ข่าววันนี้
การ์ทเนอร์ อิงค์ บริษัทชั้นนำด้านข้อมูลเชิงลึกทางธุรกิจและเทคโนโลยี คาดการณ์ว่าในปี 2569 ว่าจะมีรถยนต์ไฟฟ้า (EVs) 116 ล้านคัน ซึ่งประกอบด้วยรถยนต์ รถบัส รถตู้ และรถบรรทุกหนักวิ่งอยู่บนถนนทั่วโลก Jonathan Davenport ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์การ์ทเนอร์กล่าวว่า “แม้ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ได้ประกาศใช้อัตราภาษีศุลกากรสำหรับการนำเข้ารถยนต์ และหลายรัฐบาลในประเทศต่างๆ ยกเลิกเงินอุดหนุนและสิ่งจูงใจเพื่อการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า แต่คาดว่าในปี 2569 จำนวนรถยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนนจะยังเพิ่มขึ้นถึง 30% และในปีหน้านี้ จีนจะยังเป็นผู้นำตลาด คิดเป็น 61% ของปริมาณรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด และรถยนต์ไฟฟ้าปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) ทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากลูกค้าให้ความสำคัญกับความมั่นใจที่มีเครื่องยนต์เบนซินสำรองไว้ใช้ในยามที่ต้องการ” คาดว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ (BEV) จะยังมีจำนวนเกินครึ่งของจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด แต่ก็ยังมีลูกค้าที่เลือกรถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด (PHEV)เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่มากขึ้น ปริมาณรถยนต์ไฟฟ้าแบ่งตามประเภทรถยนต์ ทั่วโ
ในช่วงที่โลกธุรกิจกำลังเร่งเครื่องเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กลายเป็นหัวใจของการทำงานในเกือบทุกอุตสาหกรรม ส่งผลให้ SMEs ไทย ต้องมองหาแนวทางใหม่เพื่อเพิ่มความเร็ว ความแม่นยำ และลดความผิดพลาดในการตัดสินใจ ขณะเดียวกัน โลกก็ขยับเข้าสู่ “ฮวงจุ้ยยุค 9” (พ.ศ. 2567–2586) ซึ่งเป็นยุคที่พลังงานของสถานที่และจังหวะเวลา มีผลต่อการทำงานและสุขภาพทางอารมณ์มากขึ้นกว่ายุคที่ผ่านมา บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) โดยศูนย์เซเว่น อีเลฟเว่น สนับสนุนเอสเอ็มอี และสมาคมการค้าปลีกและเอสเอ็มอีทุนไทย ได้เสริมศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs เชิญวิทยากรจาก 2 วงการ ผนึก 2 องค์ความรู้ ทั้ง AI และฮวงจุ้ยเชิงเหตุผล มาเป็น “คู่แนวคิด” ใหม่ให้ SMEs เตรียมพร้อมสู่ “ปีมะเมีย 2569” คุณอัจฉริยะ ดาโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้าน AI เล่าว่า SMEs ไม่จำเป็นต้องใช้ AI ทุกอย่าง แต่ควรให้ AI รับหน้าที่เป็น “ผู้ช่วย” แก้ปัญหาที่ทำให้เสียเวลาในการทำงานประจำ ตัวอย่างเช่น การใช้ Manus AI ช่วยจัดการเอกสาร ตอบอีเมล ค้นข้อมูล หรือวางตารางงาน ทำให้ผู้ประกอบการมีเวลาไปโฟกัสงานขายและงานสร้างสรรค์มากขึ้น ไม่ต้องทำงานซ้ำซ้อ
หลังจากมีโครงการคนละครึ่งพลัส เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระให้ประชาชน และสร้างโอกาสทางธุรกิจให้ผู้ประกอบการ LINE MAN Wongnai ได้อัปเดตถึงสถานการณ์ร้านอาหาร ไว้อย่างน่าสนใจ โดย คุณยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN Wongnai เผยว่า ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ เลือกขายบนแพลตฟอร์มไลน์แมนมากถึง 65% ทำยอดขายคนละครึ่งพลัส มากที่สุดในตลาด 63% เกิดออร์เดอร์รวมกว่า 8 ล้านออร์เดอร์ใน 3 สัปดาห์ และทำให้ยอดขายร้านค้าทั่วประเทศ เติบโตเฉลี่ย 4.2 เท่า นอกจากนี้ ยังช่วย “ร้านเล็ก” (รายได้ต่ำกว่าหมื่นบาทต่อเดือน) ให้เติบโตได้จริง โดยมียอดขายพุ่งถึง 5.9 เท่า เมื่อเทียบกับยอดขายช่วงก่อนโครงการ ส่วนร้านขนาดกลาง (รายได้มากกว่าหมื่นบาทต่อเดือน) เติบโตขึ้น 2 เท่า อานิสงส์ของโครงการนี้ยังส่งไปถึงไรเดอร์ ช่วยสร้างรายได้เฉลี่ยเพิ่มขึ้น 15-25% ตามปริมาณออร์เดอร์ต่อวันที่สูงขึ้น โดยยังพบข้อมูลน่าสนใจ ผลจากคนละครึ่งพลัส ดันยอดขายร้านต่างจังหวัดโตสูง จังหวัดที่ทำผลงานโดดเด่น มียอดขายร้านเติบโตสูงที่สุด เมื่อเทียบกับยอดขายช่วงก่อนโครงการ ได้แก่ จันทบุรี (+9.4 เท่า), หนองบัวลำภู (+9.3 เท่า), อุตรดิตถ์ (+8.9 เท่า),
ก่อนแสงแรกจะส่องถึงพื้นถนนของกรุงเทพฯ เสียงไม้กวาดเริ่มก้องสะท้อนในความมืดสลัวของถนนสายต่างๆ เจ้าหน้าที่กวาดถนน หรือ “พี่ไม้กวาด” คือกลุ่มคนที่ทำงานเพื่อให้เมืองสะอาดก่อนที่ใครจะเริ่มต้นวัน แต่ทุกก้าวกวาดของพวกเขาแฝงด้วยความเสี่ยง จากรถที่แล่นเร็ว ผู้ขับขี่ที่ไม่ทันระวัง ไปจนถึงอันตรายในถังขยะที่ไม่มีใครรู้ว่าซ่อนอะไรอยู่ สิ่งหนึ่งที่ช่วยให้พวกเขากลับบ้านได้อย่างปลอดภัยคือ “เสื้อกั๊กสะท้อนแสง” ที่สวมไว้ในทุกวัน นายนัฐพร พรายเล็ก พนักงานกวาดถนนเขตธนบุรี ทำงานตั้งแต่บ่ายถึง 3 ทุ่ม และบ่อยครั้งในช่วงเช้ามืดที่อันตรายที่สุด และช่วงหัวค่ำหลัง 6 โมงเย็นไปจนถึง 3 ทุ่มก็เสี่ยงไม่แพ้กัน เพราะแสงเริ่มน้อยลงและรถก็เริ่มหนาแน่นขึ้น เขายอมรับว่า “แค่แสงสะท้อนเล็กๆ บนเสื้อ สามารถช่วยชีวิตได้” ยิ่งในช่วงเย็นที่รถหนาแน่น การมองเห็นชัดตั้งแต่ระยะไกลคือความปลอดภัยที่พนักงานทุกคนรอคอย โดยเฉพาะเสื้อกั๊กสะท้อนแสงรุ่นใหม่ที่ผลิตจากขวด PET รีไซเคิล 11 ขวดต่อ 1 ตัว สีสดกว่ารุ่นเดิมและสะท้อนแสงได้ดี “ช่วงเช้ามืดก็กลัวเหมือนกัน บางทีคนขับรถเมากลับจากสถานบันเทิง ถ้าอยู่บนถนนจะอันตรายมาก ก็จะพยายามเลือกยืนกวาดจุด
ข่าวแจ้งว่า กลุ่มบริษัท บี ปิโตรไทย ผู้นำธุรกิจบริการวิศวกรรม ได้นำเทคโนโลยีหอเผาระดับพื้นดินแบบปิด (Enclosed Ground Flare หรือ EGF) ช่วยให้อุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมีไทยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ดูแลชุมชนรอบข้าง พร้อมเดินหน้ามุ่งสู่ Net Zero โดย “หอเผาทิ้ง” เป็นเทคโนโลยีสำคัญที่อุตสาหกรรมปิโตรเลียมและปิโตรเคมีใช้เป็นมาตรฐานในการกำจัดก๊าซเหลือทิ้ง หรือก๊าซที่ไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้อย่างปลอดภัย ช่วยลดปริมาณสารเคมีอันตรายที่ปล่อยออกสู่ชั้นบรรยากาศที่อาจส่งผลให้เกิดภาวะเรือนกระจกหรือเป็นอันตรายต่อสุขภาพของชุมชนใกล้เคียง เป็นหนึ่งในแนวทางจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐานสากลของอุตสาหกรรม อย่างไรก็ดี หอเผาทิ้งแบบ Elevated Flare ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน มีลักษณะเป็นปล่องสูง เปลวและควันจากการเผาทิ้งก๊าซจะปรากฏให้เห็นที่ปากปล่อง ซึ่งสร้างความกังวล และความรำคาญจากแสงรบกวนให้แก่ชุมชนโดยรอบ หอเผาระดับพื้นดินแบบปิด (EGF) ที่กลุ่มบริษัท บี ปิโตรไทย นำมาติดตั้งให้แก่ลูกค้า เป็นเทคโนโลยีล่าสุดจาก John Zink หนึ่งในผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการเผาไหม้ ที่ตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมีจุดเด่น 4 ด้าน
ท่ามกลางสถานการณ์ค่าฝุ่น PM2.5 ที่พุ่งสูงขึ้นในกรุงเทพฯ และหลายจังหวัดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง โดยสังคมส่วนหนึ่งพุ่งเป้าสงสัยไปที่ “การเผาอ้อย” ว่าเป็นต้นเหตุสำคัญ ทว่าข้อเท็จจริงคือ ปัญหาฝุ่นพิษนี้ กลับปรากฏขึ้นก่อนที่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวอ้อยจะมาถึงเสียอีก จึงทำให้เกิดคำถามว่า “เมื่อโรงงานยังไม่เปิดหีบ ชาวไร่ยังไม่ได้ตัดอ้อย แล้วฝุ่น PM2.5 มาจากไหน แล้วทำไม ชาวไร่อ้อยจึงเป็นจำเลยสังคม” นี่คือข้อสงสัยที่เกษตรกรชาวไร่อ้อยถูกถามซ้ำแล้วซ้ำเล่า และมักถูกมองว่าเป็นผู้ก่อปัญหาฝุ่นเสมอมา นายรังสิต เฮียงราช ผู้อำนวยการบริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด และเลขานุการคณะกรรมการประสานงาน 3 สมาคมโรงงานน้ำตาลทราย (TSMC) เปิดเผยข้อเท็จจริงว่า ฤดูการหีบอ้อยประจำปีนี้เพิ่งเริ่มต้นขึ้นในวันที่ 2 ธันวาคม 2568 โดยจากจำนวนโรงงานน้ำตาลทั่วประเทศ 58 แห่ง ปัจจุบันมีเพียง 8 โรงงานเท่านั้น (ข้อมูล ณ วันที่ 7 ธันวาคม 2568) ที่เริ่มเดินเครื่องจักร ซึ่งโรงงานทั้ง 8 โรงงานก็มีการรับอ้อยสดมากถึง 99.7% และปัจจุบันภาครัฐขอความร่วมมือให้โรงงานฯ รับอ้อยไฟไหม้ไม่เกิน 5% ข
ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือดในตลาดความงามไทย “เจ้านาง” เครื่องสำอางและสกินแคร์แบรนด์ไทย ได้ประกาศแผนรีแบรนด์ครั้งสำคัญในปี 2569 เพื่อพาแบรนด์ไปสู่การเป็นผู้นำในตลาดไทยและเอเชีย โดยเริ่มปักหมุดความสำเร็จจากการเปิดตัว “แป้งพัฟโกลว์สกิน” ผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดที่ได้รับเสียงตอบรับเป็นอย่างดีตั้งแต่ปลายปี 2568 ภายใต้จุดยืน “แบรนด์คุณภาพที่ทุกคนเข้าถึงได้” สามารถเติมเต็มช่องว่างระหว่างแบรนด์ Mass ที่ยังไม่อาจมอบคุณภาพตามที่ผู้บริโภคคาดหวัง และแบรนด์ระดับบนที่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่ม Gen Z และคนวัยทำงานอายุน้อย นายสิทธา สมควรดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ้านาง (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า “ตลอดเส้นทางกว่า 9 ปีที่ผ่านมา เจ้านาง เติบโตจากธุรกิจขนาดเล็ก มาสู่การเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลัก เราได้เรียนรู้และเติบโตมาพร้อมกับผู้บริโภคชาวไทย จากแบรนด์เมกอัปกลุ่ม Niche ที่โฟกัสความต้องการเฉพาะกลุ่ม เราได้ปรับตัวและพัฒนาเพื่อตอบโจทย์ตลาดที่กว้างขึ้น ในปี 2569 จะเป็นปีที่เจ้านางก้าวสู่บทใหม่ เราจะเดินหน้าพัฒนาสูตรและนวัตกรรมใหม่ พร้อมสร้างภาพลักษณ์ใหม่ที่สะท้อนความเป็นผู้หญิงยุคใหม่ เป็นแบรนด์บิว
เมื่อไม่นานมานี้ เรียกเสียงฮือฮาวงการขนมหวานไม่น้อย เมื่อ Jinta Homemade Icecream ออกสินค้า ชื่อน่าเอ็นดู อย่าง “ไอศกรีม ยิ้มทั้งน้ำตาล” ซึ่งเป็นความร่วมมือกับ ผู้ประกอบการเพื่อสังคม อย่าง “เดอะมนต์รักแม่กลอง สมุทรสงคราม” ทั้งนี้ มีการบอกกล่าวที่มาไว้อย่างน่าสนใจ ไว้ว่า ไอศกรีมที่พวกเขาทำร่วมกันนั้น มีรอยยิ้มที่เป็นยิ้มที่มีความสุขสุดๆ เป็นยิ้มแห่งความภูมิใจ ยิ้มที่จะส่งแรงให้ทุกๆ คน ชุมชน-คนแปรรูป-ผู้บริโภค ที่จะมีความสุขไปพร้อมๆ กัน คนต้นทางมีแรงทำงานต่อ คนปลายทางได้บริโภคของดีของอร่อย คนตรงกลางภูมิใจ อ่านเรื่องเกี่ยวข้อง : ไอศกรีม ยิ้มทั้งน้ำตาล อนุรักษ์ภูมิปัญญา รักษาสภาพแวดล้อม “การทำไอศกรีมของจินตะ จึงไม่ใช่แค่การทำไอศกรีมรสชาติแปลกใหม่ แต่สิ่งที่เราตั้งใจทำจริงๆ คือการเป็นกระบอกเสียงให้กับคนตัวเล็กๆ ด้วยกัน คนหรือชุมชนที่เขาพยายามทำอะไรบางอย่างให้บ้านเกิด อนุรักษ์ภูมิปัญญา รักษาสภาพแวดล้อม ให้กลับมาสวยงามเหมือนสมัยเมื่อครั้งวัยเยาว์ ทำให้คนภายนอกได้รู้จักและเข้าใจในคุณค่าของชุมชนให้เยอะที่สุด มันจะเป็นเมล็ดพันธุ์ที่จะเข้าไปเติบโตในใจคนโดยเฉพาะเด็กๆ ให้รักษ์และหวงแหนภูมิปัญญาเหล่
ตามที่มหาวิทยาลัยรังสิตจัดพิธีประสาทปริญญาประจำปี 2568 โดยในปีนี้สภามหาวิทยาลัยรังสิต มีมติประสาทปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ แด่ พลโท บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาค 2 ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาผู้นำทางสังคม ธุรกิจ และการเมือง และ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาบริหารธุรกิจ กล่าวสำหรับคำประกาศเกียรติคุณ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาบริหารธุรกิจ วิทยาลัยบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรังสิต มีดังนี้ คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นับเป็นผู้บริหารยุคใหม่ที่มุ่งมั่นยกระดับการบริหารจัดการเชิงพาณิชย์ในธุรกิจระดับประเทศและต่างประเทศ สามารถขยายและปรับเปลี่ยนองค์กรไปในระดับสากล ซึ่งเป็นแบบอย่างอันทรงคุณค่าแก่ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมและการบริการ สมควรได้รับการยกย่องสรรเสริญในเกียรติคุณนี้ ในมิติของการเป็นผู้บริหารยุคใหม่แบบมืออาชีพ คุณศุภจี ใช้ประสบการณ์ด้านบริหารธุรกิจนำมาขับเคลื่อนกระทรวงพาณิชย์ โดยเน้นการนำมุมมองและทักษะจากประสบการณ์
Trip.com Group ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยวชั้นนำระดับโลก เปิดข้อมูลเชิงลึก เกี่ยวกับพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในงาน Trip.Best Roadshow : Southeast Asia Travel Trends Unpacked โดยข้อมูลชี้ให้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของนักท่องเที่ยวไทย ที่หันมาสนใจท่องเที่ยวไปยังเมืองรองของจีนมากขึ้น พร้อมปรับสไตล์การท่องเที่ยวจากการท่องเที่ยวแบบเข้าชมสถานที่ ไปเป็นการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์แทน จากข้อมูลของ Trip.Best ในปี 2568 พบว่า ฉงชิ่ง กลายเป็นจุดหมายปลายทางที่เติบโตเร็วที่สุดในหมู่นักท่องเที่ยวไทย โดยยอดการเข้าชมบน Trip.Best เพิ่มขึ้นถึง 395% เมื่อเทียบกับปีก่อน และยอดจองพุ่งสูงถึง 828% เมืองบนภูเขาแห่งนี้ขึ้นชื่อเรื่องอาหารรสจัดคล้ายอาหารไทย พร้อมสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ จึงกลายเป็นปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวไทยที่กำลังมองหาประสบการณ์อย่างแท้จริง นอกเหนือจากจุดหมายปลายทางแบบดั้งเดิม การพัฒนาการท่องเที่ยวของไทย นายเอ็ดมันด์ ออง ผู้อำนวยการอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และผู้จัดการทั่วไป Trip.com ประเทศสิงคโปร์ กล่าวว่า “นักท
