เกษตรอัจฉริยะ
ในยุคที่ภาคการเกษตรกำลังปรับตัวเข้าสู่ “เกษตรแม่นยำ” (Precision Agriculture) เทคโนโลยีการให้ปุ๋ยผ่านระบบน้ำ (Fertigation) กลายเป็นหนึ่งในแนวทางที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย ลดต้นทุน และยกระดับคุณภาพผลผลิตได้อย่างชัดเจน การให้ปุ๋ยในระบบน้ำ (Fertigation) คือ วิธีการให้ปุ๋ยอีกวิธีหนึ่ง เป็นการให้ปุ๋ยร่วมกับการให้น้ำในระบบเดียวกัน โดยผสมปุ๋ยที่ละลายน้ำได้หมดลงไปในระบบน้ำ ตั้งแต่การให้น้ำในระบบน้ำหยด (Drip Irrigation) หรือ ระบบมินิสปริงเกลอร์ (Mini Sprinkler) เมื่อพืชได้รับน้ำก็จะเป็นตัวนำพาธาตุอาหารไปยังรากพืชโดยตรง จึงทำให้ต้นพืชได้รับทั้งน้ำและธาตุอาหารในปริมาณที่เหมาะสมอย่างต่อเนื่องในเวลาเดียวกัน นอกจากนี้ ยังสามารถใส่สารเคมีป้องกันศัตรูพืชลงไปในระบบนี้ได้ด้วยเช่นกัน การใหัปุ๋ยในระบบน้ำ (Fertigation) ดียังไง? คำตอบคือระบบนี้เป็นการผสมผสานระหว่างการให้น้ำและการให้ปุ๋ยในคราวเดียวกัน ผ่านระบบน้ำหยดหรือมินิสปริงเกลอร์ ช่วยให้พืชได้รับน้ำและธาตุอาหารในปริมาณที่แม่นยำ สม่ำเสมอ และสอดคล้องกับช่วงการเจริญเติบโต ซึ่งไม่เพียงเพิ่มประสิทธิภา
ทุกปีผักและผลไม้บนพื้นที่สูงของไทยจำนวนไม่น้อยต้องสูญเสียคุณภาพก่อนถึงมือผู้บริโภค ไม่ใช่เพียงเพราะกระบวนการผลิต แต่เกิดจากข้อจำกัดด้านการขนส่งในพื้นที่สูงที่มีสภาพภูมิประเทศซับซ้อน เส้นทางคดเคี้ยว ภูเขาสูง และบางช่วงถูกตัดขาดในฤดูฝน ส่งผลให้ผลผลิตเกิดความเสียหายระหว่างทาง สูญเสียความสด และต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงกว่าพื้นที่ทั่วไปหลายเท่า ปัญหาดังกล่าวกลายเป็นหนึ่งในต้นทุนแฝงที่ฉุดรั้งรายได้ของเกษตรกร และลดศักยภาพการแข่งขันของสินค้าเกษตรไทยมาอย่างยาวนาน ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร กล่าวว่า การลดความสูญเสียหลังการเก็บเกี่ยวถือเป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของภาคการเกษตรไทย และเป็นนโยบายสำคัญของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เนื่องจากผลผลิตจำนวนมากยังสูญเสียมูลค่าระหว่างการขนส่ง โดยเฉพาะในพื้นที่สูงหรือพื้นที่เข้าถึงยาก ARDA จึงสนับสนุนทุนวิจัยให้ บริษัท อีซี่ (2018) จำกัด ดำเนินโครงการ “การใช้เทคโนโลยีระบบอากาศยานไร้คนขับเพื่อการขนส่งผลิตผลเกษตรพื้นที่สูง”ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีป้องกันประเทศ และสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. โดยมี นายอัศวิน โรมนรัต
ในโลกที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป “การทำนา” ซึ่งเป็นรากฐานของความมั่นคงทางอาหาร กลับกลายเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ถูกจับตามองมากขึ้น ทั้งในมิติของการใช้น้ำและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ท่ามกลางโจทย์ท้าทายนี้ เทคโนโลยีจึงไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่กำลังกลายเป็นคำตอบที่ช่วยให้เกษตรกรก้าวทันโลกยุคใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หนึ่งในนวัตกรรมที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว คือระบบ Alternate Wet & Dry (AWD) หรือการปลูกข้าวแบบ “เปียกสลับแห้ง” ที่ถูกต่อยอดด้วยเทคโนโลยีตรวจวัดอัจฉริยะ โดย ดร.ธีระ ภัทราพรนันท์ นักวิจัยอาวุโส เนคเทค สวทช. อธิบายว่า แนวคิดของการทำนาในลักษณะนี้ ไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่หลายคนคิด แต่เป็นการจัดจังหวะน้ำให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของข้าว การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง คือการควบคุมระดับน้ำในแปลงนาให้มีทั้งช่วงน้ำขัง และช่วงน้ำแห้งสลับกันอย่างเหมาะสม ช่วงเวลาที่ดินแห้งนั้น รากข้าวจะสามารถดูดซับอากาศและธาตุอาหารได้ดีขึ้น ส่งผลให้ต้นข้าวแข็งแรง แตกกอได้ดี และมีความทนทานต่อโรคและแมลงมากขึ้น เมื่อโครงสร้างต้นแข็งแรง การใช้ปุ๋ยและสารเคมีก็ลดลงตามไปด้วย ขณะเ
ในยุคที่ต้นทุนการผลิตทางการเกษตรพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พลังงานกลายเป็นหนึ่งในต้นทุนสำคัญที่เกษตรกรต้องแบกรับ ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟฟ้าในการสูบน้ำรดพืชภายในแปลง หรือจะเป็นการเปิดเครื่องปั๊มน้ำ และเมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทมากขึ้น การใช้ระบบควบคุมอัตโนมัติต่างๆ ภายในสวน โซลาร์เซลล์หรือพลังงานแสงอาทิตย์จึงกลายเป็นทางเลือกใหม่ที่น่าจับตามอง เพราะนอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายอย่างไฟฟ้าได้แล้ว ยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกด้วย เกษตรกรหลายท่านจึงค่อยๆ เริ่มหันมาใช้แผงโซลาร์เซลล์ติดตั้งในพื้นที่สวน เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองในช่วงกลางวัน ทั้งในระบบสูบน้ำอัตโนมัติ ระบบรดน้ำพืชแบบสปริงเกลอร์ ไปจนถึงการเปิดพัดลมหรือเครื่องพ่นหมอกในโรงเรือน การลงทุนติดตั้งอาจมีค่าใช้จ่ายในระยะแรก แต่ในระยะยาวช่วยประหยัดค่าไฟได้มาก และบางรายสามารถคืนทุนได้ภายใน 2-3 ปี หนึ่งในเกษตรกรรุ่นใหม่ที่เห็นโอกาสจากพลังงานทางเลือกคือ คุณต้อม-ภานุพงษ์ คำกวีปราชญ์ อดีตวิศวกรหนุ่มที่ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ พลิกชีวิตสู่เส้นทางเกษตรกรรมด้วยการปลูกฝรั่งบนพื้นที่ 6 ไร่ โดยใช้โซลาร์เซลล์เป็นแหล่งพลังงานหลักในการบริหารจัดการสวน ตั้งแต่ระบบส
ทีมนักวิจัยคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ คิคค้นฟีโรโมนสังเคราะห์จาก “กลิ่นพ่อหมู” สูตรแรกของโลก ตอบโจทย์เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรแม่พันธุ์ กระตุ้นสุกรสาวพร้อมผสมพันธุ์ได้สำเร็จ ลดความเสี่ยงติดโรคจากการสัมผัสพ่อพันธุ์จริง ศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.เผด็จ ธรรมรักษ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-เธนุเวชวิทยาและวิทยาการสืบพันธุ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และหัวหน้าทีมวิจัย “กลิ่นพ่อหมู” กล่าวว่า สุกรสาวจะถูกกระตุ้นให้เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุประมาณ 160-200 วัน หากสุกรสาวไม่แสดงอาการติดสัดภายในช่วงเวลาดังกล่าว จะถูกคัดออกจากระบบ (เพื่อเข้าสู่ระบบการผลิตเนื้อ) แม้จะยังไม่เคยตั้งท้องมาก่อน ส่งผลให้เกษตรกรสูญเสียต้นทุนทั้งด้านเศรษฐกิจ เวลา และทรัพยากรของฟาร์ม ปัจจุบัน วิธีมาตรฐานเพื่อกระตุ้นระบบสืบพันธุ์ตามธรรมชาติที่ใช้ทั่วโลกคือ Boar Contact เป็นการให้สุกรสาว “สัมผัสพ่อ” หรือสุกรเพศผู้ที่โตเต็มวัย ศ.น.สพ.ดร.เผด็จอธิบายว่า คำว่า “สัมผัสพ่อ” ไม่ได้หมายถึงการที่สุกรเพศเมียเห็นสุกรเพศผู้เท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสอื่นๆ เช่น การได้ยินเสียงร้อง การดมกลิ่น การสัมผัสทางกาย เช่น การชนจมูกกันระหว่าง
หลายฝ่ายออกมาเตือนประชาคมโลก กำลังเผชิญภาวะโลกเดือดรุนแรงที่สุดในรอบกว่า 140 ปีจากปรากฏการณ์ “ซูเปอร์เอลนีโญ” โดยจะเริ่มส่งผลชัดเจนตั้งแต่ปลายปี 2569 – 2570 ทำให้เกิดภัยแล้งจัด อุณหภูมิสูงขึ้น ฝนทิ้งช่วง และปริมาณฝนลดลงกว่าปกติ10-30% ส่งผลให้ปริมาณน้ำในเขื่อนหลักลดลงอย่างรวดเร็ว นับเป็นความท้าทายสำคัญ ที่ภาคเกษตรต้องเร่งปรับตัวเช่น ปลูกพืชทนแล้งที่ใช้น้ำน้อยและติดตามข่าวพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาเป็นระยะ เพื่อวางแผนการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวนฉับพลัน มังคุดชะอวดก้าวสู่ ‘สมาร์ทฟาร์ม’ สู้โลกเดือด เคล็ดลับการทำเกษตรยุคใหม่ ของมังคุดชะอวดไม่ได้มีดีแค่รสชาติ ตอนนี้มี ‘เทคโนโลยี’ มาเสริมทัพ เกษตรกรผู้ปลูกมังคุดในพื้นที่ 5 ตำบลของอำเภอชะอวด ได้แก่ ตำบลเกาะขันธ์ ตำบลท่าประจะ ตำบลท่าเสม็ด ตำบลเขาพระทองและตำบลวังอ่าง เปลี่ยนการเกษตรแบบลองผิดลองถูก เป็นการเกษตรแบบแม่นยำ เปลี่ยนสวนมังคุดแบบเดิมให้เป็นสวนเกษตรอัจฉริยะ ที่สั่งการได้ด้วยข้อมูล นวัตกรรมดังกล่าวเป็นผลงานของ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ ประกอบด้วยระบบเซนเซอร์อัจฉริยะ ตร
หากพูดถึงการทำสวนหรือการทำเกษตร หนึ่งในต้นทุนหลักที่เกษตรกรให้ความสำคัญคือ ค่าปุ๋ย ขณะเดียวกันก็ต้องการให้พืชเจริญเติบโตได้ดีและให้ผลผลิตสูง ล่าสุด ทีมนักวิจัยจาก มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (National University of Singapore – NUS) ได้พัฒนานวัตกรรมใหม่ที่อาจเข้ามาเปลี่ยนแนวทางการบำรุงพืชในอนาคต นักวิจัยจากสถาบัน iHealthtech นำโดย ศาสตราจารย์ Andy Tay เผยความคืบหน้างานวิจัยด้านเกษตรเทคโนโลยี หลังพัฒนาแนวทางใหม่ในการส่งจุลินทรีย์และสารอาหารเข้าสู่พืชโดยตรง ผ่านนวัตกรรมที่เรียกว่า แผ่นแปะเข็มจิ๋ว (Microneedle Patches) ซึ่งอาจเปลี่ยนวิธีการดูแลพืชในอนาคต ที่มาของงานวิจัยนี้ เริ่มจากการเปรียบเทียบระบบลำเลียงสารในร่างกายมนุษย์กับระบบท่อลำเลียงของพืช ทีมวิจัยตั้งข้อสังเกตว่า ในร่างกายมนุษย์ จุลินทรีย์และสารสำคัญสามารถเคลื่อนที่ไปยังจุดเป้าหมายได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว จึงเกิดคำถามว่า แนวคิดเดียวกันนี้สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับพืชได้หรือไม่ นักวิจัยเสนอแนวทางใหม่ ด้วยการส่งจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์เข้าสู่เนื้อเยื่อพืชโดยตรง แทนการใส่ปุ๋ยหรือจุลินทรีย์ลงในดินแล้วรอให้พืชดูดซึมตามธรรมชาติ วิธีดังกล่า
ในปัจจุบัน เทรนด์สัตว์เลี้ยงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากหลายปัจจัยสำคัญ โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มแต่งงานช้าลง บางส่วนเลือกที่จะไม่มีบุตร ส่งผลให้ “สัตว์เลี้ยง” เข้ามามีบทบาทสำคัญในฐานะสมาชิกของครอบครัว ทำหน้าที่เป็นทั้งเพื่อนคลายเหงาและที่พึ่งทางอารมณ์ (Emotional Support) จึงไม่แปลกที่จำนวนสัตว์เลี้ยงเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อจำนวนผู้เลี้ยงสัตว์เพิ่มขึ้น ตลาดที่เกี่ยวข้องกับสัตว์เลี้ยงก็ขยายตัวตามไปด้วย ข้อมูลในปี 2568 ระบุว่า มูลค่าตลาดสัตว์เลี้ยงโดยรวมของประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 92,000 ล้านบาท โดยกลุ่มสินค้าที่มีมูลค่าสูงที่สุดคือ อาหารสัตว์เลี้ยง สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภคจากอดีตที่เลี้ยงสัตว์เพื่อประโยชน์ใช้สอย เช่น เฝ้าบ้าน มาเป็นการเลี้ยงเพื่อความผูกพันทางจิตใจ จนเกิดคำเรียกติดปากว่า “ทาสหมา ทาสแมว” ซึ่งบ่งบอกถึงบทบาทที่เปลี่ยนไป จากสัตว์ที่เคยรับใช้มนุษย์ กลายเป็นสมาชิกในครอบครัวที่ต้องได้รับการดูแลอย่างใส่ใจ เมื่อความผูกพันระหว่างคนกับสัตว์เลี้ยงเพิ่มมากขึ้น ความต้องการให้สัตว์เลี้ยงมีสุขภาพแข็
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) เปิดบ้านโรงงานผลิตพืชแนวตั้งและโรงเรือนอัจฉริยะ ในกิจกรรม “NSTDA x Press Interviews: นวัตกรรม Plant Factory โรงเรือนอัจฉริยะ ยกระดับพืชสมุนไพรไทยสู่ธุรกิจมูลค่าสูง” ภายใต้แผนงาน S&T Implementation for Sustainable Thailand ในกลุ่มยุทธศาสตร์เร่งด่วน (Pre-Battle) เรื่องการผลิตพืชผักสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีการเกษตรอัจฉริยะ เพื่อแสดงศักยภาพนวัตกรรมขั้นสูงในการควบคุมสภาวะแวดล้อมที่สามารถกำหนดพฤติกรรมพืชให้สร้างสารสำคัญทางการแพทย์และพาณิชย์ได้ตามต้องการ การจัดกิจกรรมครั้งนี้ยังมุ่งประกาศความพร้อมของ สวทช. ในการทำหน้าที่เป็นกลไกขับเคลื่อนต้นน้ำ หนุนภาคเอกชนไทยพึ่งพาตนเองและแข่งขันได้ในตลาดโลก พร้อมย้ำ “เราไม่ได้ขายระบบโรงเรือน แต่เราเป็นเพื่อนคู่คิดทางเทคโนโลยี” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เชาวรีย์ อรรถลังรอง ผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. กล่าวว่า ความท้าทายสำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมเผชิญอยู่เสมอในการใช้พืชสมุนไพรแบบดั้งเดิม คือความไม่สม่ำเสมอของปริมาณสารสำคัญในแต่ละรอบการเก็บเกี่ยว ตลอดจนความเสี่ยงจ
ทีมนักวิจัยที่นำโดย ทาคุโซ ไอดะ (Takuzo Aida) จากศูนย์วิจัย RIKEN Center for Emergent Matter Science (CEMS) ประเทศญี่ปุ่น ก้าวไปอีกขั้นในการค้นหาทางออกของปัญหาไมโครพลาสติกที่ทั่วโลกกำลังเผชิญ จากงานวิจัยล่าสุดซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of the American Chemical Society นักวิจัยได้รายงานการพัฒนา “พลาสติกชนิดใหม่” ที่ผลิตจาก เซลลูโลสจากพืช ซึ่งถือเป็นสารอินทรีย์ที่พบมากที่สุดในธรรมชาติ พลาสติกชนิดนี้มีคุณสมบัติเด่นทั้งในด้าน ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และที่สำคัญคือ สามารถย่อยสลายได้อย่างรวดเร็วในสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ คุณสมบัติเหล่านี้ทำให้พลาสติกจากเซลลูโลสแตกต่างจากพลาสติกที่วางจำหน่ายในท้องตลาดซึ่งมักถูกระบุว่า “ย่อยสลายได้” แต่ในความเป็นจริงกลับต้องใช้เวลานานหรืออาศัยเงื่อนไขเฉพาะในการสลายตัว นับเป็นอีกก้าวสำคัญของนวัตกรรมวัสดุที่อาจช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาวได้อย่างเป็นรูปธรรม ไมโครพลาสติกได้กลายเป็นสารปนเปื้อนระดับโลก ที่ตรวจพบแทบในทุกระบบนิเวศ ตั้งแต่ดิน ทะเล ไปจนถึงสัตว์และพืชที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านั้น แม้กระทั่งในร่างกายมนุษย์เอง ก็พบไมโครพลาสติกทั
