ข่าววันนี้
นักวิชาการธรรมศาสตร์ เห็นด้วยปรับเพิ่มเงินสมทบประกันสังคม ระบุต้องแยกส่วนระหว่าง “ประสิทธิภาพในการบริหาร-การเพิ่มเงินสมทบ” เพราะ 2 เรื่องพัฒนาไปพร้อมกันได้ แนะรัฐออกมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ-ลดหย่อนภาษี เพื่อผ่านพ้นช่วงเศรษฐกิจเปราะบาง พร้อมพัฒนาสิทธิประโยชน์ได้ดีกว่า “บัตรทอง” ตอบโจทย์ 2 ความกังวลผู้ประกันตน “เจ็บป่วย-เกษียณแล้วไม่มีเงิน” จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงกำหนดค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงที่ใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินสมทบกองทุนประกันสังคมตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ โดยกำหนดให้มีการปรับเพดานค่าจ้างแบบขั้นบันไดทุก 3 ปี เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป และอัตราเงินสมทบยังคงคิดที่ร้อยละ 5 เช่นเดิม ซึ่งในช่วง 3 ปีแรก ตั้งแต่ปี 2569-2571 เพดานค่าจ้าง 17,500 บาทต่อเดือน ซึ่งเดิมผู้ประกันตน มาตรา 33 เคยส่งเงินสมทบสูงสุดเดือนละ 750 บาท จะปรับเพิ่มเป็น 875 บาทต่อเดือน ผศ.ดร.ธร ปีติดล อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยความเหลื่อมล้ำและนโยบายสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า ส่วนตัวเห็นด้วยกับการปรับเพดานจ่ายเงินสมทบในระบบประกันสังคมแ
เมื่อไม่นานมานี้ จากการประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่ ชิงรางวัล “สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา” ปรากฎผลงาน “ทุ่นไล่ปลาหมอคางดำด้วยคลื่นเสียงและคลื่นกระทบ” ของวิทยาลัยการอาชีพอัมพวา จ.สมุทรสงคราม “เข้าตา” กรรมการมากที่สุด สำหรับทีมนักประดิษฐ์ผลงานครั้งนี้ ประกอบด้วย นายธีระเมท หับเผย นักเรียน ปวช.2 ช่างยนต์ นายอาทิวราห์ สลีสองสม นักเรียน ปวช.2 ช่างยนต์ น.ส.พิมลรัตน์ ทับทิม นักเรียน ปวช.2 คอมพ์ มี น.ส.อรรธิกา อยู่เอี่ยม ครูสาขาตัวถังและสีรถยนต์ เป็นครูที่ปรึกษา สำหรับหลักการและเหตุผลของสิ่งประดิษฐ์เจ้าของรางวัล “สุดยอดนวัตกรรมอาชีวศึกษา” นั้น เริ่มต้นจากที่ว่า ปัจจุบันมีการใช้วิธีการกำจัด “ปลาหมอคางดำ” หลายรูปแบบ เช่น การจับด้วยแห การใช้ไฟฟ้าชอร์ต หรือการใช้สารเคมี ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสัตว์น้ำอื่นๆ ดังนั้น จึงมีแนวคิดในการพัฒนา “ทุ่นไล่ปลาหมอคางดำด้วยคลื่นเสียงและคลื่นกระทบ” เพื่อเป็นนวัตกรรมเชิงอนุรักษ์ ที่สามารถขับไล่ปลาหมอคางดำ ออกจากพื้นที่บ่อเลี้ยงกุ้งหรือบ่อน้ำ โดยไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งมีชีวิตอื่น โครงการนี้มีความสำคัญในการช่วยลดปัญหาการรุกรานของปลาหมอคางดำ โดยใช้เทคโนโลยี
หากพูดถึงอำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี หลายคนอาจนึกไม่ออกว่าอยู่ตรงไหนของแผนที่ แต่ชายคนหนึ่งกลับมองเห็นอนาคต บนพื้นที่ที่ใครๆ ก็ว่า “ไม่เจริญ” คุณสำรวย แสงตระวัน เจ้าของ “บ่อทองบุรี โฮมสเตย์ แอนด์ รีสอร์ท” คือเกษตรกรบ้านๆ ที่เริ่มต้นจากศูนย์ แต่คิดการใหญ่กว่าที่ใครจะคาดถึง ชีวิตเขาผูกพันกับงานไร่นามาตั้งแต่เด็ก ปลูกอ้อย ปลูกมัน ปลูกยางพารา ทำสวนปาล์มนับร้อยไร่ เพราะเป็น “ลูกชาวสวน” อย่างแท้จริง กระทั่งมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต คือช่วงที่ได้มีโอกาสไปร่วมงานพระบรมศพรัชกาลที่ 9 และมีโอกาสสนับสนุนอาหาร เช่น มันเทศ ขนุน สับปะรด ให้ประชาชนที่มากราบถวายบังคม และเหตุการณ์ในครั้งนั้น ไม่เพียงทำให้เขา “ให้” มากขึ้น แต่ยังขยายหัวใจให้ “คิดเพื่อส่วนรวม” มากขึ้นด้วย “ผมมีโอกาส เข้าไปชมนิทรรศการของในหลวงรัชกาลที่ 9 ภาพที่พระองค์เสด็จฯ ไปในทุกพื้นที่ที่ไม่เจริญ ทำให้กลับมาตั้งคำถามกับตัวเอง แล้วบ้านเกิดของเรา จะทำอะไรให้ดีขึ้นได้บ้าง” คุณสำรวย บอกเสียงเรียบ และคำถามนั้นนำไปสู่คำตอบใหญ่ “เราจะพัฒนาอำเภอบ่อทอง ให้คนทั้งประเทศรู้จัก” เขาจึงวางแผนสร้าง “บ่อทองบุรี” สถานที่ท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ และเป็นเมื
จากกรณีข่าวการจับกุม นานา ไรบีนา และการตรวจยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกงประชาชนและ พ.ร.ก.กู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน สิ่งหนึ่งในของกลางที่ยึดได้และได้รับความสนใจอย่างมาก คือ Ledger Nano X ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่หลายคนอาจจะยังไม่คุ้นเคย หรือไม่รู้จัก เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปทำความรู้จักกับอุปกรณ์สำคัญชิ้นนี้ว่าคืออะไร มีบทบาทอย่างไรในโลกของสินทรัพย์ดิจิทัล Ledger Nano X คืออะไร หลายคนอาจตั้งข้อสงสัยว่า แล้ว Ledger Nano X คืออะไร อธิบายง่ายๆ ว่า สิ่งนี้คือ ตู้เซฟดิจิทัลแบบพกพา หรือเรียกว่า ฮาร์ดแวร์วอลเล็ต (Hardware Wallet) ที่ผลิตโดยบริษัท Ledger ประเทศฝรั่งเศส ขึ้นชื่อเรื่องระบบความปลอดภัยระดับสูงสุดในวงการคริปโทฯ ลักษณะเครื่องมีความคล้ายคลึงกับแฟลชไดรฟ์ การทำงานของ Ledger Nano X ถูกออกแบบมาเพื่อจัดเก็บ Private Key (กุญแจส่วนตัว) ซึ่งเป็นรหัสลับสำคัญที่ใช้ในการเข้าถึงและทำธุรกรรมกับสินทรัพย์ดิจิทัลของคุณ โดยเก็บไว้ใน ชิป Secure Element ที่มีความปลอดภัยสูงระดับ CC EAL5+ ชนิดเดียวกับที่ใช้ในบัตรเครดิตหรือพาสปอร์ต เนื่องจาก Private Key ถูกเก็บไว้ในอุปกรณ์ที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับ
ในยุคที่เศรษฐกิจผันผวน การค้าแข่งขันสูง และสิ่งแวดล้อมปรวนแปรจนคนไทยต้องใส่หน้ากากทุกวัน เรื่อง “สิ่งแวดล้อม” อาจเคยเป็นเรื่องไกลตัวของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี แต่บนเวที “TGO Forum & TCNN Conference 2025” คุณโกสินทร์ พึงโสภณ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสภาคการเงิน ธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) ประกาศชัดว่า ถึงเวลาแล้วที่ SMEs ไทย ต้องมอง Green Finance เป็น “เรื่องด่วน” ไม่ใช่ “เรื่องเลือกทำ” คุณโกสินทร์ เริ่มต้นแบบตรงไปตรงมาว่า สิ่งแรกที่ SMEs คิดถึงไม่ใช่ต้นไม้หรือคาร์บอนเครดิต แต่คือ “อยู่รอดได้อย่างไรในวันนี้” อย่างไรก็ตาม เขาย้ำว่าเรื่องสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวกว่าที่คิดมาก ทั้งฝุ่นควัน อากาศร้อนจัด และเหตุการณ์น้ำท่วม ที่กำลังเกิดบ่อยขึ้น โดยเฉพาะในภาคใต้ สิ่งเหล่านี้กระทบบัญชีรายรับ-รายจ่ายโดยตรง ทั้งค่ารักษาพนักงาน หรือความเสี่ยงธุรกิจชะงักงันจากภัยพิบัติ ผู้เชี่ยวชาญอาวุโสภาคการเงิน กล่าวต่อว่า SMEs หลายรายอาจยังคิด “สิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องรอง” ขอแค่ทำธุรกิจไปได้ก่อน แต่ในความเป็นจริง ปัญหาสิ่งแวดล้อมกำลังกลายเป็น “ต้นทุนแฝง” ที่ SMEs มองไม่เห็น ทั้งค่าแรงงานที่ป่วยบ่อย ความเสียหายจากน้ำท่วม และความร้
เมื่อเวลา 09.00-16.30 น. วันที่ 3 ธ.ค. ที่ศูนย์ประชุม ซี อาเซียน รัชดา อาคารซีดับเบิลยู ทาวเวอร์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. และเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย หรือ TCNN ร่วมกันจัดงานใหญ่แห่งปี “TGO Forum & TCNN Conference 2025 : ขับเคลื่อน Net Zero ไทย ด้วยพลังองค์กรผู้นำ” เพื่อเป็นเวทีในการเชื่อมโยงมิติเชิงนโยบาย การปฏิบัติ และนวัตกรรมสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยภายในงานประกอบด้วยเวทีสัมมนา การเสวนาแลกเปลี่ยน และนิทรรศการแสดงนวัตกรรม ชูเป้าความเป็นกลางทางคาร์บอน Net Zero Emissions สำหรับเวทีหลัก เริ่มด้วยการปาฐกถา และกล่าวเปิดงาน โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ชญานันท์ ภักดีจิตต์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) มาเป็นองค์ปาฐก พร้อมมอบโล่เกียรติคุณ โดยมี คุณณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) กล่าวต้อนรับ โดย คุณรัฐกร กัมปนาทแสนยากร ประธานกรรมการเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (TCNN) และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ความยั่งยืนองค์กร บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ออกมาเ
นายสตีฟ สรเทพ ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทล ประเทศไทย กล่าวขอบคุณคณะรัฐบาลนายกฯ อนุทิน และคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ช่วยปลดล็อกช่วงเวลาขายแอลกอฮอล์ตั้งแต่บ่าย 2 ถึง 5 โมงเย็น ให้กับกลุ่มธุรกิจร้านอาหาร โดยคำนึงถึงบริบทของประเทศไทยที่เป็นประเทศแห่งการท่องเที่ยว ซึ่งแตกต่างจาก 53 ปีที่แล้วของคำสั่งคณะปฏิวัติ 2515 ที่ออกมาเพื่อห้ามข้าราชการออกไปนั่งดื่ม เพราะว่ากฎหมายฉบับล่าสุดที่แก้ไขออกมานั้น นอกจากจะสร้างปัญหาในการทำธุรกิจของร้านอาหารแล้ว ยังมีผลกระทบกับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามาช่วงปลายปี โดยเฉพาะเป็นช่วงไฮซีซันของประเทศไทย ซึ่งจากกฎหมายที่ประกาศออกมาล่าสุดที่ผ่านมา สร้างความหวาดกลัวให้นักท่องเที่ยวเป็นอย่างมาก เพราะสำนักข่าวต่างๆ ทั่วโลกได้เผยแพร่ถึงความผิดที่นักท่องเที่ยวจะได้รับด้วยหากมีการนั่งดื่มในร้านอาหารเกินเวลาที่กำหนด จึงมีผลกับการตัดสินใจที่จะเลือกมาเที่ยวประเทศไทย โดยทำให้นักท่องเที่ยวสามารถเปลี่ยนใจเลือกที่จะไปประเทศอื่นในอาเซียนแทน การปลดล็อกช่วงเวลาให้ขายแอลกอฮอล์ได้ จะช่วยส่งเสริมให้กับธุรกิจร้านอาหารมีรายได้จากการขาย
ศาสตราจารย์กิตติคุณ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สภานโยบาย) ครั้งที่ 3/2568 เมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะรองประธาน พร้อมด้วย ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. และ ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ในฐานะเลขานุการสภานโยบาย รวมถึงผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และผู้ทรงคุณวุฒิ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ณ ห้องประชุม 301 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล โดยที่ประชุมสภานโยบายฯ ได้มีมติในนโยบายที่สำคัญเพื่อขับเคลื่อนการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) ของประเทศ การประชุมครั้งนี้ ได้มีมติและข้อเสนอเชิงนโยบายสำคัญหลายประการ ครอบคลุมตั้งแต่การบริหารจัดการอุทกภัย การพัฒนากำลังคน การยกระดับอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ไปจนถึงมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม โดยช่วงต้นของการประชุม ศาสตราจารย์กิตติคุณบวรศักดิ์ ไ
ก่อนจบปี 2568 “สงครามสุกี้” ยังเดือดทะลุหม้อ เมื่อแบรนด์หม้อไฟยักษ์ใหญ่ระดับโลก อย่าง Haidilao (ไหตี่เลา) กระโดดลงหม้อมาลุยสงครามนี้อีกหนึ่งแบรนด์ ด้วยการเปิดตัว HI Dee Shabu (ไหตี่ชาบู) ในไทย โดยปักหมุดเซ็นทรัล พระราม 3 เป็นที่แรกของโลกในคอนเซ็ปต์ชาบู ในรูปแบบการขายแบบอะลาคาร์ต กับบุฟเฟต์บาร์ โดยมีราคาชุดหมู เริ่มต้น 199 บาท ชุดเนื้อเริ่มต้น 349 บาท ที่สามารถสั่งเป็นชุดเปิด และบวกบาร์บุฟเฟต์เพิ่มราคา 69 บาท จากการเปิดตัวในครั้งนี้ สร้างกระแสบนโลกโซเชียลเป็นอย่างมาก เพราะไหตี่เลาเป็นแบรนด์ดังที่คนไทยรู้จักกันดี ประกอบกับสงครามสุกี้กำลังเดือด ยิ่งทำให้ตลาดนี้เป็นที่น่าจับตามอง หากย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ แบรนด์ใหญ่ของไทยก็ปล่อยหมัดเด็ดกันแบบไม่มีใครยอมใคร เริ่มกันที่ MK Restaurants ในเครือ MK GROUP แบรนด์ในตำนานที่อยู่คู่คนไทยมานาน 39 ปี เมื่อยุคสมัยเปลี่ยน ความนิยมของแบรนด์เริ่มจางลง จากอะลาคาร์ต แบรนด์จึงปรับโมเดลใหม่เป็น “บุฟเฟต์” เพื่อตอบรับเทรนด์และความต้องการของผู้บริโภคที่ชื่นชอบการทานบุฟเฟต์ ซึ่งมีทั้ง “MK คุ้มเกินคุ้ม 299 บาท” ที่ต่อแคมเปญมาเรื่อยๆ และ “MK Premium Buff
สถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้แม้ระดับน้ำจะลดลงมาแล้ว แต่ความกังวลของประชาชนยังคงทวีมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะสิ่งที่ตามมาคือความเสียหายและภาระหนี้สิน การบรรเทาและฟื้นฟูความเสียหาย จึงเป็นเสมือนหนทางที่จะช่วยพลิกฟื้นทั้งกำลังใจและเศรษฐกิจในพื้นที่ หน่วยงานทั้งภาครัฐและสถาบันการเงิน ต่างต้องเร่งออกมาตรการเยียวยาให้ครอบคลุมทั้งด้านการดำรงชีวิต การค้า และหนี้สิน จากผลสำรวจของ สำนักวิจัยซูเปอร์โพล ได้มีการดำเนินการสำรวจความคิดเห็นประชาชน ทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ เพื่อศึกษาความรู้สึก ความต้องการ และมุมมองของประชาชน ต่อเหตุการณ์มหาอุทกภัยภาคใต้ โดยได้สำรวจจากกลุ่มตัวอย่างทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศจำนวนทั้งสิ้น 1,142 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 29–30 พฤศจิกายน 2568 พบว่า “ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 75.8 เห็นว่าเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ครั้งนี้เป็น “เหตุสุดวิสัยจากภัยธรรมชาติ” ขณะที่ ร้อยละ 24.2 มองว่า “ไม่ใช่เหตุสุดวิสัย” และยังสามารถป้องกันหรือบรรเทาได้หากมีระบบ” 5 อันดับความต้องการเร่งด่วน ให้ช่วยเหลือ ประชาชนทุกจังหวัดที่ประสบภัยน้ำท่วม เมื่อสอบถามถึงความต้องการของประชาชน พบ 5 อันดับแรกของข้อมูลสะท้อนภาวะวิกฤตของประช
