เทคนิคเกษตร
แมลงตัวเล็กๆ ที่หลายคนอาจมองข้าม อาจเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำคัญของการทำเกษตรยุคใหม่ เพราะ “ชันโรง” ไม่ได้มีบทบาทเพียงการผลิตน้ำผึ้งที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ยังเป็นแมลงที่ช่วยผสมเกสรให้พืช และเชื่อมโยงกับการสร้างความสมดุลของระบบนิเวศในสวนได้อีกด้วย เมื่อความรู้เรื่องการเลี้ยงถูกนำมาต่อยอดอย่างเหมาะสม แมลงตัวจิ๋วชนิดนี้จึงกลายเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มมูลค่าให้พื้นที่เกษตรของตนเอง ด้วยเหตุนี้ “การประกอบลัง และเลี้ยงชันโรง (สร้างระบบนิเวศในสวน ปั้นน้ำผึ้งมูลค่าสูง)” จึงเป็นอีกหนึ่งเวิร์กชอปที่น่าสนใจภายใน งานสัมมนาเทคโนโลยีชาวบ้าน NEXT MOVE “เกษตรไม่เหมือนเดิม” ซึ่งจัดโดย “เทคโนโลยีชาวบ้าน” ผู้นำสื่อออนไลน์ด้านการเกษตรครบวงจร ร่วมกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่เปิดโอกาสให้ผู้สนใจได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริงของผู้เลี้ยงชันโรง พร้อมทำความเข้าใจบทบาทของแมลงชนิดนี้ต่อระบบนิเวศ และแนวทางต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ เวิร์กชอปครั้งนี้ถ่ายทอดความรู้โดย ไพรินทร์ ชูรอด หรือ “ริน” ประธานวิสาหกิจชุมชนรินชูชันโรงบ้านบางกล้วย จังหวัดราชบุรี ผ
เศษกิ่งไม้ ใบไผ่ และวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร ไม่จำเป็นต้องจบลงด้วยการถูกทิ้งหรือกำจัดเสมอไป เพราะหากรู้จักนำมาใช้ประโยชน์ ก็สามารถแปรรูปเป็นทรัพยากรที่ช่วยสนับสนุนการจัดการดินได้ หนึ่งในนั้นคือ ถ่านไบโอชาร์ หรือถ่านชีวภาพ วัสดุคาร์บอนที่ผลิตจากชีวมวลและสามารถนำไปใช้ปรับปรุงดินได้ตามความเหมาะสม จึงเป็นอีกทางเลือกในการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรให้เกิดประโยชน์ ภายในงาน เทคโนโลยีชาวบ้าน NEXT MOVE เกษตรไม่เหมือนเดิม เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 มีการจัดเวิร์กช็อป ‘การผลิตถ่านไบโอชาร์จากไผ่ (จัดการเศษวัสดุ คืนชีวิตให้ดิน)’ โดย ประสาน สุขสุทธิ์ เจ้าของสวนไผ่โป๋ยแจ่ม จังหวัดสระแก้ว ซึ่งมีประสบการณ์ดูแลสวนไผ่กว่า 100 ไร่ มาถ่ายทอดความรู้จากการศึกษาและทดลองด้วยตัวเอง พร้อมสาธิตแนวทางนำเศษไผ่มาแปรรูปเป็นถ่านไบโอชาร์เพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตร จากปัญหาเศษไผ่ในสวน สู่การเรียนรู้ที่นำไปต่อยอดได้ จุดเริ่มต้นของประสานมาจากปัญหาที่พบในสวนของตัวเอง เมื่อการปลูกไผ่บนพื้นที่ขนาดใหญ่ทำให้มีเศษกิ่ง ใบ รวมถึงวัสดุเหลือใช้เกิดขึ้นจำนวนมาก เขาจึงเริ่มมองหาวิธีจัดการวัสดุเหล่านี้ให้เกิดประโยชน์ ก่อนศึกษาเรื่อ
ก่อนที่ทุกคนจะเริ่มอ่านเนื้อหา อยากให้ลองลุกไปเดินสำรวจรอบบ้านกันก่อนสักรอบ ลองมองดูสิว่า มีกิ่งก้านใบไม้หรือพืชสมุนไพรตัวไหนขึ้นอยู่รอบรั้วบ้านเราบ้าง เชื่อไหมว่าสิ่งที่เราเห็นจนชินตาพวกนี้ จริงๆ แล้วเปลี่ยนเป็นเงินสดสร้างรายได้เข้ากระเป๋าได้สบายมาก หลายคนอาจสงสัยใช่ไหมว่า แล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าพืชสมุนไพรตัวไหนบ้างที่ตลาดรับซื้อและขายได้จริง คำตอบคือมีเยอะมากจนเราคาดไม่ถึงเลยทีเดียว แต่ติดอยู่เรื่องเดียวที่ทำให้หลายคนปวดหัว ก็คือเรื่อง ‘เทคนิคการตาก’ เพราะตากทีไรใบไม้สีหมอง ขึ้นราง่าย พอเอาไปส่งขายก็ถูกกดราคาหรือไม่ก็โดนตีกลับมาทุกที เรื่องนี้แหละที่เป็นโจทย์ใหญ่ซึ่งคนทำเกษตรเจอกันเยอะ ทาง เทคโนโลยีชาวบ้าน เลยจับมือกับ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จัดงานสัมมนา เทคโนโลยีชาวบ้าน NEXT MOVE ‘เกษตรไม่เหมือนเดิม’ ขึ้นมา เพื่อขนเอาความรู้และวิธีแก้ปัญหามาบอกกันแบบยกชุด ทั้งเวทีเสวนา บูธสินค้าเกษตร และกิจกรรมเวิร์กชอปอัปสกิลอาชีพ โดยเฉพาะเวิร์กชอปเด็ดที่มีผู้ให้ความสนใจกันจำนวนมากจนโต๊ะเต็มในเวลาอันรวดเร็ว จนต้องเปิดให้ร่วมกิจกรรมถึง 2 รอบ นั่นคือหัวข้อ เปลี่ยน ‘ใบไ
สำหรับใครที่กำลังมองหาไอเดียการทำแปลงปลูกผักแบบง่ายๆ แต่มีความแข็งแรง ทนทานสูง แล้วใช้ต้นทุนในการทำไม่สูงมาก ครั้งนี้เทคโนโลยีชาวบ้านมีไอเดียการทำ “แปลงปลูกผักด้วยอิฐบล็อก” แบบไม่ต้องก่อปูน สามารถทำเองได้คนเดียวแบบสบายๆ โดยไอเดียการทำแปลงปลูกผักนี้ ได้มาจากเจ้าของช่อง TikTok : chumpol_diary วัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้ 1. อิฐบล็อก 2. ท่อ PVC ขนาด 4 หุน 3. ค้อน วิธีทำ 1. เริ่มจากการจัดเตรียมพื้นที่สำหรับที่จะทำแปลงปลูกให้เรียบสม่ำเสมอกัน โดยขนาดความยาวและกว้างของแปลง สามารถทำได้ตามความสะดวกของแต่ละพื้นที่ 2. จากนั้นนำอิฐบล็อกมาวางเรียงกันให้เป็นแถวเสมอกัน 3. ใช้ท่อ PVC ขนาด 4 หุน ตัดเป็นท่อนให้ได้ขนาดความสูงเท่ากับอิฐบล็อก 1 ก้อน 4. นำท่อ PVC ที่ตัดได้ความยาวที่เหมาะสมแล้ว ใช้ค้อนตอกเข้ารูของอิฐบล็อกเพื่อยึดอิฐบล็อกแต่ละก้อนแทนการก่อปูน วิธีนี้จะทำให้อิฐบล็อกเกาะติดกันแน่น ลดปัญหาแปลงปลูกเอง เป็นวิธีที่ทำง่าย แต่แข็งแรง ใช้ต้นทุนต่ำ สามารถนำท่อ PVC เหลือทิ้งมาใช้ได้ แถมเวลาจะรื้อถอนก็ทำได้ง่าย อิฐบล็อกไม่เสียหาย สามารถนำไปทำอย่างอื่นได้ต่อ เผยแพร่ออนไลน์ล่าสุด เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2568
ปัญหาปุ๋ยเคมีแพง ทำให้เกษตรกรจำนวนมากหันใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากมูลสัตว์ ปรับปรุงบำรุงดินกันมากขึ้น แต่ทุกวันนี้ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่นิยมนำมูลสัตว์ไปใช้เป็นวัตถุดิบทำพลังงานก๊าซชีวภาพกันมากขึ้น ทำให้มูลสัตว์เข้าสู่ตลาดน้อยลง ไม่เพียงพอต่อการนำมาเป็นปุ๋ยเพาะปลูกพืช ดังนั้น กรมพัฒนาที่ดินจึงส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกปุ๋ยพืชสด ทดแทนการใช้ปุ๋ยมูลสัตว์ ทั้งนี้ ปุ๋ยพืชสดมีให้เลือกปลูกหลายชนิด ขึ้นอยู่กับสภาพดินแต่ละแห่ง หากเป็นดินดอนแนะนำให้ปลูกถั่วพร้า ถั่วมะแฮะ ถั่วพุ่ม ส่วนพื้นที่ลุ่มเป็นดินเค็ม ให้ปลูกโสนอัฟริกัน สำหรับพื้นที่ดินทรายควรปลูกปอเทือง เหมาะกับพื้นที่นาในภาคอีสาน ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่มีสภาพเป็นดินปนทราย ปอเทืองเป็นพืชตระกูลถั่วชนิดหนึ่งที่ขึ้นได้ดีทั้งพื้นที่ดอนและที่ลุ่มไม่มีน้ำขัง เป็นพืชที่ทนความแห้งแล้งได้ในดินเลว สามารถสร้างธาตุอาหารได้เอง โดยเฉพาะไนโตรเจน จึงปลูกเป็นพืชที่ใช้เป็นปุ๋ยพืชสดได้ดีกว่าพืชอื่น อีกทั้งปอเทืองปลูกได้ถึง 2 ครั้ง คือ เริ่มปลูกตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมจนถึงปลายเดือนสิงหาคม และปลูกหลังการทำนาประมาณเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน การนำปอเทืองมาปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดและไ
ต้นอ่อนทานตะวัน (Sunflower Sprout) มีโปรตีนสูงกว่าถั่วเหลือง มีวิตามินเอ และวิตามินอีสูง บำรุงสายตา ผิวพรรณและชะลอความชรา มีวิตามิน บี 1 บี 6 โอเมก้า 3 โอเมก้า 6 โอเมก้า 9 ซึ่งช่วยบำรุงเซลล์สมอง ป้องกันโรคสมองเสื่อม (อัลไซเมอร์) และธาตุเหล็กสูง นอกจากนี้ ในเมล็ดทานตะวัน 100 กรัม จะให้พลังงานแก่ร่างกาย 500 กิโลแคลอรี โปรตีน 23 กรัม ไขมัน 50 กรัม แคลเซียม 14.3 กรัม คาร์โบไฮเดรต 19 กรัม สังกะสี 5 มิลลิกรัม โพแทสเซียม 690 มิลลิกรัม ไขมันที่อยู่ในเมล็ดทานตะวันจะเป็นไขมันที่ไม่อิ่มตัว ประกอบด้วยวิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี วิตามินอี และไนอะซิน ต้นอ่อนทานตะวันหรือเมล็ดทานตะวันงอกใช้เป็นอาหารสุขภาพ มีกลิ่นหอมคล้ายใบบัวบก รสหวานกรอบ รับประทานได้ทั้งสด เช่น จิ้มน้ำพริก เป็นผักสลัด หรือปรุงเป็นอาหาร เช่น ผัดน้ำมันหอย แกงจืด แกงส้ม ใส่ในก๋วยเตี๋ยวแทนถั่วงอก หรือนำมาปั่นเป็นน้ำผักดื่ม ก็จะได้น้ำผักสีเขียวเข้ม กลิ่นหอม แต่ควรดื่มก่อนอาหารครึ่งชั่วโมง ตอนท้องยังว่างอยู่ จะมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก เพราะมีวิตามินและเอนไซม์สูง ต้นอ่อนทานตะวัน เพาะได้ไม่ยาก การเพาะต้นอ่อนทานตะวันทำได้ไม่ยาก
มะรุม จัดเป็นพืชผักพื้นบ้านของไทย มีประโยชน์อเนกประสงค์ ทั้งทางด้านอาหาร ยา และอุตสาหกรรม เป็นไม้ยืนต้นที่โตเร็ว ทนแล้ง ปลูกง่ายในเขตร้อน อาจจะเติบโตมีความสูงถึง 4 เมตร และออกดอกภายในปีแรกที่ปลูก โดยทั่วไปต้นมะรุมสามารถปลูกได้ในสภาพไร่ คนเมืองที่มีพื้นที่จำกัด สามารถปลูกต้นมะรุมใส่กระถางข้างบ้านหรือปลูกในวงซีเมนต์ โดยมีเทคนิคการปลูกและบำรุงรักษาที่เหมาะสมเพื่อให้ติดฝักและใบสำหรับประกอบอาหารและเป็นยาตามที่ต้องการ สภาพปลูกในกระถางข้างบ้าน ดินปลูกเป็นปัจจัยสำคัญมาก ต้องมีอินทรียวัตถุมาก แต่ควรให้อุ้มน้ำได้ดี ไม่แน่นและไม่หลวมจนเกินไป ส่วนภาชนะที่จะปลูกต้องใหญ่พอ ขนาดกระถางตั้งแต่ 20 นิ้วขึ้นไป หรือหากเป็นวงซีเมนต์ควรมีขนาดตั้งแต่ 80 เซนติเมตร การบำรุงเริ่มต้นที่ควรเติมปุ๋ยมูลสัตว์ โดยเฉพาะมูลวัว ตั้งแต่เริ่มปลูก ผสมกับปุ๋ยสูตรเสมอเล็กน้อยในทุกๆ 1 เดือน ควรเติมปุ๋ยมูลสัตว์อย่างต่อเนื่อง ให้ปุ๋ยสูตรเสมออย่างบางๆ ประมาณ 2 สัปดาห์ครั้ง น้ำเป็นอีกปัจจัยหนึ่งขาดไม่ได้ ไม่ว่าจะรดน้ำโดยวิธีใด เพื่อให้ดินชุ่มอยู่เสมอ เมื่อเริ่มออกดอก ควรปรับปุ๋ยเป็น 13-13-21+สูตรเสมอ ปุ๋ยสูตรควรให้น้อยแต่บ่อยครั้
นายสุนทร มีจำนงค์ เกษตรกรวัย 70 ปี จังหวัดอุบลราชธานี มีแนวคิดริเริ่ม “ฝากเงินไว้กับต้นไม้” ภายใต้แนวคิดว่า “ต้นไม้” คือ “สินทรัพย์” ประเภทหนึ่ง การปลูกต้นไม้ ช่วยสร้างรายได้และเงินออมระยะยาว ทั้งเป็นบำเหน็จบำนาญยามสูงวัย และเป็นมรดกแก่ลูกหลานได้ ลงทุนทำสวนป่าไม้โตเร็ว ภายใต้แนวคิด “ขายแล้วซื้อใหม่” นายสุนทรใช้เงิน 640,000 บาท ลงทุนปลูกยูคาลิปตัสบนเนื้อที่ 300 ไร่ ในพื้นที่อำเภอสิรินธร จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อต้นไม้โตจึงขายที่ดินพร้อมต้นยูคาลิปตัส ในราคา 9 ล้านบาท จากนั้นย้ายถิ่นฐานไปซื้อที่ดินแห่งใหม่ในพื้นที่อำเภอเดชอุดม เพื่อปลูกสวนป่าแบบวนเกษตร ตามหลักเกษตรทฤษฎีใหม่ โดยปลูกผสมผสานทั้งไม้ป่า พืชเกษตรและทำปศุสัตว์ นายสุนทรแบ่งพื้นที่ปลูกไม้โตเร็วคือ ไม้ยูคาลิปตัส พร้อมปลูกไม้โตช้า เช่น สัก ประดู่ พะยูง ยางนา ฯลฯ เพื่อเป็นการออมเงินกับต้นไม้ เมื่อไม้เติบโตได้ขนาดที่เหมาะสมสามารถขายสร้างรายได้แล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงจากการปลูกพืชเกษตรที่ราคาไม่แน่นอนอีกด้วย หลักการดูแลจัดการสวนป่า นายสุนทรแบ่งพื้นที่ สร้างสวนป่าเพื่อการอนุรักษ์ และสวนป่าเพื่อเศรษฐกิจ โดยลงทุนปลูกยูคาลิปตัส
การทำการเกษตรด้วยวิธีดั้งเดิมในการผลิตสินค้าเกษตรตั้งแต่กระบวนการขุดดิน เตรียมพื้นที่เพาะปลูกไปจนถึงการจัดการมูลสัตว์ล้วนเป็นกระบวนการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG ) สู่ชั้นบรรยากาศโลกมากเป็นอันดับ 2 รองจากภาคพลังงาน ที่ผ่านมา ภาคการเกษตรมีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ ได้แก่ ก๊าซมีเทน ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (ก๊าซหัวเราะ) ฯลฯ ก่อให้เกิดปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภาวะโลกร้อน สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) – ARDA มุ่งให้ภาคเกษตรไทย ฝ่าวิกฤตได้ เข้มแข็งขึ้น และก้าวทันความเปลี่ยนแปลงของโลกในทุกมิติ จึงร่วมมือกับสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อพัฒนางานวิจัยและเทคโนโลยี ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคการเกษตร มุ่งสู่ ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 โดยมีเป้าหมายช่วยให้เกษตรกรไทย มีแนวทางลดก๊าซเรือนกระจกในฟาร์ม เข้าถึงตลาดสีเขียวทั้งในและต่างประเทศ พัฒนาโมเดลธุรกิจคาร์บอนต่ำ เพิ่มรายได้อย่างยั่งยืน นี่คือก้าวย่างสำคัญในการยกระดับภาคการเกษตรไทย ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แข่งข
คุณอังคณา ปาคำ หรือ คุณจ๊ะเอ๋ ธุรการสาว เจ้าของบ้านไร่อำไพร ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 186 หมู่ที่ 3 ตำบลแม่พลู อำเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ ที่ถึงแม้จะมีงานประจำทำอยู่แล้ว ก็ยังสามารถแบ่งเวลามาทำงานเกษตรที่ตนเองรักได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง คุณจ๊ะเอ๋ บอกว่า การปลูกผักของตนเองเริ่มจากการมีเป้าหมายอยากจะปลูกผักไว้กินเอง จึงเริ่มต้นจากการปลูกผักสลัดก่อน แต่ด้วยสภาพดินและต้นทุนการปลูกผักสลัดค่อนข้างสูง ทำให้ต้องกลับมาพิจารณาใหม่ว่าควรจะเอาเงินไปทุ่มกับตรงนี้หรือไม่ และก็คิดได้ว่าการทำเกษตรเราต้องเริ่มต้นจากศูนย์ จึงเปลี่ยนความคิดเริ่มมองจากสิ่งใกล้ตัวก่อนคือมีผักอะไรบ้างที่เราและที่บ้านชอบกิน แล้วขยายต่อไปยังชุมชนว่าคนในชุมชนชอบกินผักอะไร หรือปลูกอะไรที่ชาวบ้านเข้าถึงง่าย จับจ่ายใช้สอยสะดวก โดยนำเอาหลักความคิดเหล่านี้มาเป็นแนวทางการทำเกษตร ปลูกพืชผักสวนครัวผสมผสาน เช่น แตงกวา กระเจี๊ยบ ถั่วฝักยาว คะน้า ผักบุ้ง มะเขือเปราะ และอื่นๆ อีกมากมายตามฤดูกาล มีการจัดสรรพื้นที่ปลูกทั้งหมด 18 แปลง เลือกปลูกพืชผักตามฤดู และเลือกพืชที่ไม่ค่อยมีแมลงมารบกวน เพื่อการจัดการง่าย ประหยัดต้นทุน ส่วนเรื่องระบบน้ำไม่เป็นปัญห
