นวัตกรรมอาหาร
กรุงเทพฯ 14 มกราคม 2568 – กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ร่วมกับบริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มหาวิทยาลัยมหิดล และพันธมิตรองค์กรชั้นนำ ได้แก่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท ล็อตเต ไฟน์ เคมิคอล จำกัด บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด ดีลอยท์ ประเทศไทย และเครือข่ายบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมอาหารอีกมากมาย เสริมโอกาสการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารและฟู้ดเทคสตาร์ตอัพไทยผ่าน โครงการ SPACE-F ปี 5 พร้อมชี้ตลอดระยะเวลา 5 ปี ช่วยปั้นสตาร์ตอัพได้กว่า 80 ราย จาก 18 ประเทศ และสร้างมูลค่าด้านการลงทุนได้กว่า 2,000 ล้านบาท โดยปีนี้มีสตาร์ตอัพที่มีศักยภาพเข้าร่วมโครงการ SPACE-F ทั้งในส่วนโครงการบ่มเพาะ (Incubator Program) และโครงการเร่งการเติบโตทางธุรกิจ (Accelerator Program) เพิ่มอีก 18 ราย ซึ่งมุ่งเป้าด้านความยั่งยืนและอาหารแห่งอนาคต ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA เปิดเผยว่า NIA ภายใต้บทบาทผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรมมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ชาตินวัตกรรม ด้วยแนว
ชาวประมงพื้นบ้านหมู่ที่ 4 บ้านเกาะเคี่ยม ตำบลกันตังใต้ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง นำเรือออกหากุ้งเคยบริเวณริมตลิ่งใกล้รากไม้ในป่าชายเลนหรือป่าโกงกางซึ่งจะได้กุ้งเคยจำนวนมากในฤดูกาลหากุ้งเคย ระหว่างเดือนเมษายน-กรกฎาคมของทุกปี กุ้งเคยเป็นกุ้งขนาดเล็ก ตัวสีขาวใส ขนาดความยาวไม่เกิน 1.5 เซนติเมตร และมักหากินรวมกันเป็นฝูงในระดับความลึกตั้งแต่ 50 เซนติเมตร-1.5 เมตร วิธีการหากุ้งเคย แค่ใช้คันไม้ไผ่คู่ ความยาวประมาณ 7 เมตร เย็บถุงอวนตัดกับไม้ไผ่ ติดตั้งไว้หน้าหัวเรือ เวลาใช้ก็กางไม้ไผ่ออกเป็นเป็นช่องตรงกลาง แล้วเดินไปเรื่อยๆ เพื่อให้กุ้งเคยเข้ามาติดในถุงอวนให้มากที่สุด ใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง ก็จะได้กุ้งเคยจำนวนมาก ในช่วงเช้าชาวบ้านใช้เรือออกหากุ้งเคยไม่ต่ำกว่า 15 ลำ เพื่อจะได้หมักกุ้งเคยตากแดดได้ทันในช่วงเวลาที่เหลือ เรือแต่ละลำจะหากุ้งเคยได้ตั้งแต่ 50-200 กิโลกรัม นำไปขายให้กับแม่ค้าในหมู่บ้าน ราคากิโลกรัมละ 30 บาท หากนำไปทำกะปิจะขายได้ราคาสูงขึ้น การทำกะปิของชาวประมงพื้นบ้าน เดิมจะใช้เกลือ 15-20% ของน้ำหนักกุ้งเคย เพื่อรักษากุ้งเคยให้เก็บไว้ได้นาน และใช้น้ำตาล ผงชูรส เพิ่มรสชาติ แต่งสี และใส่
นางสาวสังวาลย์ วรรณกุล นักจัดการงานทั่วไป งานบริการการศึกษาและพัฒนาคุณภาพนักศึกษาคณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยว่า คณะอุตสาหกรรมเกษตร ได้กำหนดเปิดหลักสูตร “แขนงวิชาการออกแบบและพัฒนานวัตกรรมอาหาร หรือ Food Innovation Design and Development หลักสูตรปรับปรุงรูปแบบใหม่ในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก สาขาวิชาการพัฒนาผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเกษตร เพื่อเป็นแขนงวิชาของหลักสูตรสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร ที่ตอบความต้องการด้านเทคโนโลยีอาหารเชิงลึก ให้ได้เรียนรู้รอบด้าน ทั้งวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีการอาหาร ผนวกกับความรู้การออกแบบ และพัฒนานวัตกรรมอาหาร เพิ่มทางเลือก และตรงกับความต้องการของผู้เรียนที่ต้องการความรู้ เสริมสร้างการพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ช่วยผลักดันเป้าหมายประเทศไทยให้กลายเป็นครัวโลกได้เป็นอย่างดี “ทั้งนี้ บัณฑิตศึกษา คณะอุตสาหกรรมเกษตร ได้เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ปีการศึกษา 2535 และปีการศึกษา 2566 นี้ ได้เปิดสอนระดับปริญญาโท 2 สาขา หนึ่ง สาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร และ สอง สาขาวิชาเทคโนโลยีการบรรจุ โดยสาขาวิชาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร ได้เปิดสอนหลักส
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้นำผลิตภัณฑ์ที่ผ่านกระบวนการวิจัยและนวัตกรรมในด้านอาหารมาร่วมจัดแสดงในบูธ Innovative house by NRCT ในงาน Food ingredients Asia 2022 ซึ่งจัดโดย food ingredients asia โดย ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ ได้มอบหมายให้ นางสุภาพร โชคเฉลิมวงศ์ ผู้อำนวยการกองบริหารทุนวิจัยและนวัตกรรม 1 เข้าร่วมการเปิดงาน กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 5-7 ตุลาคม 2565 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ วช. นำผลิตภัณฑ์จากผลงานวิจัยทั้งในส่วนของวัตถุดิบแปรรูปขั้นต้น ผลิตภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มร่วมจัดแสดงที่บู๊ธ Innovative House by NRCT หมายเลข E02 ฮอลล์ 3 มากกว่า 20 ผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์มะม่วงผงทำแห้งแบบแช่เยือกแข็ง สมูทตี้ผงจากอิตาเลียนชนิดโพรไอติก โปรตีนจากไข่ขาว ผลิตภัณฑ์ปลาร้าผงโซเดียมต่ำ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มผักชนิดผง ผลิตภัณฑ์เจลลี่พร้อมดื่มผักโขมอินทรีย์ ผลิตภัณฑ์ผงผักเคลอบไอน้ำ ผลิตภัณฑ์เส้นไข่ขาวไร้แป้งพร้อมทาน ผลิตภัณฑ์น้ำว่านหางจระเข้ ผลิตภัณฑ์ผักโขมอินทรีย์อบกรอบ ผลิตภัณฑ์น้ำขิงสปาร์คกลิ้
พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมสร้างภาคีเครือข่ายผู้ประกอบกิจการน้ำบาดาล ภายใต้แนวคิด “น้ำบาดาลเพิ่มมูลค่า พัฒนาเศรษฐกิจไทย” พร้อมงานเสวนาและเยี่ยมชมบู๊ธ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ พร้อมด้วย นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายศักดิ์ดา วิเชียร์ศิลป์ อธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล และคณะผู้บริหาร โดยมี นายวรวิทย์ เจนธนากุล รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ซีพีเอฟ ให้การต้อนรับ นายวรวิทย์ เจนธนากุล รองกรรมการผู้จัดการบริหาร ซีพีเอฟ กล่าวว่า ซีพีเอฟ ในฐานะผู้ผลิตอาหารระดับโลกที่ส่งมอบอาหารให้ผู้คนกว่า 4 พันล้านคน กว่า 50 ประเทศทั่วโลก รู้สึกเป็นเกียรติที่กรมทรัพยากรน้ำบาดาล มาร่วมโชว์ศักยภาพกับผู้ประกอบการชั้นนำในการประชุมครั้งนี้ บริษัทฯ ตระหนักถึงความสำคัญของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานการดำเนินธุรกิจที่ยึดหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) โดยใช้หลักการ 3Rs คือ “Reduce” ลดปริมาณการใช้น้ำ “Recycle” นำน้ำกลับมาใช้ใหม่ โดยผ่านกระบวนการบำบัดแล้ว และ “Reuse” นำน้ำมาใช้ซ้ำ มาบริหาร
“มังคุดโยเกิร์ตอบกรอบ สูตรซินไบโอติก” ขนมขบเคี้ยวทางเลือกใหม่ สะท้อนไอเดีย “SCI+BUSINESS” ต่อยอดสู่ธุรกิจสร้างอาชีพ พร้อมยกระดับและช่วยเพิ่มมูลค่าผลไม้เศรษฐกิจไทย การันตีด้วยเหรียญทองนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์จากเวทีนานาชาติ ITEX 2019 ประเทศมาเลเซีย นักศึกษา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) สาขาวิทยาศาสตร์อุตสาหการและการจัดการ (ISC) โชว์ผลงาน “มังคุดโยเกิร์ตอบกรอบ สูตรซินไบโอติก” (Mangosteen vegan yoghurt snack (formula: synbiotic)) ไม่เติมน้ำตาล ขนมทางเลือกใหม่สำหรับคนรักสุขภาพ ที่ได้รับการพัฒนาจากแนวคิดที่ต้องการผลิตขนมที่ดีมีประโยชน์ต่อร่างกายสามารถตอบโจทย์คนรักสุขภาพ คนที่รับประทานมังสวิรัติ ด้วยการนำเนื้อมังคุดฟรีซดรายคุณภาพดีที่มีชิ้นขนาดเล็ก ไม่สามารถนำไปจำหน่ายเป็นเนื้อมังคุดฟรีซดรายเกรดพรีเมี่ยมได้ รวมถึงโยเกิร์ตถั่วเหลือง มาพัฒนาสูตรผ่านกระบวนการผลิตและแปรรูปที่ช่วยเพิ่มมูลค่า พัฒนาออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ขนมทานเล่นที่อุดมไปด้วยสารอาหารและคุณประโยชน์เชิงฟังก์ชัน รับประทานได้หลายรูปแบบ อีกทั้งยังง่ายต่อการพกพาและเก็บรักษาได้นาน ผลงานดังกล่าว เป็นการสร้างความแตกต่างให
ลำไย เป็นผลไม้ที่มีแร่ธาตุ ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกาย เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินซี และน้ำตาลต่างๆ ได้แก่ กลูโคส ฟรุกโทส ซูโครส ทางการแพทย์จีนได้ใช้ลำไยเป็นส่วนประกอบในอาหารและยา สำหรับบำรุงเลือด บำรุงไต บำรุงประสาท แก้โรคหลงๆ ลืมๆ ช่วยให้เจริญอาหาร ใครนอนไม่หลับ ให้กินลำไย จะช่วยให้หลับสบาย และที่สำคัญสำหรับคนรักสวยรักงาม ลำไยมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยให้ผิวพรรณดีอีกด้วย ลำไย เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคเหนือ ปลูกมากในเขต 8 จังหวัดภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย เนื่องจากลำไยเป็นพืชที่ต้องการอากาศหนาวเย็น เพื่อชักนำการออกดอก ในปี 2541 ได้ค้นพบคุณสมบัติของสารโพแทสเซียมคลอเรตที่สามารถชักนำให้ลำไยออกดอก โดยไม่ต้องพึ่งพาความหนาวเย็นมากนัก ทำให้พื้นที่ปลูกของประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตที่สามารถผลิตลำไยได้ตลอดปี เนื่องจากมีพันธุ์ที่ดี สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม และมีองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีการผลิตลำไยนอกฤดู อย่างไรก็ตาม ผลผลิตส่วนใหญ่จะออกสู่ตลาดมากในช่วงฤดูกาลปกติคือ ปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกันยายน คิดเป็นร้อยละ 74.8 ส่วนผลผลิตนอกฤดูจะออกสู่ตลาดมากในเดือน
หญ้าแฝก เป็นวัชพืชที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาดินเป็นอย่างยิ่ง พื้นที่ทำการเกษตรส่วนใหญ่ของประเทศมักมีปัญหาเรื่องของ “ดิน” กับ “น้ำ” ถ้าแหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์ก็สามารถพัฒนาปรับปรุงบำรุงดินให้ดีง่ายขึ้น แต่หากขาดน้ำการพัฒนาปรับปรุงดินให้ดีก็ยาก จึงมีการพัฒนาแหล่งน้ำโดยนำหญ้าแฝกเข้ามาช่วยกักเก็บน้ำ หรือป้องกันการพังทลายของหน้าดิน ในพื้นที่ที่ดินไม่กักเก็บน้ำ ปัจจุบันมีการนำหญ้าแฝกเข้าไปปลูกกันมากขึ้น เป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า “หญ้าแฝก” มีความสำคัญต่อการพัฒนาดิน และเกษตรกรก็มองเห็นประโยชน์จากหญ้าแฝกทำให้พื้นที่ไร่นาสวนผสมที่ห่างไกลจากแหล่งน้ำสามารถทำการเกษตรเอาตัวรอดได้ มีตัวอย่างให้เห็นแล้วมากมาย “หญ้าแฝก กับไร่นาสวนผสม” ในพื้นที่ทำกินของ คุณสุเทพ เพ็งแจ้ง ก็เป็นอีกตัวอย่างสำคัญที่ทำให้เห็นว่าหญ้าแฝกมีความสำคัญต่อการพัฒนาดินเป็นอย่างยิ่ง คุณสุเทพ บอกว่า ในที่ดินทำกินของตนมีอยู่ทั้งหมด 20 ไร่ อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมถึง ปีหนึ่งทำนาได้ข้าวไร่ละไม่ถึง 10 ถัง สาเหตุเพราะน้ำท่วม พอถึงหน้าแล้งดินก็ไม่ดีไม่กักเก็บน้ำ ต่อมาได้ฟังโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ก็สนใจพ
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ลงนามบันทึกข้อตกลง “วิจัยและพัฒนาเพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์และผลผลิตด้านการเกษตรของมูลนิธิชัยพัฒนาด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม (วทน.)” อาทิ การพัฒนาเครื่องลดความชื้นเมล็ดพันธุ์พืช การศึกษาฤทธิ์ทางชีวภาพของน้ำมันเมล็ดพืชต่อผิวหนังและการพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพผิว การศึกษาความเป็นไปได้การเพาะปลูกวานิลลาเชิงพาณิชย์ในพื้นที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาชาน้ำมันและพืชน้ำมันมูลนิธิชัยพัฒนา ในวันที่ 19 มีนาคม 2562 ณ ห้องประชุมชั้น 3 อาคารสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา ดร.ชุติมา เอี่ยมโชติชวลิต ผู้ว่าการ วว. กล่าวว่า ความร่วมมือระหว่างมูลนิธิชัยพัฒนาและ วว. ในครั้งนี้มีระยะเวลา 2 ปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความร่วมมืออย่างบูรณาการตามยุทธศาสตร์ของทั้งสองหน่วยงาน ในการสนับสนุนและเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน กลุ่มเกษตรกรและวิสาหกิจชุมชน บนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรของชุมชนหรือท้องถิ่นอย่างคุ้มค่า
ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่าผู้บริโภคมีความสนใจในอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ หรืออาหารฟังก์ชั่น (functional food) ซึ่งอาหารฟังก์ชั่นหมายถึง อาหารที่เมื่อบริโภคเข้าสู่ร่างกายแล้วจะสามารถทำหน้าที่อื่นให้แก่ร่างกาย นอกเหนือจากการให้คุณค่าทางอาหารที่จำเป็นและรสสัมผัสอาหาร เช่น การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน การส่งเสริมการทำงานของระบบต่างๆ ของร่างกาย การชะลอการเสื่อมโทรมของอวัยวะต่างๆ การป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ และการลดอาการของโรคที่เกิดจากความผิดปกติของร่างกาย เนื่องจากการอาหารฟังก์ชั่นมีพื้นฐานมาจาก “การใช้อาหารเป็นยา” จึงสามารถบริโภคเป็นอาหารได้โดยไม่มีข้อจำกัดในเชิงปริมาณเหมือนยา ผลผลิตทางการเกษตร เช่น ผักและผลไม้ เป็นแหล่งวัตถุดิบสำคัญที่นำมาใช้อาหารฟังก์ชั่นและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร การพัฒนาเทคโนโลยีทางการเกษตรเพื่อการเพิ่มปริมาณสารเสริมสุขภาพต่างๆ ในผักและผลไม้ตั้งแต่กระบวนการปลูกจนถึงการจัดการหลังการเก็บเกี่ยวเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นในการนำไปพัฒนาเป็นอาหารฟังก์ชั่น สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) โดยศูนย์เชี่ยวชาญนวัตกรรมเกษตรสร้างสรรค์ ได้ศึกษาวิจั
