เกษตรยั่งยืน
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทยร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดเสวนา“ ผ่าร่าง พ.ร.บ. พันธุ์พืชใหม่ : UPOV 1991 ปลดล็อกนวัตกรรม หรือจำกัดสิทธิเกษตรกร?” ณ ห้องประชุมธีระ สูตะบุตร ชั้น 2 อาคารสารนิเทศ 50 ปี โดยมีสื่อมวลชน ภาคประชาชน และตัวแทนเกษตรกรสนใจเข้ารับฟังการเสวนาครั้งนี้กันอย่างคับคั่ง ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานเปิดการเสวนา ได้กล่าวว่า ความหลากหลายทางชีวภาพคือขุมทรัพย์และมรดกแห่งแผ่นดินไทย โจทย์ใหญ่คือเราจะแปลงความอุดมสมบูรณ์นี้ให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจเพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไทย ควบคู่ไปกับการเดินหน้าตามกติกาโลกได้อย่างไร เวทีนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญในการผนึกกำลัง หาจุดสมดุล และสร้างความเข้าใจร่วมกัน เพื่อปูทางสู่นโยบายเมล็ดพันธุ์พืชไทยอย่างยั่งยืน มุมมอง : กรมวิชาการเกษตร นางสาวธิดากุญ แสนอุดม ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า ตอนนี้ ประเทศไทยยังไม่ได้เข้า UPOV ตอบไม่ได้ว่า เข้าแล้วจะได้อะไร เสียอะไร คำตอบที่ดีที่สุดคือ ไปศึกษาประเทศที่เข้าเป็นภาคี U
ในยุคที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์โลกเดือด (Global Warming) ตัวการสำคัญหนีไม่พ้น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ขณะเดียวกันในภาคเกษตรกรรมของจังหวัดจันทบุรี เมืองหลวงแห่งผลไม้ไทย ก็ต้องประสบกับปัญหา “เปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง” จำนวนมหาศาลหลังจากฤดูกาลเก็บเกี่ยว ซึ่งส่วนใหญ่มักถูกกำจัดด้วยการเผาหรือปล่อยให้ย่อยสลายไปเองตามธรรมชาติ ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกซ้ำเติมสิ่งแวดล้อมโดยไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ แต่ในวันนี้ ปัญหาเหล่านั้นกำลังจะเปลี่ยนไป ด้วยความร่วมมือระหว่าง “สวนจันทร์เรือง” และคณะอาจารย์จากโรงเรียนศรียานุศรณ์ ที่ได้ร่วมกันคิดค้นและวิจัย “อิฐบล็อกไบโอชาร์จากเปลือกทุเรียน” นวัตกรรมวัสดุก่อสร้างรักโลกที่อาจเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยให้โลกของเราเย็นลงได้ ทำไมต้องเป็น “เปลือกทุเรียน” จากการศึกษาพบว่า เปลือกทุเรียนมีองค์ประกอบของเซลลูโลส และลิกนิน สูงมาก เมื่อนำมาผ่านกระบวนการเผาไหม้แบบจำกัดอากาศ จะได้เป็น “ถ่านไบโอชาร์” (Biochar) ที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ มีรูพรุนสูงมาก ซึ่งรูพรุนเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นตัวดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดอ
เมื่อสวนปาล์มน้ำมันอายุกว่า 30 ปี เดินทางมาถึงวันที่ต้องรื้อปลูกใหม่ คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าจะปลูกปาล์มอีกครั้งหรือเปลี่ยนไปปลูกยางพารา แต่คือมีพืชอะไรที่เหมาะกับพื้นที่และสร้างมูลค่าได้มากกว่านั้นหรือไม่? คำถามนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทดลองปลูกพริกไทยในจังหวัดตรัง และค่อยๆ พัฒนาไปสู่การทำสวนพริกไทยดำ GI ที่ไม่ได้มองเพียงผลผลิต แต่พยายามค้นหาคุณค่าของพืชท้องถิ่นชนิดนี้ ให้ลึกไปถึงประวัติศาสตร์ การปลูก และการตลาด ผู้ที่พาเรื่องราวนี้เดินทางจากสวนทดลองหลักพันต้น มาสู่สวนพริกไทยขนาด 20 ไร่ คือ คุณทราย – กันต์หทัย จิตรไมตรีเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบล็คโกลด์ เทรชเชอร์ จำกัด ซึ่งเดิมกำลังศึกษาต่อด้าน Digital Marketing ที่ประเทศอังกฤษ และเหลือเวลาอีกประมาณ 6 เดือนก่อนเรียนจบ ขณะเดียวกันทางบ้านกำลังมองหาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ หลังตัดสินใจไม่ปลูกปาล์มน้ำมันหรือยางพารา เพราะเวลานั้นสถานการณ์ราคาผลผลิตทางการเกษตรไม่ได้เป็นใจนัก ขณะที่ต้นทุนกลับเพิ่มขึ้นทั้งค่าแรง ค่าปุ๋ย และค่าใช้จ่ายในการจัดการสวน จาก 1,000 ต้น สู่ 20 ไร่ พลิกพืชทางเลือก สู่พืชเศรษฐกิจท้องถิ่น ค
สถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนกันยายน จนถึงเดือนตุลาคม 2569 ครอบคลุมพื้นที่ 50 จังหวัด มีเกษตรกรได้รับความเสียหายประมาณ 170,000 ราย พื้นที่เสียหายรวมประมาณ 1.81 ล้านไร่ ส่วนใหญ่เป็นนาข้าวประมาณ 1.38 ล้านไร่ รองลงมาคือ พืชไร่และพืชผักประมาณ 303,000 ไร่ และไม้ผลไม้ยืนต้นประมาณ 29,878 ไร่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัย รับฟังปัญหาเกษตรกร พร้อมถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการไปใช้ฟื้นฟูพืชและดินอย่างถูกวิธี สนับสนุนเชื้อราไตรโคเดอร์มาและสารชีวภัณฑ์สำหรับดูแลพืชหลังน้ำลด เพื่อให้พืชที่ผ่านน้ำท่วมได้รับการฟื้นฟูลำต้นและระบบรากอย่างเหมาะสม ลดความเสียหายจากโรคและศัตรูพืชหลังน้ำลด ตลอดจนการฟื้นฟูสภาพดิน เพื่อช่วยให้เกษตรกรกลับมาประกอบอาชีพได้โดยเร็ว แจกเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี เมื่อคนไทยเผชิญวิกฤตภัยธรรมชาติ ทั้งอุทกภัยและสภาพอากาศที่แปรปรวน มักสูญเสียพืชผักซึ่งเป็นแหล่งอาหารในครัวเรือน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงได้นำองค์ความรู้และเมล็ดพันธุ์พืชคุณภาพดีจากงานวิจัยออกมา แจกจ่ายให้เกษตรกรและชุมชนที่ประสบอุทกภัยได้เริ่มต้
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และมีเทน (CH4) สู่บรรยากาศ เป็นปัญหาระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคมในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยประเทศไทยขานรับนโยบายประชาคมโลก ลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ. 2593 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2608 อย่างไรก็ตาม การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้สำเร็จ ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศเพียงอย่างเดียวได้ จำเป็นต้องกำจัดหรือดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่มีอยู่ออกจากชั้นบรรยากาศร่วมด้วย “ยางพารา” มีศักยภาพสูงดูดซับคาร์บอน ในปี 2569 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางพารารวมประมาณ 23.8 ล้านไร่ โดยมีสวนยางที่เปิดกรีดแล้วประมาณ 22.5 ล้านไร่ ปัจจุบัน การปลูกยางพาราเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ โดยเกษตรกรชาวสวนยางมีโอกาสสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตประมาณ 805 บาทต่อไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับราคาซื้อขายในตลาดและ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งให้สภาพอากาศแปรปรวนและอุณหภูมิของโลกสูงขึ้น ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนหรือ “โลกเดือด” นั้นมีสาเหตุสำคัญจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินกิจกรรมของมนุษย์ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม ประเทศไทยได้นำเสนอ โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-เศรษฐกิจชีวภาพ, Circular-เศรษฐกิจหมุนเวียน, Green-เศรษฐกิจสีเขียว) บนเวทีการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (APEC 2022) เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สร้างการเติบโตของประเทศ และตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก โดยประเทศไทยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิลงร้อยละ 47 ภายในปี ค.ศ. 2035 และมีเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี ค.ศ. 2050 รู้จัก “คาร์บอนเครดิต” “คาร์บอนเครดิต” (Carbon Credit) เป็นหนึ่งในมาตรการที่ไทยใช้เป็นเครื่องมือการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามโมเดล BCG โดยตลาดซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยลดก๊าซเรือนกระจกเพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน ในประเทศไทยตลาดคาร์บอนถูกกำหนดไว้ในแผนแม่บทรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2558-2593 สำหรับประเทศไทยดำเนินงานผ่านโครงการ ลดก๊า
ในพื้นที่ตำบลหนึ่งที่ผู้คนกว่าร้อยละ 80 ประกอบอาชีพปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ การเกษตรคือวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมานาน แต่ปัญหาหนึ่งที่อยู่คู่ไร่มาเสมอ คือกองซากซังข้าวโพด เศษไม้ และวัสดุเหลือทิ้งในแปลงที่ย่อยสลายยาก ชาวบ้านจึงทำอย่างที่ปู่ย่าตายายเคยทำ คือ “เผา” เพื่อเตรียมดินสำหรับการปลูกใหม่ในครั้งถัดไป จนวันที่แนวคิดใหม่เริ่มผลิบานขึ้นในใจของ คุณถนอม เขียวอ้อม ประธานวิสาหกิจชุมชนแปลงใหญ่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่มองเห็นปัญหาที่ต้องเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า และตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ทำไมของเสียที่ดูไร้ค่า จะกลายเป็นประโยชน์ไม่ได้?” เพราะทำให้ต้นทุนการไถกลบสูงขึ้น และบางครั้งกระทบถึงผลผลิตในรอบถัดไป สิ่งที่เคยคิดว่าเป็นเพียงเศษซาก จึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของการมองหาโอกาสใหม่ในกองของเหลือเหล่านั้น “พอมีแนวคิดว่าอยากจะเอาของเหลือที่ได้จากการปลูกข้าวโพดมาสร้างประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ผมก็ได้ประสานให้ทางกรมส่งเสริมการเกษตรเข้ามาช่วย ทั้งในเรื่ององค์ความรู้และวัสดุอุปกรณ์ ต่อมาเกิดการเรียนรู้และสร้างเป็นผลิตภัณฑ์มีรายได้สู่ชุมชน” เมื่อของเสียกลายเป็นคุณค่า จุดเริ่มต้นของไบโอชาร์ คุณถนอม เล่าว่า สมาชิกในกลุ่ม
ปัญหาการเผาฟางข้าวและเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ยังคงเป็นหนึ่งในสาเหตุของมลพิษทางอากาศ โดยเฉพาะฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันการเผายังทำให้วัสดุทางการเกษตร ที่สามารถนำกลับมาใช้ประโยชน์ต้องสูญเสียไปอย่างน่าเสียดาย สำหรับเกษตรกรผู้ปลูกข้าว การจัดการฟางข้าวหลังฤดูเก็บเกี่ยว ถือเป็นอีกหนึ่งต้นทุนที่ต้องแบกรับ แม้ฟางข้าวจะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งการคลุมดิน เพาะเห็ด เลี้ยงสัตว์ และผลิตปุ๋ยหมัก แต่ในทางปฏิบัติเกษตรกรบางส่วน ยังประสบปัญหาขาดช่องทางจำหน่าย ไม่สามารถเข้าถึงผู้ซื้อได้โดยตรง รวมถึงมีต้นทุนในการอัดก้อนและขนส่ง ส่งผลให้การเผากลายเป็นทางเลือกในการจัดการวัสดุเหลือใช้หลังเก็บเกี่ยว จากปัญหาดังกล่าว กลายเป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิด “Fangwork ไถ่ชีวิตฟางก่อนโดนเผา” นวัตกรรมแพลตฟอร์มออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นโดยเยาวชนจากโรงเรียนสาธิต มหาวิทยาลัยศิลปากร (มัธยมศึกษา) เพื่อเชื่อมโยงเกษตรกรผู้มีฟางข้าวเหลือใช้กับกลุ่มผู้ต้องการนำฟางไปใช้ประโยชน์ พร้อมนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยประเมินปริมาณฟาง คำนวณต้นทุน และจัดเก็บข้อมูลการจัดการฟางข้าวในพื้นที่เกษตรกรร
ในวันที่ต้นทุนการผลิตทางการเกษตรพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง “ปุ๋ยแพง” ไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชีรายจ่ายของเกษตรกรอีกต่อไป แต่กลายเป็นแรงกดดันที่กัดกินความหวังของคนตัวเล็กอย่างเงียบงัน หลายพื้นที่เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ยังจะทำเกษตรต่อไปอย่างไร” เมื่อรายได้ไม่แน่นอน แต่ต้นทุนกลับเพิ่มขึ้นแทบทุกฤดูกาล ทั้งราคาปุ๋ยเคมี วัสดุปรับปรุงดิน ไปจนถึงค่าจัดการแปลงที่สูงขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจและพลังงานโลก ภาพของดินที่เคยอุดมสมบูรณ์ กลับค่อยๆ เสื่อมโทรมลงจากการใช้งานหนักในอดีต ยุคที่การเพิ่มผลผลิตคือเป้าหมายสูงสุด ทำให้มีการใช้ทั้งปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง และเครื่องจักรอย่างเข้มข้น แม้จะได้ผลผลิตมากขึ้นในระยะสั้น แต่สิ่งที่สูญเสียไปคือ “ชีวิตของดิน” อย่างไม่อาจประเมินค่าได้ ดินที่ขาดอินทรียวัตถุ ขาดจุลินทรีย์ และขาดสมดุลทางธรรมชาติ กลายเป็นดินที่ไม่สามารถดูดซับธาตุอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ต่อให้ใส่ปุ๋ยมากเพียงใด พืชก็ไม่สามารถนำไปใช้ได้เต็มที่ กลายเป็นต้นทุนที่จมลงไปโดยไม่ก่อให้เกิดผลตอบแทน ท่ามกลางวิกฤตนี้ แนวคิด “เกษตรกรรมเชิงฟื้นฟู” หรือ Regenerative Agriculture จึงไม่ได้เป็นเพียงกระแส แต่กำลังกลายเป็น “
ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่อง “คาร์บอนเครดิต” ในปัจจุบันยังมีความคลาดเคลื่อนอยู่มาก โดยเฉพาะในภาคการเกษตรและการปลูกป่า รายการ Climate Talk EP3 : “เรื่องจริง T-VER คาร์บอนเครดิต” โดย ดร.ปราณี หนูทองแก้ว ผู้จัดการสำนักรับรองคาร์บอนเครดิต องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) ได้มาให้ข้อมูลและไขข้อข้องใจอย่างชัดเจนในทุกประเด็น ดังนี้ ดร.ปราณี หนูทองแก้ว ได้เริ่มต้นอธิบายถึงหัวใจสำคัญว่า “คาร์บอนเครดิต คือ รางวัลจากการที่เราทำโครงการหรือกิจกรรมที่ช่วยลด หรือกักเก็บก๊าซเรือนกระจก” ซึ่งการจะนับเป็นคาร์บอนเครดิตได้นั้น ผลการลดก๊าซเรือนกระจกจะต้องได้รับการรับรองจากเจ้าของมาตรฐานเสียก่อน ซึ่งสำหรับประเทศไทยมีมาตรฐานคาร์บอนเครดิตระดับประเทศเพียงมาตรฐานเดียว คือ “โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย” (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) หรือ T-VER โดยมี อบก. (TGO) เป็นหน่วยงานเดียวที่เป็นเจ้าของกลไกการขึ้นทะเบียนและรับรองเครดิตในประเทศไทย แล้วหน่วยของคาร์บอนเครดิต คืออะไร สำหรับหน่วยของคาร์บอนเครดิตในระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานภายใต้ UNFCCC ,
