เกษตรอัจฉริยะ
การทำนาแบบเปียกสลับแห้ง เป็นการทำนาโดยควบคุมระดับน้ำในแปลงนาให้มีช่วงน้ำขัง สลับกับช่วงน้ำแห้งสลับกันไปในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อกระตุ้นให้รากและลำต้นของต้นข้าวแข็งแรงขึ้น เนื่องจากดินและรากได้รับรากอากาศ เมื่อได้รับอากาศเสร็จแล้ว ก็สามารถดูดปุ๋ยได้ดีขึ้น ทำให้ลดการใช้ปุ๋ย เมื่อดูดธาตุอาหารได้ดีขึ้น ต้นข้าวแข็งแรง ลดการระบาดของโรคและแมลง ลดการใช้สารเคมี เป็นการลดต้นทุนการผลิตไปด้วย เมื่อต้นข้าวแข็งแรงก็จะแตกกอได้มากขึ้น รวงข้าวสมบูรณ์ ผลผลิตที่ได้รับก็เพิ่มขึ้นอีกด้วย เพราะฉะนั้นการทำนาเปียกสลับแห้งนี้ เหมาะสำหรับพื้นที่ทำนาในเขตชลประทานที่ควบคุมการระบายน้ำได้ โดยใช้ปริมาณน้ำในการเพาะปลูกน้อยกว่าวิธีปลูกข้าวแบบทั่วไป 30-50% นอกจากนี้ ยังลดการปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการย่อยสลายอินทรียวัตถุแบบไร้อากาศ เมื่อปลูกข้าวแบบขังน้ำเป็นเวลานานอีกครั้ง คุณปกรณ์ สุพานิช นักวิเคราะห์แพลตฟอร์มเซ็นเซอร์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง งานพัฒนาพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ ฝ่ายพัฒนาเครือข่ายเชิงกลยุทธ์และประเมินผล ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์แ
ท่ามกลางความผันผวนของภาคการเกษตรไทย “สับปะรดปัตตาเวีย” พืชเศรษฐกิจสำคัญที่เคยสร้างรายได้มหาศาลให้กับเกษตรกรและอุตสาหกรรมแปรรูป กำลังเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง สภาพอากาศที่แปรปรวน ปัญหาขาดแคลนน้ำ และคุณภาพผลผลิตที่ไม่สม่ำเสมอ โดยเฉพาะปัญหา “ไนเตรตตกค้าง” ที่กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการรับซื้อของโรงงานแปรรูป จนส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรโดยตรง หลายพื้นที่เริ่มเห็นภาพสวนสับปะรดที่ให้ผลผลิตลดลง ขณะที่บางแปลงแม้ผลมีขนาดใหญ่ แต่กลับไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานด้านคุณภาพ อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี หนึ่งในพื้นที่ปลูกสับปะรดสำคัญของประเทศก็กำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน เกษตรกรจำนวนไม่น้อยยังคงพึ่งพาประสบการณ์ดั้งเดิมในการจัดการน้ำและปุ๋ย ส่งผลให้เกิดการใช้ปัจจัยการผลิตเกินความจำเป็น เมื่อสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย ต้นทุนจึงสูงขึ้น แต่ผลผลิตกลับไม่ได้คุณภาพ ปัญหาเหล่านี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของงานวิจัย “การพัฒนาเทคโนโลยีการจัดการน้ำและไนเตรตที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มคุณภาพการผลิตสับปะรดของจังหวัดราชบุรี” ที่มุ่งแก้ปัญหาเชิงพื้นที่อย่างจริงจัง ผ่านแนวคิดเกษตรแม่นยำและการจัดการทรัพยากรอย่างเหมาะสม ผศ
GIS หรือ Geographic Information System คือ เทคโนโลยีที่ใช้คอมพิวเตอร์มาช่วยในการจัดเก็บ วิเคราะห์ และแสดงผลข้อมูลที่มีพิกัดบนแผนที่ ระบบนี้สามารถทำให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลตัวเลขกับพื้นที่จริง เช่น การกระจายของประชากร เส้นทางถนน พื้นที่น้ำท่วม หรือเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน ทำให้ GIS กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการวางแผนและตัดสินใจในหลายสาขา GIS กับการเกษตรสมัยใหม่ และอนาคตเกษตรไทย ในภาคเกษตรกรรม GIS ถูกนำมาใช้เพื่อวิเคราะห์ความเหมาะสมของพื้นที่เพาะปลูก ไม่ว่าจะเป็นการดูสภาพดิน ปริมาณน้ำฝน หรือแสงแดดในแต่ละฤดูกาล ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้เกษตรกรสามารถเลือกชนิดพืชที่เหมาะสมกับพื้นที่ได้แม่นยำยิ่งขึ้น นอกจากนี้ GIS ยังช่วยติดตามการเปลี่ยนแปลงของผลผลิต และสามารถใช้ร่วมกับระบบดาวเทียมหรือเซ็นเซอร์ IoT เพื่อตรวจสอบสภาพแปลงแบบเรียลไทม์ ความก้าวหน้าของ GIS ช่วยให้เกษตรไทยก้าวไปสู่ “เกษตรอัจฉริยะ” อย่างแท้จริง เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการผลิต วางแผนการใช้ทรัพยากรได้อย่างคุ้มค่า และรับมือกับปัญหาสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ดีกว่าเดิม หากมีการใช้ GIS ร่วมกับข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) และเทคโ
สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ ARDA นำโดย ดร.ทวีศักดิ์ ธนเดโชพล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร และสมาคมทุเรียนไทย นำโดย นายกฤติเดช อยู่รอด นายกสมาคมทุเรียนไทย ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เรื่อง “การวิจัยและพัฒนาเพื่อแก้ไขปัญหาทุเรียนไทยและถ่ายทอดเทคโนโลยีทุเรียนสู่การใช้ประโยชน์” เพื่อสานต่อความร่วมมือด้านการวิจัยและนวัตกรรมอีก 5 ปี มุ่งเชื่อมโยงโจทย์จากเกษตรกร ผู้ประกอบการและภาคการส่งออกเข้าสู่กระบวนการวิจัย พร้อมขยายการพัฒนาเทคโนโลยีตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อยกระดับคุณภาพ มาตรฐานและขีดความสามารถในการแข่งขันของทุเรียนไทยในตลาดโลก โดยมีคณะผู้บริหารและผู้แทนจากทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน ณ โรงแรมมณีจันท์รีสอร์ท อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ความร่วมมือครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อภาคการเกษตรและเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากทุเรียนเป็นหนึ่งในสินค้าเกษตรส่งออกสำคัญของไทย โดยข้อมูลกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ปี 2568 ไทยส่งออกทุเรียนสดสู่ตลาดโลก 979,045 ตัน มูลค่ากว่า 125,737 ล้านบาท ขณะที่ช่วงวันที่ 1 มกราคม – 19 กรกฎาคม 2569 ไทยส่งออกทุเรียนสดไปยังจีน ซึ่งเป
เกษตรยั่งยืน
คุณกชมล สีนวล หรือ พี่แหม่ม อยู่บ้านเลขที่ 19 หมู่ที่ 6 ตำบลดอนทอง อำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี อดีตผู้จัดการหมู่บ้านจัดสรร เงินเดือนสูง ผันตัวเองกลับมาเป็นเกษตรกรที่บ้านเกิดจังหวัดสระบุรี พลิกฟื้นพัฒนาการทำเกษตรแบบเดิมของพ่อแม่ให้ดียิ่งขึ้น จนทุกวันนี้สามารถสร้างรายได้หลักแสนต่อเดือน บนพื้นที่การทำเกษตรเพียง 11 ไร่ คุณกชมล สีนวล หรือ พี่แหม่ม เล่าถึงจุดเริ่มต้นการเป็นเกษตรกรว่า เคยทำงานเป็นผู้จัดการหมู่บ้านจัดสรรมาก่อน แต่ด้วยปัญหาสุขภาพที่รุมเร้า จึงตัดสินใจที่จะกลับมาตั้งหลักหางานทำที่บ้าน ประกอบกับพื้นฐานที่บ้านพ่อแม่เป็นเกษตรกรอยู่แล้ว อาชีพเป็นเกษตรกรถือเป็นอาชีพที่อยู่ในสายเลือด แต่ก็ไม่ใช่ว่ากลับมาแล้วจะลงมือทำได้เลย การทำเกษตรนอกจากมีใจรักแล้ว จำเป็นต้องศึกษาวิธีการให้ดีก่อน เพราะตนมีอุดมคติและความตั้งใจที่จะกลับมาพัฒนาเปลี่ยนการทำเกษตรให้ฉีกจากรูปแบบเดิมๆ ที่พ่อแม่ทำไว้ คือยิ่งทำยิ่งเป็นหนี้ แต่เราจะทำการเกษตรอย่างไรให้มีกำไร ก็คือ ต้องศึกษาจากคนรุ่นใหม่ ศึกษาตลาดโลกว่าเทรนด์สินค้าการเกษตรแบบไหนที่โลกกำลังให้ความสนใจ ก็ลองหาข้อมูลดู ก็ได้พบว่า เทรนด์สินค้าเพื่อสุขภาพกำลังมาแร
ชันโรงตัวเล็กๆ อาจดูเป็นเพียงแมลงที่บินวนอยู่ตามสวน แต่สำหรับคนที่คลุกคลีกับมันมานาน ชันโรงกลับมีรายละเอียดมากกว่าที่คิด ตั้งแต่การเลี้ยง การขยายรัง การเก็บน้ำผึ้ง ไปจนถึงบทบาทสำคัญในการช่วยผสมเกสรให้พืชในสวน และเมื่อปัญหาเล็กๆ อย่าง “เก็บน้ำผึ้งอย่างไรไม่ให้รังเสียหาย” กลายเป็นโจทย์ที่เกิดขึ้นซ้ำๆ การทดลองจึงเริ่มต้นขึ้น ก่อนจะค่อยๆ พัฒนาไปสู่ “รังชันโรงแบบแบ่งห้อง” ที่ช่วยให้การจัดการง่ายขึ้น และลดการรบกวนชันโรงภายในรัง เบื้องหลังการพัฒนานี้มาจาก อาจารย์มีน – ผศ.ดร.นุกูล ชิ้นฟัก คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ผู้ทำงานส่งเสริมและพัฒนาการเลี้ยงชันโรงร่วมกับชุมชนและเกษตรกรมานานกว่า 10 ปี จากการเห็นปัญหาจากการเลี้ยงจริง จึงค่อยๆ ทดลอง ปรับรูปแบบ และเรียนรู้จากการใช้งานจริง จนเกิดแนวคิด “รังชันโรงแบบแบ่งห้อง” ที่ต้องการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง จากรังแบบเดิม สู่ “รังแบ่งห้อง” ลดปัญหาเก็บน้ำผึ้ง อาจารย์มีน เล่าให้ฟังว่า ย้อนกลับไปกว่า 10 ปี รังชันโรงที่เกษตรกรนิยมใช้ยังเป็นกล่องที่มีลักษณะยาวและสูง เมื่อถึงเวลาเก็บน้ำผึ้ง คนเลี้ยงต้องเปิดรังและใช้มือตัดหรือแยกส่วนที่เป็นน้ำผึ้งออกมา วิธีการนี
ปัจจุบัน ขนาดของพื้นที่ไม่ได้เป็นปัจจัยชี้ขาดรายได้ทางการเกษตรอีกต่อไป เกษตรกรที่มีพื้นที่ขนาดเล็กแต่มีการบริหารจัดการพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถสร้างรายได้ที่ต่อเนื่องและยั่งยืนได้เช่นกัน ซึ่งอาจประยุกต์ใช้การปลูกพืชมูลค่าสูงเป็นตัวช่วยเสริมรายได้ ทั้งนี้ ความมั่นคงทางการเกษตรที่แท้จริงย่อมเกิดจากการวางแผนและการจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ พี่โบ้-ดำรงค์ อินทศร เจ้าของ สวนปลูกสุข ต.คลองตาล อ.ศรีสำโรง จ.สุโขทัย อดีตพนักงานประจำที่ผันตัวมาเป็นเกษตรกรบนพื้นที่ขนาดเล็ก กับแนวคิดการทำเกษตรที่ชัดเจนว่า “มีที่น้อย ไม่จำเป็นต้องปลูกพืชชนิดเดียว” หลักคิดของพี่โบ้เริ่มจากการสำรวจพื้นที่และตลาดรอบตัว ปลูกเฉพาะสิ่งที่คนในพื้นที่ต้องการ เพราะ “ปลูกได้ แต่หาคนซื้อไม่ได้ ก็เหนื่อยเปล่า” สวนแห่งนี้จึงถูกจัดสรรให้มีพืชพรรณหลากหลายที่ทยอยให้ผลผลิตต่างช่วงเวลา ตั้งแต่รายวัน รายสัปดาห์ ไปจนถึงรายเดือน เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างรายได้เข้ามาหมุนเวียนไม่ขาดสาย โดยไม่ต้องรอคอยรายได้ก้อนใหญ่จากพืชเชิงเดี่ยวเพียงอย่างเดียว ก่อนที่จะผันตัวมาเป็นเกษตรกร พี่โบ้เคยเป็นพนักงานประจำอยู่ที่บริษัทโรงกลั่นน้ำมันใน
ในวันที่ตลาดเกษตรไม่ได้วัดความสำเร็จกันเพียงว่า “ปลูกได้มากแค่ไหน” กระวานจันทบุรีกำลังสะท้อนให้เห็นอีกมุมของการพัฒนาสินค้าเกษตร เมื่อพืชท้องถิ่นที่เติบโตอยู่กับพื้นที่และระบบนิเวศของเขาสอยดาว กำลังถูกนำกลับมามองใหม่ผ่านงานวิจัย วิทยาศาสตร์ และแนวคิดการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อให้จากเดิมที่ขายเป็นวัตถุดิบ กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ตลาดสุขภาพ ซึ่งเป็นตลาดที่ผู้บริโภคทั่วโลกให้ความสำคัญมากขึ้น อาจารย์กิ๊ก – ผศ.ศิริภา วิทยาพรพิพัฒน์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการจัดการเพื่อผู้ประกอบการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก พร้อมทีมวิจัย ลงพื้นที่ศึกษากระวานในจังหวัดจันทบุรี และพบว่าพืชชนิดนี้กำลังเผชิญกับโจทย์สำคัญทั้งเรื่องราคา ผลผลิตที่ลดลง สภาพภูมิอากาศ และการส่งต่ออาชีพจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง อาจารย์กิ๊ก เล่าให้ฟังว่า กระวานถือเป็นพืชอัตลักษณ์ท้องถิ่นของจังหวัดจันทบุรี โดยเฉพาะกระวานที่ให้ผลเป็นเมล็ด ซึ่งการผลิตค่อยๆ ลดลงตามแรงจูงใจของเกษตรกรที่เปลี่ยนไป หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือราคาที่ลดลง จากในอดีตที่เคยอยู่ประมาณ 700-800 บาทต่อกิโลกรัม เหลือเพียง 400-500 บาทต่อกิโลกรัม ทำให้กา
