสาย รอง ผกก.ป.สน.ทุ่งมหาเมฆ พ.ต.ท.เจษฏา คุ้มศาสตร์ตรา รอง ผกก.จร.สน.ทุ่งมหาเมฆ เจ้าหน้าที่จราจร.สนทุ่งมหาเมฆ เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรสน.ลุมพินี เจ้าหน้าที่มูลนิธิร่วมกตัญญู และรถน้ำดับเพลิง บ่อนไก่ ของสำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยกรุงเทพมหานคร 2 คัน ที่เกิดเหตุอยู่บริเวณใต้สะพานไทย-เบลเยี่ยม ฝั่งสวนลุมพีนี เป็นพื้นที่เก็บถังขยะแบบ สีเขียว สีเหลือง และสีขาว ของสำนักงานเขตปทุมวัน ที่ร่องกลางสะพานเจ้าหน้าที่พบว่ามีแสงเพลิงพวยพุ่งขึ้นมาอย่างรุนแรง เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรสน.ลุมพินี ได้ปิดการจราจรบนสะพานทั้งขาขึ้นและขาลง รวมทั้งพื้นราบ เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้น้ำฉีดสกัดดับเพลิงใช้เวลา 45 นาที เพลิงจึงสงบลง โดยเพลิงลุกไหม้อยู่ในพื้นที่ประมาณ 20 ตรว. ถังขยะเสียหายกว่า 100 ถ
จากคลิปที่แชร์ว่อนออนไลน์ เหตุการณ์สมาชิกเฟซบุ๊คชื่อ Tarn ได้โพสต์คลิปเหตุการณ์ที่เกิดจากเลื่อนช่องแอร์ตรงข้างหน้าข้าง แต่กลับคนขับแท็กซี่แล้วลุงด่าว่า “คุณมีสิทธิอะไรมาปรับแอร์ผมรถผมไม่ใช่รถคุณนะเรียนอยู่ที่ไหนโรงเรียนไม่ได้สอนเรื่องมารยาทหรอไม่พอใจก็ลงไปไม่พอใจก็อยู่”แถมยังมีคำว่า “กะ_รี่ไม่มีการศึกษาและเลว” แบบนี้เกินไปรึป่าวคะ สี่แยกหนองแขมเลขทะเบียนตามในคลิปเลยค่ะ ไม่ได้เถียงอะไรเลยแค่เลื่อนช่องแอร์ค่ะ คืองงใจว่าพวกหนูทำอะไรผิด ทำไมถึงต้องขู่กันขนาดนี้ด้วยคะ เราสามารถแจ้งความหรือดำเนินคดีได้บ้างรึป่าวคะ เจอแบบนี้แย่เลยค่ะ! ปล.เหตุเกิดวันที่26/ก.พ./2560 ทั้งนี้ จากการตรวจสอบพบว่า นักศึกษากลุ่มนี้มี 5 คน ระหว่างทางนักศึกษาที่นั่งข้างหน้าไปปรับเลื่อนช่องแอร์ ทำให้คนขับไม่พอใจ และต่อว่าอย่างแรง จนนักศึกษารายนั้นขอลงไปก่อน เวลาต่อมา นักศึกษากลุ่มนี้ ได้ไปแจ้งความที่สถานีตำรวจนครบาลหนองแขมในเวลาต่อมา ด้าน กองตรวจการขนส่งทางบก ได้ตรวจสอบกรณีดังกล่าวแล้ว พบว่า รถคันนี้ทะเบียน ทส-6064 กท. เป็นรถของสหกรณ์แท็กซี่ทองมณฑล จำกัด คนขับคือ นายวิรัตน์ (ขอสงวนนามสกุล) ได้เรียกเข้ามารายงานตัวแล้ว โด
วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ บ้านหนองไฮ หมู่ 4 ต.บ้านแฮด อ.บ้านแฮด จ.ขอนแก่น นายจำลอง ศิริมา เกษตรกรผูปลูกพืชหัวไชเท้า และนายสุบิน พรหมภักดี เพื่อนเกษตรกร และกลุ่มเกษตรกรปลูกหัวไชเท้า ร้องทุกข์กับสื่อมวลชน เพื่อให้รับทราบปัญหาของหัวไชเท้าราคาตกต่ำ ที่ขายไม่ได้ราคา โดยขายได้ราคาเพียงกิโลละ 2 บาท ไม่คุ้มค่ากับราคาที่ลงทุนไป จนต้องไถแปลงนาที่ปลูกหัวไชเท้าที่เตรียมขุดเอาไปขายทิ้ง นายจำลอง กล่าวว่า ตนเกษตรกรปลูกหัวไชเท้า อ.บ้านแฮด ที่ปัจจุบันก็ยังทำอยู่ แต่ราคาไม่ค่อยดี ทุกคนลำบาก ซึ่งต้นทุนก็สูง แม่ค้า-พ่อค้า คนกลางมารับซื้อก็ให้กิโลกรัมละ 2 บาท หรือ 6 สลึง ก็ไม่เพียงพอกับการใช้จ่าย ทั้งค่าปุ๋ย ค่ารถ ค่าแรงงานเป็นต้น จึงอยากจะเรียกร้องให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามาดูแลเกษตรกรด้วย “สำหรับต้นทุนนั้นต่อ 1 ไร่นั้น รวมทั้งค่าปุ๋ยค่าแรงงานต่างๆ ค่าไถก็ตกประมาณไร่ละ 250 บาทต่อครั้ง แต่เนื่องจากต้องไถถึง 3 ครั้ง รวมแล้วก็ 750 บาท ขั้นตอนต่อไป ก็นำเมล็ดมาลงนำปุ๋ยมาลงพื้นอีกไร่ละ 1 กระสอบ ถ้าปลูกเอาเองโดยที่ไม่ได้จ้างก็ประมาณ 1,350 บาทต่อกระสอบ(3A)ซึ่ง 2 กระป๋องนั้นก็รวมได้ 1 กิโลกรัม แต่พอหัวไ
นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(สสว.)กล่าวว่า ช่วง5เดือนของปีงบประมาณ(ตุลาคม2559-กุมภาพันธ์2560) สสว.ได้พิจารณาอนุมัติเงินกู้ระยะยาวปลอดดอกเบี้ยให้แก่เอสเอ็มอีจำนวน 251 ราย เป็นจำนวนเงิน 219.19 ล้านบาท หรือเฉลี่ยรายละ 0.87 ล้านบาท จำแนกเป็นกองทุนพลิกฟื้นวงเงินรวม 1,000 ล้าน ปล่อยกู้แล้วจำนวน 174 ราย เป็นเงิน 153.54 ล้านบาท หรือเฉลี่ยรายละ 0.88 ล้านบาท และกองทุนฟื้นฟูวงเงินรวม 2,000 ล้านบาท จำนวน 77 ราย เป็นเงิน 65.65 ล้านบาท หรือเฉลี่ยรายละ 0.85 ล้านบาท โดยหลังจากนี้ สสว.จะพยายามเร่งดำเนินการให้ความช่วยเหลือจากกองทุนทั้ง 2 ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพราะมีคำขอความช่วยเหลือทางการเงินจากเอสเอ็มอีเข้ามาเป็นจำนวนมาก นางสาลินีกล่าวว่า นอกจากนี้ในการประชุมคณะอนุกรรมการฟื้นฟูกิจการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2560 โดยมีนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบขยายกลุ่มเป้าหมายของเอสเอ็มอีที่สามารถยื่นขอกู้เงินเพื่อฟื้นฟูกิจการจากกองทุนวงเงิน 2,000 ล้านบาท ที่ สสว. ดูแลอยู่ จากเดิมที่เป็นลูกหนี้ของสถาบันการเ
อายุแค่ 15 ปีแต่ ปัจจุบัน “แซคช์ มาร์ค” เด็กชายชาวอเมริกัน มีทรัพย์สินที่เกิดจากฝีมือ น้ำพักน้ำแรงของเขาเองถึง 40 ล้านดอลลาร์ หรือราว 1,404 ล้านบาท แซคช์ มาร์ค ให้สัมภาษณ์รายการคิด ไทคูนส์ (Kid Tycoons) ของช่องทีวีทีแอลซี ที่นำเสนอเรื่องราวของ เศรษฐีอายุน้อยว่า เขาเริ่มสร้างกรอมโซเชียล GromSocial (www.gromsocial.com) สังคมออนไลน์ที่มีความปลอดภัยสำหรับเด็กด้วยเนื้อหา เกม รูปแบบความบันเทิงที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อเยาวชน ตั้งแต่เขาอายุเพียง 12 ปี แล้วถูกนายดาร์เรน มาร์ค พ่อของเขา สั่งห้ามเขาเล่นเฟซบุ๊ก!!! ระหว่างไปออกรายการคิด ไทคูนส์ กับลูกชาย ดาร์เรนเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาสั่งห้ามแซคช์ ซึ่งตอนนั้นอายุราว 11 ปีเล่นเฟซบุ๊กว่า “มีเพื่อนผมคนหนึ่งโทรมาบอกผมว่า เขาเห็นแซคช์บนเฟซบุ๊ก และว่าแซคช์มีเพื่อนๆ ในเฟซบุ๊กราว 700 คน ซึ่งผมมั่นใจว่าในจำนวนเพื่อนเหล่านั้น น่าจะมีเพื่อนที่แซคช์รู้จักจริงๆไม่ถึง 1 ใน 10 ผมจึงเข้าไปลบบัญชีเฟซบุ๊กของเขา แต่พอ 2-3 วันต่อมาเขาก็ใช้ชื่ออื่นสร้างบัญชีเฟซบุ๊กขึ้นมาอีก คราวนี้ผมจึงบอกเขาว่า หากผมจับเขาได้บนเฟซบุ๊กหรือตามสื่อโซเชียลอื่นๆ อีก ผมจะยึดแล็ปท็อป
(26 ก.พ.60) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนทรัพย์สุวรรณ ต.ดงอีจาน อ.โนนสุวรรณ จ.บุรีรัมย์ ได้รวมกลุ่มเกษตรกรในชุมชนกว่า 40 ราย เพาะเห็ดโคนญี่ปุ่นด้วยวัตถุดิบที่หาได้ง่ายจากท้องถิ่น เช่น รำอ่อน ดีเกลือ ปูนยิบซั่ม กระถินป่นผสมน้ำให้พอเหมาะ บรรจุถุงทำเป็นก้อนเชื้อเห็ด และดึงน้ำใต้ดินจากแหล่งน้ำแร่ธรรมชาติต่อผ่านระบบท่อเพื่อรดหล่อเลี้ยงเห็ดในโรงเรือน เพื่อให้เห็ดมีความกรุบกรอบ ทั้งยังมีการก่อสร้างโรงเรือนให้มั่นคงแข็งแรงมีอายุการใช้งานที่ถาวรกว่าโรงเรือนทั่วไป สำหรับขั้นตอนการเพาะเห็ดโคนญี่ปุ่นก็ไม่ยุ่งยาก หลังจากผสมวัตถุดิบบรรจุถุงพลาสติกเป็นก้อนเชื้อเห็ดแล้ว ก็นำไปนึ่งฆ่าเชื้อด้วยเครื่องนึ่งไอน้ำ 7 – 8 ชั่วโมง จากนั้นพักไว้ให้เย็นแล้วหยอดน้ำเชื้อช่วงเวลาประมาณตี 2 – 3 เพราะเป็นเวลาที่มีความชื้นสัมพัทธ์เหมาะสม เสร็จแล้วนำเข้าโรงเรือนเพื่อบ่มประมาณ 60 วัน จากนั้นเปิดดอกรดน้ำอีก 10 – 22 วัน ก็จะเริ่มเก็บผลผลิตรุ่นแรกได้ โดยแต่ละโรงเรือนจะเพาะเห็ดจำนวน 5,000 ก้อน สามารถเก็บผลผลิตได้ครั้งละ 50 – 100 กิโลกรัม เป็นระยะเวลา 1 ปี นอกจากนี้หลังจากเก็บผลผลิตเห็ดโคนญี่ปุ่นได้ครบ 1 ปีแล้ว ยังสามารถนำก้อนเชื้อเห็ด
ผู้สื่อข่าวรายงานจากจังหวัดแพร่ ที่อำเภอหนองม่วงไข่ นายสุทธิศักดิ์ ใจตำมา เจ้าของร้านขายอุปกรณ์การเกษตรและจำหน่ายปุ๋ย บ้านท่าล้อ ต.แม่คำมี อ.หนองม่วงไข่ จ.แพร่ เป็นเกษตรกรรายแรกที่พลิกชีวิตเปลี่ยนสวนพริกและสวนสัก มาปลูกส้มเขียวหวาน ที่สวนริมน้ำยม ม.2 ต.หนองม่วงไข่ อยู่ด้านหลังสถานีประมงหนองม่วงไข่ ใช้พื้นที่สวนพริกเก่าปลูกต้นส้มเขียวหว่น 650 ต้น ในเนื้อที่ 15 ไร่ ใช้ระบบน้ำหยด ไม่ใช้ยาฆ่าแมลงในแปลงสวน จึงมีดอกหญ้าขึ้นใต้ร่มเงาต้นส้ม เป็นบรรยากาศเกษตรธรรมชาติ หลังปลูกมาห้าปีมีผลผลิต ลูกโตสวย ผิวเหลืองทอง รสหวานกล่อม แต่นำไปจำหน่ายคนซื้อยังไม่เชื่อว่าปลูกที่อำเภอหนองม่วงไข่ ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางเที่ยวชมสวนเพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค พร้อมเปิดสวนให้เที่ยวชม ชิม ถ่ายภาพ ผลส้มกำลังติดเต็มต้น มีเกษตรกรหันมาปลูกส้มแล้วสามรายในขณะนี้มีอยู่สวนหนึ่งชื่อสวน “ผัวน้อง” เห็นชื่อแล้วชอบมากทราบว่ากำลังปลูก ปีต่อไปคงไม่พลาดไปเที่ยวสวนนี้ให้ได้ วันนี้ไปเที่ยวชมสวนกับดีเจปอนด์ นักจัดรายการวิทยุ พร้อมกลุ่มเพื่อน ประทับใจในสวนส้มแห่งนี้ กับความตั้งใจและความเพียรพยายามปลูกส้มเป็นสวนแรกของอำเภอหนองม่วงไ
“โอกาสไม่ได้เข้ามาหาเราทุกวัน ดังนั้น หากมีโอกาสต้องรีบคว้าเอาไว้ ตอนที่จบชั้นมัธยมปลาย ผมมีความฝันว่าอยากไปเรียนมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ และขณะนั้นกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กัมพูชา ประกาศว่าไทยมีทุนการศึกษามอบให้เด็ก และเยาวชนกัมพูชา ให้ไปศึกษาเล่าเรียนต่อมหาวิทยาลัยในไทย ซึ่งเป็นโครงการพระราชทานความเหลือแก่ราชอาณาจักรกัมพูชา (ด้านการศึกษา) หนึ่งในโครงการของมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผมก็ตัดสินใจสมัครเข้ารับทุน และเลือกเรียนที่มหาวิทยาลัยพะเยา (มพ.)” นายรัฐฐา ผา นิสิตชาวกัมพูชา คณะเกษตรศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ มพ.ในโครงการพระราชทานความช่วยเหลือแก่ราชอาณาจักรกัมพูชา (ด้านการศึกษา) ผู้ได้รับเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง เล่าถึงที่มาที่ไปของการการรับทุนดังกล่าว ปัจจุบัน รัฐฐาเป็นครูของสถาบันเทคโนโลยีกำปงสปือ หนึ่งในโครงการของมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งเป็นความร่วมมือมูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ กับ ศธ.กัมพูชา รัฐฐา กล่าวว่า หลังจากผ่านการคัดเลือก และตัดสินใจเลือกเข้ารับทุนโครงการพระราชทานความเหลือแก่ราชอาณาจักรกัมพูชา (ด้านการศึกษา) หนึ่งในโครงกา
เมื่อวันที่ 26 ก.พ. ที่บริเวณเวทีการประกวดสาวงามธิดาโอ่ง ราชบุรี หน้าศาลากลางจังหวัดราชบุรี ภายในงานเที่ยวราชบุรีของดีเมืองโอ่ง ประจำปี 2017 OHO!ราตรี สุขกลางใจใกล้แค่เอื้อม @ ราชบุรี ได้มีการจัดประกวดคัดเลือกหาสาวงาม ธิดาโอ่ง ราชบุรี ปี 2560 และธิดาโอ่งยักษ์ ราชบุรีปี 2560 ซึ่งจัดโดยจังหวัดราชบุรีร่วมกับสมาคมโรงโอ่งและเครื่องเครื่องดินเผา โดยมีนายสุรพล แสวงศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี เป็นประธานเปิดงาน บรรยากาศการประกวดสาวงามธิดาโอ่ง ราชบุรี และธิดาโอ่งยักษ์ ราชบุรี เป็นไปอย่างคึกคัก เรียกความฮาและเสียงหัวเราะจากกองเชียร์และคณะกรรมการตัดสินตลอดการประกวด ซึ่งใช้เวลากว่า 4 ชั่วโมงในการจัดการประกวด โดยเริ่มตั้งแต่เวลา 19.00 น. ซึ่งสาวงามผู้เข้าประกวดได้เตรียมฟิตซ้อมร่างกาย ด้วยการชั่งน้ำหนักและแต่งตัวอย่างสุดหรูและสวยงามเดินขึ้นประกวดบนเวทีและมีกองเชียร์ แฟนคลับ รวมถึงผู้ที่ให้การสนับสนุนส่งเข้าประกวดมาร่วมส่งกำลังใจและร่วมเชียร์กันอย่างคึกคัก กติกาที่ใช้ในการประกวดประกวดแต่ละคนต้องมีภูมิลำเนาเป็นชาวจังหวัดราชบุรี หรือเรียนและทำงานอยู่ในจังหวัดราชบุรี ผู้เข้าประกวดต้องมีน้ำหนักตัวไม
“ร้านส้มตำป้านี” เจ้าของร้านชื่อ “ป้าณี” หรือ นางปราณี โทบ้านซ้ง เปิด ให้บริการลูกค้ามานานกว่า 40 ปี ทุกเมนูตั้งใจทำ เพื่อให้ลูกค้าได้ทานอาหารอร่อย แต่ เป็นที่นิยมมากๆ คือ เมนูส้มตำ มีทั้ง ตำซั่ว ตำมั่ว ตำรวมมิตร ตำแตงไข่ต้ม ตำถั่วหมูกรอบ ตำไทยไข่เค็ม ตำโคราช ตำลาว ที่แนะนำคือ ส้มตำปูปลาร้า ตำลาว และตำซั่ว รสชาติเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใคร ลูกค้าส่วนใหญ่จะสั่งเป็นประจำ เลือกมะละกอพันธุ์ดี คัดลูกพอเหมาะมือ นอกจากนี้ เลือกผลเกือบสุกหรือที่กำลังมีสีแดงๆ เพื่อใส่ผสมเข้าไปด้วย 1 ส่วน เพิ่มความหวานให้กับส้มตำแทนการใช้น้ำตาลปี๊บ เมื่อนำมาตำรวมกับมะละกอดิบที่กรอบ และมีมะละกอ เกือบสุกที่หวาน ตำครกต่อครก บวกเครื่องผสมอื่นๆ การันตี ความอร่อย สูตรเด็ดอีกอย่างหนึ่งคือใส่เมล็ดกระถินเข้าไปด้วย เพื่อเพิ่มรสชาติให้กับส้มตำทุกครก ส่วนปูดองใช้ปูนาซื้อหาตามฤดูกาล นำมาดองด้วยน้ำปลาแท้ ก่อนนำไปต้มจนสุก ที่สำคัญคือราคาไม่แพง จำหน่ายราคาครกละ 30 บาท ร้านป้าณี ตั้งอยู่ ถ.ประชาสโมสร ต.เทศบาลนครขอนแก่น อ.เมือง จ.ขอนแก่น เยื้องธนาคารเกียรตินาคิน หน้าร้านคงเอกลักษณ์วัฒนธรรมอีสานเป็นเพิงมุกหญ้าคา
