พืชทำเงิน
จุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจ “เจ้เอ๋ – สากล วงศา” ชาวบ้าน ตำบลศรีกะอาง อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก เดิมประกอบอาชีพช่างเย็บผ้า รับผ้ามาจากโรงงาน รายได้เพียงพอเลี้ยงชีพแต่ไม่มั่นคงนัก ในช่วงนั้น อบต. มีโครงการส่งเสริมให้ชาวบ้านทดลองปลูกผักหวานบ้านเพื่อหารายได้เสริม เจ้เอ๋จึงตัดสินใจเข้าร่วม และใช้พื้นที่ 4 ไร่เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางเกษตรกร เมื่อผักหวานเริ่มให้ผลผลิต ตลาดกลับไม่เพียงพอรองรับ เจ้เอ๋ต้องขับรถออกไปขายเองทุกเช้า ลงทุนวันละประมาณ 1,500 บาท ขายผักจากท้ายรถและหาพ่อค้ารับซื้อเพิ่มเติม ทำให้วันหนึ่งๆ สามารถขายได้หลักร้อยกิโลกรัม ในยุคปี 2537 ที่ผักหวานกิโลละ 50 บาท รายได้เริ่มเปลี่ยนคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น ต่อมาได้ชวนญาติพี่น้องกว่า 10 ครัวเรือนมาปลูกผักร่วมกัน ทดลองผิดถูกจนชำนาญ และเพาะต้นแม่พันธุ์แจกจ่ายในกลุ่ม จุดเปลี่ยนสำคัญคือเมื่อตลาดสี่มุมเมืองปรับปรุงครั้งใหญ่ เจ้เอ๋จึงเปิดแผงค้าถาวรครั้งแรก ด้วยความพร้อมทั้งผลผลิต ฐานลูกค้า และประสบการณ์ที่สั่งสม เครือข่ายเกษตรกรเข้มแข็ง ปลูกครบวงจร มั่นใจขายได้ทุกวัน จากกลุ่มเล็กๆ ที่เริ่มต้นด้วยญาติพี่น้อ
ในวันที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตซ้ำซ้อน ทั้งสงครามที่ยืดเยื้อ ภาวะเศรษฐกิจที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ ไปจนถึงภัยธรรมชาติจากปรากฏการณ์โลกเดือดที่รุนแรงขึ้นทุกปี หลายคนมักตั้งคำถามว่า “ในเมื่อปากท้องยังลำบาก เราจะปลูกต้นไม้ไปเพื่ออะไร” เรามักถูกสอนให้แยก ‘ปัญหาเศรษฐกิจ’ ออกจาก ‘ปัญหาสิ่งแวดล้อม’ โดยเชื่อว่าต้องเอาชีวิตให้รอดก่อน แล้วค่อยกลับมาดูแลธรรมชาติ แต่นั่นอาจเป็นกับดักทางความคิดที่ทำให้เรามองไม่เห็นทางออกที่แท้จริง เพราะในความเป็นจริงแล้ว ปากท้องกับสิ่งแวดล้อมคือเรื่องเดียวกัน การปลูกป่าในวันนี้จึงไม่ใช่เพียงการทำเพื่อการค้าหรือประโยชน์ส่วนตัว แต่มันคือการสร้างฐานรากให้กับทุกมิติของชีวิต เพราะเมื่อเรามีสิ่งแวดล้อมที่ดี มีต้นไม้ที่ช่วยดูดซับคาร์บอนและคืนสมดุลให้สภาพอากาศ เมื่อนั้นเราจะทำงานได้ดีขึ้น พืชผลทางการเกษตรจะงอกงามขึ้น และบรรยากาศโดยรวมของสังคมไปจนถึงเศรษฐกิจก็จะขยับดีตามไปด้วย คุณขิม-ลีนา นาคะวิโรจน์ จากพนักงานออฟฟิศผู้หลงรักการเดินป่า สู่การเป็นอินฟลูเอนเซอร์เจ้าของช่อง “สาวใต้ปลูกต้นไม้” ที่ตัดสินใจทิ้งงานประจำมาปลูก “ไม้ป่าและไม้เศรษฐกิจ” อย่างเต็มตัว คุณขิมเล่าว่า ก่อนจะก้าวเข
“พริกไทย” เป็นต้นไม้อายุยืน จัดอยู่ในประเภทไม้เลื้อย ลักษณะลำต้นจะเป็นข้อๆ ลักษณะใบจะมีสีเขียวสด มีใบที่ใหญ่คล้ายใบโพ ดอกของพริกไทยจะมีดอกที่เล็ก และออกดอกเป็นช่อตรงข้อของลำต้น มีลักษณะเป็นพวง จะมีเมล็ดกลมๆ ติดกันอยู่เป็นพวง สำหรับบ้านเราพริกไทยถือเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญชนิดหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในการประกอบอาหาร เป็นยารักษาโรค และในปัจจุบัน พริกไทยยังพบมากในส่วนผสมของผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ หรือแม้กระทั่งผลิตภัณฑ์ความงามบางชนิด หากพูดถึงสรรพคุณทางยาพื้นบ้าน ส่วนมากใช้รักษาและบรรเทาอาการเกี่ยวกับระบบย่อยอาหาร ขับพยาธิ แก้ลมจุกเสียดแน่น ท้องอืดเฟ้อ ขับลม ขับเสมหะ ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุแก้อาการอาหารไม่ย่อย ระงับอาการอาเจียน ผ่อนคลายอาการไม่สบายจากอาหารเป็นพิษ นี่ถือเป็นส่วนหนึ่งของประโยชน์จากพริกไทยเท่านั้น แท้จริงแล้ว พริกไทยเป็นพืชที่สามารถใช้รักษาในโรคต่างๆ ได้ทุกส่วน เช่น ราก ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ, เถาพริกไทย ช่วยรักษาอาการท้องร่วงอย่างรุนแรง, ดอก ช่วยทำให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น, เมล็ด ช่วยแก้หวัดและลดไข้, ใบและราก ช่วยแก้อาการปวดมวนท้อง เป็นต้น คุณชัยยศ ว
กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียงตำบลช่องสะแก หมู่ที่ 7 ตำบลช่องสะแก อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี นับเป็นกลุ่มต้นแบบความสำเร็จจากการยกระดับจากฟาร์มเกษตรจำนวน 5 ไร่ เป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอินทรีย์ สร้างรายได้ให้แก่เกษตรกรในชุมชน สร้างเครือข่ายเกษตรกรรวมถึงสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรอย่างครบวงจร และพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงเกษตรได้อย่างยั่งยืน นายสุพจน์ กลิ่นพ่วง ผู้ก่อตั้งและเป็นประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียงตำบลช่องสะแก บอกเล่าว่า กลุ่มวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียงตำบลช่องสะแก มีพื้นที่ดำเนินกิจกรรมทางการเกษตรและปลูกพืชผักอินทรีย์ จำนวน 5 ไร่ เริ่มดำเนินการเมื่อปี 2559 ปัจจุบันมีสมาชิกเกษตรกร 50 ราย สมาชิกส่วนใหญ่ ร้อยละ 92 จะเพาะปลูกข้าวเป็นหลัก และบางส่วนจะปลูกพืชผักอินทรีย์ ซึ่งเกษตรกรจำนวน 4 รายที่ปลูกพืชผักอินทรีย์ได้รับการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (Participatory Guarantee Systems: PGS) โดยกลุ่มมีเป้าหมายสำคัญคือต้องการผลิตพืชผักอินทรีย์ไว้จำหน่าย และบางส่วนเก็บไว้บริโภคในครัวเรือน กลุ่มจึงมีการส่งเสริมสมาชิ
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกิดจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และมีเทน (CH4) สู่บรรยากาศ เป็นปัญหาระดับโลกที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจและสังคมในประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยประเทศไทยขานรับนโยบายประชาคมโลก ลดผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ. 2593 และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ. 2608 อย่างไรก็ตาม การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้สำเร็จ ไม่สามารถดำเนินกิจกรรมการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศเพียงอย่างเดียวได้ จำเป็นต้องกำจัดหรือดูดซับก๊าซเรือนกระจกที่มีอยู่ออกจากชั้นบรรยากาศร่วมด้วย “ยางพารา” มีศักยภาพสูงดูดซับคาร์บอน ในปี 2569 ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกยางพารารวมประมาณ 23.8 ล้านไร่ โดยมีสวนยางที่เปิดกรีดแล้วประมาณ 22.5 ล้านไร่ ปัจจุบัน การปลูกยางพาราเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ช่วยลดภาวะโลกร้อนได้ โดยเกษตรกรชาวสวนยางมีโอกาสสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตประมาณ 805 บาทต่อไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับราคาซื้อขายในตลาดและ
ปัจจุบันผู้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจบริโภคเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพกันเพิ่มมากขึ้น ซึ่งชาไทยเป็นหนึ่งในสินค้าทางเลือกที่ได้รับความนิยมสูงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในประเทศและส่งออก เกษตรกรไทยส่วนใหญ่นิยมปลูกชาพันธุ์อัสสัม (Assam Tea) ถึง 93.0% ที่เหลือปลูกพันธุ์ชาจีน (Chinese Tea) สำหรับพันธุ์ชาอัสสัมจะถูกแปรรูปเป็นชาดำ ชาเขียว และชาไทย ส่วนพันธุ์ชาจีนจะแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชาอู่หลง ชาเขียว และชาแดง (ชาฝรั่ง) ในปี 2567 ประเทศไทยผลิตใบชาได้ 106,643 ตัน มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 2,262.7 ล้านบาท โดยแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชาเขียวประมาณ 46.3% คิดเป็นมูลค่า 1,040 ล้านบาท รองลงมาคือ ผลิตภัณฑ์ชาผลไม้และชาสมุนไพร 23.0% ที่เหลืออีก 13.5% เป็นผลิตภัณฑ์ชาดำ ประเทศไทยมีศักยภาพในการปลูกชาในระดับอุตสาหกรรม โดยปลูกมากที่สุดในจังหวัดเชียงรายรองลงมาคือ จังหวัดเชียงใหม่ แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน ฯลฯ ชาไทย สินค้าดาวรุ่งที่น่าจับตามอง ผลิตภัณฑ์ชาเป็นสินค้าที่ไทยมีศักยภาพในการส่งออก เนื่องจากมูลค่าการส่งออกชาไทยมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งออกไปกลุ่มประเทศอาเซียนและจีนซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทย หน่วยงา
คุณศิริวัฒน์ ศรีสระคู อายุ 65 ปี กำลังศึกษาปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยรามคําแหง อาชีพปลูกสวนป่า อยู่บ้านเลขที่ 144 หมู่ที่ 4 ตําบลกําแพง อําเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด โทรศัพท์ (087) 947-0812 ผลงานดีเด่น ความคิดริเริ่มและความพยายามฟันฝ่าอุปสรรคในการสร้างผลงาน ในปี 2538 มีเจ้าหน้าที่ป่าไม้จากสํานักงานป่าไม้ จังหวัดร้อยเอ็ด เข้ามาส่งเสริมให้มีการปลูกป่าในที่ดินของตนเอง จึงได้ตัดสินใจปลูกไม้ประดู่ซึ่งเป็นไม้ถิ่นเดิม จํานวน 28 ไร่ โดย มีการศึกษาหาความรู้พลิกฟื้นผืนไร่เป็นสวนป่าและไม้ผล มีการใช้พื้นที่อย่างเต็มศักยภาพ โดยปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจร่วมกับไม้ผลและพืชเกษตร เช่น – ไม้เศรษฐกิจรอบตัดฟันปานกลาง – ไม้เศรษฐกิจรอบตัดฟันสั้น ได้แก่ วิธีเจาะบ่อน้ำบาดาลมาใช้ในสวนป่า สวนผลไม้ และพืช ไม้ยูคาลิปตัส – ไม้ผล ได้แก่ มะม่วง – พืชเกษตร ได้แก่ กระชาย ขิง ข่า ฯลฯ มีการนํานวัตกรรมมาใช้ในสวนป่า โดยการระหว่างรอผลผลิตจากไม้สวนป่าที่ปลูก โดยการใช้ใบเลื่อยกลมแบบประยุกต์ติดตั้งกับเครื่องตัดหญ้าแบบสะพายไหล่มาประยุกต์ใช้ในการทําไม้ออก สามารถลดต้นทุนและระยะเวลาในการทําไม้ออกได้เป็นอย่างด
การปลูกพืชผักอินทรีย์ เมื่อไม่ใช้สารเคมีแต่ใช้ปุ๋ยหรือสารกำจัดศัตรูพืชที่ผลิตด้วยวัสดุธรรมชาติ ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นมิตรที่ดีต่อสิ่งแวดล้อม ได้พืชผักสะอาดปลอดภัยบริโภค จ่าเหน่งเป็นเกษตรกรนักสู้ที่ได้เปลี่ยนวิถีเกษตรเคมีมาปลูกพืชผักอินทรีย์กระทั่งประสบความสำเร็จ สามารถเพิ่มผลผลิตผักอินทรีย์ได้มากขึ้น ผักอินทรีย์ส่วนหนึ่งเป็นอาหารในครัวเรือน อีกส่วนหนึ่งนำออกขาย ทำให้มีรายได้และมีวิถีที่มั่นคง วันนี้จึงนำเรื่องราวมาบอกเล่าสู่กัน จ่าเหน่ง หรือ เรืออากาศตรีบัญชา เพ็ชรรักษ์ ผู้ปลูกพืชผักอินทรีย์ เล่าให้ฟังว่า ปี 2553 เริ่มทำการเกษตรเคมี ได้ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์หลายชนิด ผลผลิตที่ได้นำมาเป็นอาหารในครัวเรือนและขาย ปี 2557 ได้ใช้สารเคมีน้อยลงเพื่อสุขภาพดีของทุกคน และปี 2560 เปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์หรือปลูกพืชผักอินทรีย์หลายชนิด พื้นที่ 1 ไร่ โดยได้รับการสนับสนุนส่งเสริมจากนักวิชาการส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรจังหวัดสิงห์บุรี นักวิชาการเกษตร กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร หรือหน่วยงานอื่น ทำให้ทุกวันนี้การทำเกษตรหรือปลูกพืชผักอินทรีย์ประสบความสำเร็จ ปลอดภัยทั้งผู้ผลิต/ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม
ชันโรง หรือที่เรียกกันติดปากว่า ‘ผึ้งจิ๋ว’ เป็นแมลงในตระกูลเดียวกับผึ้งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวคือ ‘ไม่มีเหล็กใน’ จึงไม่ดุร้ายและไม่ต่อย พบกระจายตัวอยู่ตามธรรมชาติในพื้นที่ป่าเขตร้อนชื้นของไทย ปัจจุบันชันโรงกลายเป็นแมลงเศรษฐกิจที่ได้รับความนิยมสูง เนื่องจากน้ำผึ้งที่ได้มีคุณค่าทางโภชนาการและสรรพคุณทางยาโดดเด่นกว่าน้ำผึ้งทั่วไป สำหรับเกษตรกรชาวสวนไม้ผล ชันโรงเปรียบเสมือน ‘อัศวินตัวน้อย’ ที่ช่วยผสมเกสรอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยเพิ่มอัตราการติดดอกออกผลให้ดกขึ้น และเมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยว เกษตรกรยังสามารถสร้างรายได้เสริมที่มั่นคงจากการจำหน่ายน้ำผึ้งชันโรง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์พรีเมียมที่มีราคาสูงในท้องตลาดได้อีกด้วย พี่ริน-ไพรินทร์ ชูรอด ประธานวิสาหกิจชุมชนรินชูชันโรงบ้านบางกล้วย อยู่ที่ตำบลจอมประทัด อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี เป็นที่รู้จักในฐานะหญิงแกร่งผู้ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ครั้งหนึ่งเธอเคยเผชิญกับโรคภัยไข้เจ็บที่กัดกินร่างกายจนเกือบหมดหวัง แต่จุดเปลี่ยนสำคัญคือการหันมารักษาตัวด้วยการดื่มน้ำผึ้งชันโรงอย่างต่อเนื่อง จนร่างกายฟื้นฟูดีขึ้นมากอย่างที่เจ้าตัวยังแทบไม่เชื่อสายตา จากความศรัทธาในสร
ในวันที่โลกการเกษตรไม่ได้วัดความสำเร็จกันเพียงว่าปลูกอะไรได้มากแค่ไหน แต่กำลังมองไปถึงการผลิตที่ใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ดูแลธรรมชาติ สร้างมูลค่าเพิ่ม และทำให้คนอยู่กับอาชีพเกษตรได้อย่างมีศักดิ์ศรี “สวนลุงชะเอม” จังหวัดราชบุรี จึงเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างให้เห็นว่า สวนเกษตรในวันนี้ สามารถก้าวไปไกลกว่าการเป็นแหล่งผลิตอาหาร และกลายเป็นทั้งธุรกิจ พื้นที่เรียนรู้ และพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจได้ในเวลาเดียวกัน คุณกุ้ง–ชนัญญา เชวงโชติ ทายาทรุ่นที่ 2 ของสวนลุงชะเอม ผู้มีพื้นฐานด้านการเกษตรโดยตรงจากการศึกษาระดับปริญญาตรี สาขาเกษตรศาสตร์ (พืชสวน) ก่อนต่อยอดด้วยปริญญาโท สาขาเศรษฐศาสตร์ (ธุรกิจเกษตร) มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขณะเดียวกันเส้นทางการทำงานกลับพาออกไปสัมผัสโลกธุรกิจอาหารและการบริการในหลายประเทศ โดยเคยดำรงตำแหน่ง Director Food and Beverage ที่โรงแรมเรดิสัน ประเทศอินโดนีเซีย และมีประสบการณ์ทำงานทั้งในสิงคโปร์ มัลดีฟส์ จีน ฮ่องกง มาเก๊า ฟิจิ และอินโดนีเซีย ประสบการณ์เหล่านี้กลายเป็นมุมมองสำคัญ เมื่อวันหนึ่งคุณกุ้งได้มองกลับมายังผืนดินของครอบครัว และตั้งคำถามว่า สิ่งที่มีอยู่ตรงหน้าจะสามารถต่อยอดให้ก
