เกษตรอัจฉริยะ
ทุกวันนี้แค่มีโทรศัพท์เครื่องเดียว ก็สร้างอาชีพ สร้างแบรนด์ และขายของได้แล้ว โดยเฉพาะบน TikTok ซึ่งกลายเป็นช่องทางการขายที่เกษตรกรไม่ควรมองข้าม ไม่ว่าจะทำเกษตรอินทรีย์ เลี้ยงไก่ ปลูกผัก หรือแม้แต่ทำดินปลูกเอง ก็สามารถสร้าง “ตัวตน” ให้คนรู้จักและไว้วางใจ จนกลายเป็นลูกค้าได้ โดยเฉพาะสายเกษตร ที่หลายคนมองว่าเข้าถึงโซเชียลยาก จริงๆ แล้วกลับตรงกันข้าม เพราะเรื่องจริงจากสวน เรื่องจริงจากนา ถ้ารู้จักเล่าให้เป็น ก็มีเสน่ห์เฉพาะตัวที่หาไม่ได้จากที่ไหน ใครที่อยากให้สวนไร่ของตัวเองมีคนรู้จัก หรืออยากขายของแบบไม่ต้องง้อหน้าร้าน ลองมาดูเทคนิคปั้น Personal Brand บน TikTok แบบง่ายๆ แต่ได้ผลจริงกันเลย ก่อนจะเริ่ม มาทำความเข้าใจกันก่อนว่า Personal Brand คือ “ภาพจำของคุณในสายตาคนอื่น” เช่น คนดูแล้วรู้เลยว่า “อ้อ นี่แหละ ลุงที่สอนปลูกพริกแบบไม่ใช้ปุ๋ยเคมี” เมื่อมีแบรนด์ส่วนตัวชัดเจน คนจะจดจำคุณได้ง่ายขึ้น กล้าซื้อสินค้าและแชร์คลิปของคุณต่อ เป็น “ฐานแฟนคลับ” ที่แน่นกว่าแค่คนผ่านมาเลื่อนดู ขั้นตอนสร้าง Personal Brand สายเกษตรบน TikTok แบบละเอียด 1. รู้จักจุดเด่นของตัวเองก่อน ก่อนจะเริ่มโพสต์ ลอ
“อาชีพเผาถ่าน” เป็นหนึ่งของวิถีชีวิตที่อยู่คู่รากฐานทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของสังคมไทยที่ดำรงไว้มาอย่างช้านาน แม้ในยุคสมัยที่เทคโนโลยีและพลังงานสมัยใหม่เข้ามาแทนที่ แต่ถ่านไม้ยังคงมีกลิ่นไอและมนต์เสน่ห์ของยุคสมัยในการใช้ประกอบอาหาร และบทบาทสำคัญต่อครัวเรือน ร้านอาหาร และอุตสาหกรรมบางประเภท สะท้อนถึงความไม่มอดดับของอาชีพที่ต้องพึ่งพาความชำนาญและภูมิปัญญาดั้งเดิม ซึ่งปัจจุบันอาชีพนี้เริ่มเลื่อนหายตามยุคสมัยที่เทคโนโลยีและสังคมโลกที่ปรับเปลี่ยน และมีการปรับตัวอย่างมากจากถ่านไม้แปรเปลี่ยนเป็นถ่านอัดแท่งจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น กะลามะพร้าว ขี้เลื่อย หรือซังข้าวโพด แทนการพึ่งพาไม้จากป่าเหมือนที่ผ่านมาร่วมกับการใช้เทคโนโลยีสมัยปัจจุบัน เตาเผาถ่านจึงถือเป็นหัวใจสำคัญที่ขับเคลื่อนความหวังที่ไม่เคยดับของ “ไฟถ่าน” ทำให้ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เทอดเกียรติ แก้วพวง อาจารย์จากคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ จังหวัดปทุมธานี ได้ดำเนินการพัฒนา ออกแบบ และปรับปรุง นวัตกรรมเตาเผาไร้ควันจากภูมิปัญญาท้องถิ่น หรือนวัตกรรมเตาซุเปอร์บอลล์ [เตาเผาถ่านชีวมวลประสิทธิภาพสูง] ร่วมกับกลุ่มเก
ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะ “โลกเดือด” ซึ่งทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น จากภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ทำให้เกิดความแปรปรวนของธรรมชาติที่ควบคุมได้ยาก ทั้งปัญหาฝนทิ้งช่วง น้ำท่วมขัง ภัยแล้ง และความร้อนที่เพิ่มขึ้นทำให้พืชโตช้า การติดดอกและพัฒนาการตาดอกลดลง รวมถึงการสะสมอาหารในพืชลดลง นอกจากนี้ สภาพอากาศที่แปรปรวนเอื้อให้โรคพืช แมลง และวัชพืชแพร่พันธุ์ได้เร็วขึ้น ส่งผลกระทบและสร้างความเสียหายต่อภาคการเกษตร การผลิตอาหาร และระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างรุนแรง ปลูกพืชได้ทุกฤดูกาลด้วยนวัตกรรมโรงเรือนอัจฉริยะ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนา วช. ครบรอบ “67 ปี วช. ต่อยอดองค์ความรู้ เชิดชูผลงานนักวิจัย ขับเคลื่อนอนาคตไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม” รศ.ดร.พีระศักดิ์ ฉายประสาท หัวหน้าศูนย์รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยวและแปรรูปผลไม้ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และเป็นคณบดีคณะเกษตรศาสตร์ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยนเรศวร ได้นำเสนอแนวคิดสู้โลกรวนด้วยนวัตกรรมโรงเรือนอัจฉริยะ ณ สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กรุงเทพมหานคร รศ.ดร.พีระศักดิ์กล่าวว่า ปัจจุบันภาค
ทีมนักวิจัยคณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ คิคค้นฟีโรโมนสังเคราะห์จาก “กลิ่นพ่อหมู” สูตรแรกของโลก ตอบโจทย์เกษตรกรผู้เลี้ยงสุกรแม่พันธุ์ กระตุ้นสุกรสาวพร้อมผสมพันธุ์ได้สำเร็จ ลดความเสี่ยงติดโรคจากการสัมผัสพ่อพันธุ์จริง ศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.เผด็จ ธรรมรักษ์ ภาควิชาสูติศาสตร์-เธนุเวชวิทยาและวิทยาการสืบพันธุ์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และหัวหน้าทีมวิจัย “กลิ่นพ่อหมู” กล่าวว่า สุกรสาวจะถูกกระตุ้นให้เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุประมาณ 160-200 วัน หากสุกรสาวไม่แสดงอาการติดสัดภายในช่วงเวลาดังกล่าว จะถูกคัดออกจากระบบ (เพื่อเข้าสู่ระบบการผลิตเนื้อ) แม้จะยังไม่เคยตั้งท้องมาก่อน ส่งผลให้เกษตรกรสูญเสียต้นทุนทั้งด้านเศรษฐกิจ เวลา และทรัพยากรของฟาร์ม ปัจจุบัน วิธีมาตรฐานเพื่อกระตุ้นระบบสืบพันธุ์ตามธรรมชาติที่ใช้ทั่วโลกคือ Boar Contact เป็นการให้สุกรสาว “สัมผัสพ่อ” หรือสุกรเพศผู้ที่โตเต็มวัย ศ.น.สพ.ดร.เผด็จอธิบายว่า คำว่า “สัมผัสพ่อ” ไม่ได้หมายถึงการที่สุกรเพศเมียเห็นสุกรเพศผู้เท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงการรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสอื่นๆ เช่น การได้ยินเสียงร้อง การดมกลิ่น การสัมผัสทางกาย เช่น การชนจมูกกันระหว่าง
เกษตรยั่งยืน
เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 สมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทยร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดเสวนา“ ผ่าร่าง พ.ร.บ. พันธุ์พืชใหม่ : UPOV 1991 ปลดล็อกนวัตกรรม หรือจำกัดสิทธิเกษตรกร?” ณ ห้องประชุมธีระ สูตะบุตร ชั้น 2 อาคารสารนิเทศ 50 ปี โดยมีสื่อมวลชน ภาคประชาชน และตัวแทนเกษตรกรสนใจเข้ารับฟังการเสวนาครั้งนี้กันอย่างคับคั่ง ผศ.น.สพ.ดร.คงศักดิ์ เที่ยงธรรม อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นประธานเปิดการเสวนา ได้กล่าวว่า ความหลากหลายทางชีวภาพคือขุมทรัพย์และมรดกแห่งแผ่นดินไทย โจทย์ใหญ่คือเราจะแปลงความอุดมสมบูรณ์นี้ให้เป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจเพื่อประโยชน์สูงสุดของคนไทย ควบคู่ไปกับการเดินหน้าตามกติกาโลกได้อย่างไร เวทีนี้จึงเป็นหมุดหมายสำคัญในการผนึกกำลัง หาจุดสมดุล และสร้างความเข้าใจร่วมกัน เพื่อปูทางสู่นโยบายเมล็ดพันธุ์พืชไทยอย่างยั่งยืน มุมมอง : กรมวิชาการเกษตร นางสาวธิดากุญ แสนอุดม ผู้อำนวยการกองพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า ตอนนี้ ประเทศไทยยังไม่ได้เข้า UPOV ตอบไม่ได้ว่า เข้าแล้วจะได้อะไร เสียอะไร คำตอบที่ดีที่สุดคือ ไปศึกษาประเทศที่เข้าเป็นภาคี U
ในยุคที่ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์โลกเดือด (Global Warming) ตัวการสำคัญหนีไม่พ้น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากกระบวนการผลิตในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ขณะเดียวกันในภาคเกษตรกรรมของจังหวัดจันทบุรี เมืองหลวงแห่งผลไม้ไทย ก็ต้องประสบกับปัญหา “เปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง” จำนวนมหาศาลหลังจากฤดูกาลเก็บเกี่ยว ซึ่งส่วนใหญ่มักถูกกำจัดด้วยการเผาหรือปล่อยให้ย่อยสลายไปเองตามธรรมชาติ ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกซ้ำเติมสิ่งแวดล้อมโดยไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ แต่ในวันนี้ ปัญหาเหล่านั้นกำลังจะเปลี่ยนไป ด้วยความร่วมมือระหว่าง “สวนจันทร์เรือง” และคณะอาจารย์จากโรงเรียนศรียานุศรณ์ ที่ได้ร่วมกันคิดค้นและวิจัย “อิฐบล็อกไบโอชาร์จากเปลือกทุเรียน” นวัตกรรมวัสดุก่อสร้างรักโลกที่อาจเป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ช่วยให้โลกของเราเย็นลงได้ ทำไมต้องเป็น “เปลือกทุเรียน” จากการศึกษาพบว่า เปลือกทุเรียนมีองค์ประกอบของเซลลูโลส และลิกนิน สูงมาก เมื่อนำมาผ่านกระบวนการเผาไหม้แบบจำกัดอากาศ จะได้เป็น “ถ่านไบโอชาร์” (Biochar) ที่มีคุณสมบัติพิเศษคือ มีรูพรุนสูงมาก ซึ่งรูพรุนเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นตัวดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดอ
เมื่อสวนปาล์มน้ำมันอายุกว่า 30 ปี เดินทางมาถึงวันที่ต้องรื้อปลูกใหม่ คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าจะปลูกปาล์มอีกครั้งหรือเปลี่ยนไปปลูกยางพารา แต่คือมีพืชอะไรที่เหมาะกับพื้นที่และสร้างมูลค่าได้มากกว่านั้นหรือไม่? คำถามนี้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการทดลองปลูกพริกไทยในจังหวัดตรัง และค่อยๆ พัฒนาไปสู่การทำสวนพริกไทยดำ GI ที่ไม่ได้มองเพียงผลผลิต แต่พยายามค้นหาคุณค่าของพืชท้องถิ่นชนิดนี้ ให้ลึกไปถึงประวัติศาสตร์ การปลูก และการตลาด ผู้ที่พาเรื่องราวนี้เดินทางจากสวนทดลองหลักพันต้น มาสู่สวนพริกไทยขนาด 20 ไร่ คือ คุณทราย – กันต์หทัย จิตรไมตรีเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แบล็คโกลด์ เทรชเชอร์ จำกัด ซึ่งเดิมกำลังศึกษาต่อด้าน Digital Marketing ที่ประเทศอังกฤษ และเหลือเวลาอีกประมาณ 6 เดือนก่อนเรียนจบ ขณะเดียวกันทางบ้านกำลังมองหาพืชเศรษฐกิจตัวใหม่ หลังตัดสินใจไม่ปลูกปาล์มน้ำมันหรือยางพารา เพราะเวลานั้นสถานการณ์ราคาผลผลิตทางการเกษตรไม่ได้เป็นใจนัก ขณะที่ต้นทุนกลับเพิ่มขึ้นทั้งค่าแรง ค่าปุ๋ย และค่าใช้จ่ายในการจัดการสวน จาก 1,000 ต้น สู่ 20 ไร่ พลิกพืชทางเลือก สู่พืชเศรษฐกิจท้องถิ่น ค
สถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่เดือนกันยายน จนถึงเดือนตุลาคม 2569 ครอบคลุมพื้นที่ 50 จังหวัด มีเกษตรกรได้รับความเสียหายประมาณ 170,000 ราย พื้นที่เสียหายรวมประมาณ 1.81 ล้านไร่ ส่วนใหญ่เป็นนาข้าวประมาณ 1.38 ล้านไร่ รองลงมาคือ พืชไร่และพืชผักประมาณ 303,000 ไร่ และไม้ผลไม้ยืนต้นประมาณ 29,878 ไร่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่ร่วมมือกับกรมส่งเสริมการเกษตร ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อุทกภัย รับฟังปัญหาเกษตรกร พร้อมถ่ายทอดความรู้ทางวิชาการไปใช้ฟื้นฟูพืชและดินอย่างถูกวิธี สนับสนุนเชื้อราไตรโคเดอร์มาและสารชีวภัณฑ์สำหรับดูแลพืชหลังน้ำลด เพื่อให้พืชที่ผ่านน้ำท่วมได้รับการฟื้นฟูลำต้นและระบบรากอย่างเหมาะสม ลดความเสียหายจากโรคและศัตรูพืชหลังน้ำลด ตลอดจนการฟื้นฟูสภาพดิน เพื่อช่วยให้เกษตรกรกลับมาประกอบอาชีพได้โดยเร็ว แจกเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี เมื่อคนไทยเผชิญวิกฤตภัยธรรมชาติ ทั้งอุทกภัยและสภาพอากาศที่แปรปรวน มักสูญเสียพืชผักซึ่งเป็นแหล่งอาหารในครัวเรือน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จึงได้นำองค์ความรู้และเมล็ดพันธุ์พืชคุณภาพดีจากงานวิจัยออกมา แจกจ่ายให้เกษตรกรและชุมชนที่ประสบอุทกภัยได้เริ่มต้
