เทคนิคเกษตร
“มะละกอ” เป็นไม้ผลที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่งของไทยในปัจจุบัน นิยมบริโภคกันเป็นจำนวนมากทั้งในรูปของผลไม้ดิบเพื่อปรุงเป็นอาหารคาวหวาน และบริโภคในรูปของผลไม้สุก โดยมะละกอจะเริ่มให้ผลเมื่ออายุได้ประมาณ 8 เดือนขึ้นไป จากนั้นจะทยอยออกผลมาตลอดทั้งปี และจะมีผลผลิตสูงในระยะปีที่ 2 – 3 พอเข้าปีที่ 4 ต้นจะเริ่มทรุดโทรม ให้ผลผลิตลดลง ผลมีขนาดเล็กลง ดังนั้น การปลูกมะละกอเป็นการค้า มักจะเก็บผลเพียงปีที่ 2 – 3 เท่านั้น หลังจากนั้นจะตัดทิ้งและปลูกใหม่ ปกติแล้วมะละกอจะให้ผลผลิตไปได้เรื่อยๆ แม้จะมีอายุมากขึ้น แต่ผลมะละกอที่ได้ในระยะหลังจะเล็กลงเรื่อยๆ ขายไม่ได้ราคา แต่หากใครไม่ได้ปลูกเพื่อการค้า ไม่ได้จริงจังกับเรื่องผลผลิตมากนัก ลอง “ทำสาว” ให้มะละกอดูก่อน สำหรับการทำสาวมะละกอที่ว่านี้ แนะนำให้ทำหลังจากที่เราได้เก็บผลผลิต มะละกอ รุ่นแรกไปแล้ว คือการตัดต้นมะละกอให้เหลือไว้สัก 2-3 ใบก็พอ แล้วบำรุงต้นเพื่อเลี้ยงยอดใหม่ ประมาณสองเดือน หลังจากนี้ ยอดมะละกอที่แตกใหม่ก็จะเริ่มออกดอกและติดผลตรงตามสายพันธุ์เดิมที่เราปลูก และจะสามารถเก็บผลผลิตได้ในราวๆ เดือนที่ 4 หลังจ
ชื่อสามัญ : Tomato, Love apple, หมากเขือ ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lycopersicon esculentum วงศ์ : Solanaceae เมื่อดูจากวงศ์แล้วจะเห็นว่า มะเขือเทศนั้น เป็นพี่น้องคลานตามกันมากับ ยาสูบ แต่มะเขือเทศนิสัยดีกว่าเยอะ อุดมด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์กับร่างกาย เป็นแหล่งรวมแร่ธาตุและวิตามิน ไม่ทำร้ายสุขภาพร่างกายเหมือนเจ้ายาสูบ มะเขือเทศมีแหล่งกำเนิดจากเปรู กับเอกวาดอร์ จัดเป็นไม้ประเภทล้มลุกฤดูกาลเดียว หรือฝรั่งเรียกว่าพวก annual plants เนื่องจากมีวงจรอายุสั้นๆ ไม่ยืนยาว ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นพืชใบเลี้ยงคู่ ชนิดล้มลุกกึ่งเลื้อยกึ่งต้น ลำต้นอ่อนอวบน้ำ มีขนอ่อนๆ คลุม ใบเดี่ยวเรียงสลับขอบใบเป็นจักๆ เว้าลึก ดอกมีขนาดเล็กๆ สีเหลืองสด ออกตามซอกใบ ผลทรงกลม หรือรีๆ เมื่ออ่อนจะมีสีเขียว พอแก่ก็จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้ม แดง ผลอวบน้ำภายในมีเมล็ดเล็กๆ มากมาย สรรพคุณทางอาหารและยา : ในมะเขือเทศ 1 ลูก จะประกอบไปด้วย สารอาหารที่เป็นประโยชน์มากมาย มีเบต้าแคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี มีกรดมาลิกทำให้มีรสเปรี้ยว มีกลูตามิกแอซิด (Glutamic acid) ซึ่งเป็นตัวเดียวกับที่มีในผงชูรส จึงเป็นแนวคิดที่อาจทำให้นำมาปรุง
ผืนดินผืนเดียวกัน อาจสร้างชีวิตที่แตกต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับว่าเรามองเห็นโอกาสจากผืนดินนั้นมากแค่ไหน สำหรับเกษตรกรจำนวนไม่น้อย รายได้ยังคงผูกอยู่กับฤดูกาล การทำนาหรือทำไร่จึงเป็นทั้งอาชีพหลักและความหวังเดียวของครอบครัว แต่เมื่อฝนไม่มาตามเวลา หรือมาในวันที่ไม่ควรมา รายได้ที่รออยู่ปลายฤดูกาลก็อาจหายไปพร้อมกับผลผลิตที่ตั้งตารอ ความท้าทายจึงไม่ได้อยู่ที่การทำเกษตรให้ได้ผลผลิตเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำอย่างไรให้ผืนดินสามารถสร้างรายได้ที่แน่นอน และดูแลครอบครัวได้อย่างต่อเนื่อง นิคมสหกรณ์พนา จังหวัดอำนาจเจริญ จึงไม่ได้มองการพัฒนาสมาชิกเพียงในมิติของการเพิ่มผลผลิต แต่พยายามมองไปถึง “อาชีพ” และ “รายได้” ที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวัน พื้นที่แห่งนี้มีประมาณ 45,000 ไร่ และจัดสรรให้สมาชิกนิคมทำกินประมาณ 30,000 ไร่ โดยแต่ละครอบครัวได้รับการจัดสรรพื้นที่ไม่เกิน 50 ไร่ สมาชิกส่วนใหญ่ยังคงประกอบอาชีพทำนาและทำไร่เป็นหลัก ขณะที่โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรจะให้พื้นที่แห่งนี้ต้องสร้างรายได้มากกว่าหนึ่งทาง นิคมสหกรณ์พนา เติมอาชีพเสริม หนุนปลูกผักปลอดภัย สร้างรายได้ตลอดปี คุณวาสนา คำบุตร ผู้อำนวยการนิคมสหกรณ
หน่อไม้ฝรั่ง เป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญและปลูกได้ดีในประเทศไทย ซึ่งผลผลิตส่วนใหญ่ส่งออกไปยังตลาดต่างประเทศ และปริมาณความต้องการเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเกษตรกรในหลายพื้นที่ปลูกเป็นอาชีพที่ทำเงิน พร้อมทั้งปลูกแบบอินทรีย์ นอกจากเป็นการผลิตที่มีความปลอดภัยแก่เกษตรกรเองแล้ว การปลูกในระบบอินทรีย์ยังช่วยให้ผลผลิตจำหน่ายได้ในราคาที่สูงตามไปด้วย คุณสันติภาพ จุลิวัลลี หรือ คุณอิ๊ เป็นเกษตรกรที่ปลูกหน่อไม้ฝรั่งในระบบอินทรีย์ที่มีคุณภาพ ในช่วงแรกยังไม่ได้เน้นในเรื่องของการทำแบบอินทรีย์มากนัก ต่อมาเมื่อรับรู้ถึงความต้องการของตลาดจึงค่อยๆ ปรับเปลี่ยนการปลูกหน่อไม้ฝรั่งให้เป็นระบบอินทรีย์อย่างเต็มตัว นอกจากได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพส่งจำหน่ายให้กับตลาดแล้ว ยังส่งต่อองค์ความรู้ให้กับเพื่อนเกษตรกรท่านอื่นๆ จนเกิดการรวมกลุ่มที่เข้มแข็งรวมกันผลิตหน่อไม้ฝรั่งที่มีคุณภาพส่งสินค้าอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี จากหนุ่มออฟฟิศ ผันตัวเป็นเกษตรกร ต่อยอดธุรกิจเกษตร ด้วยวิทยาการสมัยใหม่ คุณอิ๊ เล่าให้ฟังว่า ในช่วงแรกทำงานเป็นพนักงานออฟฟิศ ซึ่งในระหว่างนั้นเกิดความคิดอยู่เสมอว่าอยากทำการเกษตรก่อนที่จะมีอายุ 30 ปี ต่อมา
มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจที่มีความสำคัญอันดับต้นของประเทศไทย โดยจังหวัดนครราชสีมา เป็นแหล่งผลิตที่ใหญ่ที่สุด ในปี 2567/2568 มีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 923,964 ไร่ แต่ทุกวันนี้ พื้นที่ปลูกมันสำปะหลังลดลงคิดเป็นร้อยละ 4.27 (ข้อมูลจากระบบทะเบียนเกษตรกร) จากการระบาดรุนแรงของโรคใบด่างมันสำปะหลัง ในปี 2567/2568 มีพื้นที่ระบาดจำนวน 437,906.93 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 47.39 ของพื้นที่ปลูกทั้งหมด ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้และความมั่นคงในอาชีพของเกษตรกร ปัญหาอุปสรรค สำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา ได้สำรวจ Pain Point ของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่อำเภอโนนแดง พบว่ามีต้นทุนการผลิตสูงถึง 8,000-12,000 บาทต่อไร่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นต้นทุนค่าปุ๋ยเคมี ค่าท่อนพันธุ์ และการเตรียมดิน ในขณะที่ผลผลิตต่อไร่ให้ผลตอบแทนไม่คุ้มค่ากับการลงทุนและปัญหาที่ท้าทายต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ได้แก่ ปัญหาดินที่เสื่อมโทรม การแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศ ยกระดับประสิทธิภาพการจัดการแปลง เพื่อให้เกิดความมั่นคงในห่วงโซ่การผลิตมันสำปะหลัง สำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา จึงได้ร่วมมือกับกลุ่มแปลงใหญ่มันสำปะหลังตำบลโนนตาเถร อำเภอโ
หลายท่านคงเคยตั้งคำถาม และอยากรู้จัก ว่าพืชผักชนิดนี้มีดีอย่างไร? หลายคนยังไม่รู้จัก ก็อยากจะบอกว่า คนไทยเราเขารู้จักกันมานาน ถึงแม้ว่าจะมีคนบอกกล่าวว่าไม่ใช่พืชพื้นถิ่นของไทยก็ตามที แต่คนไทยเราเขาชอบมากๆ เป็นคนไทยนิยมกินอะไรที่เผ็ดร้อนอยู่แล้ว ผักชนิดนี้นิยมนำมาปรุงแต่งกลิ่นรสอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่ต้องการดับกลิ่นคาว กลิ่นสาบของเนื้อสัตว์บางชนิด ที่ลำพังข่า ตะไคร้ เอาไม่อยู่ “กะเพราควาย” ชื่อดูดุดัน เรียกกันแถบภาคกลางเป็นส่วนใหญ่ ในถิ่นภาคเหนือ เรียก “จันทน์จ้อ” และชื่ออย่างเป็นทางการคือ “ยี่หร่า” กะเพราควาย มีชื่อสามัญว่า Shrubby Basil ชื่อวิทยาศาสตร์ Ocimmum gratissimum อยู่ในวงศ์กะเพรา LAMIACEAE เป็นพืชล้มลุก ประเภทพุ่ม อายุยืนกว่าปี ชอบขึ้นที่ดินสมบูรณ์ มีอินทรียวัตถุมาก น้ำดีพอสมควร แต่ก็ขึ้นได้ดีกับดินทุกชนิดเหมือนกัน ต้องการแสงแดดมากพอสมควร เนื่องจากเป็นพืชที่มีใบดก ใบใหญ่ แต่กิ่งก้านเล็ก กรอบ หักง่าย จึงไม่ทนทานต่อสภาพลมแรง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด งอกงาม เจริญเติบโตเร็ว สามารถใช้ใบประกอบอาหาร และทุกส่วนใช้ประโยชน์เป็นยา ได้ตั้งแต่ต้นเล็กๆ อายุเดือนเศษๆ กลิ่นที่ไม่มีใครเหมือน ใช้เป็
การทำเกษตรให้ได้ผลผลิตที่ดีมีคุณภาพนั้น การใส่ใจในเรื่องของดินถือว่ามีความสำคัญมาก เพราะดินเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้รากพืชสามารถดูดสารอาหารได้ดี ซึ่งหลายคนอาจจะไม่รู้ว่าแบคทีเรียในดินเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม และมีประโยชน์มากต่อระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อมในบริเวณนั้นๆ โดยแบคทีเรียจะทำหน้าที่สำคัญในการรักษาสมดุลของธรรมชาติในดิน และส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช ประโยชน์หลักๆ มีดังนี้ 1. เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน แบคทีเรียมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน โดยสามารถทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การย่อยสลายสารอินทรีย์ เพราะแบคทีเรียสามารถช่วยย่อยสลายเศษซากพืช ซากสัตว์ และอินทรียวัตถุอื่นๆ ให้กลายเป็นธาตุอาหารที่พืชสามารถดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม นอกจากนี้ แบคทีเรียยังช่วยตรึงไนโตรเจน ซึ่งในแบคทีเรียบางชนิด อย่างเช่น Rhizobium สามารถตรึงก๊าซไนโตรเจนจากอากาศ และเปลี่ยนเป็นสารประกอบไนโตรเจนที่พืชนำไปใช้ได้ ช่วยเพิ่มปริมาณไนโตรเจนในดิน โดยปัจจุบันมีการนำปุ๋ยชีวภาพไรโซเบียมมาใช้มากขึ้น ซึ่งประกอบไปด้วยแบคทีเรียตระกูลไรโซเบียม (Rhizobiaceae) ที่สามาร
ปัจจุบัน “วิสาหกิจชุมชนบ้านสีเขียว ณ บางด้วน” อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ เป็นหนึ่งในศูนย์เรียนรู้ต้นแบบการทำเกษตรชุมชนเมืองอัจฉริยะ พร้อมแปรรูปเพิ่มรายได้ในรูปแบบสินค้าเกษตรมูลค่าสูง ส่งขายตลาดจริงใจ ตลาดภายในชุมชน ตลาดพรีออร์เดอร์ กลุ่มไลน์ภายในชุมชน และเพจกลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านสีเขียว ณ บางด้วน สร้างรายได้สุทธิ ในปีแรก 63,000 บาท และเพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุกปี จุดเริ่มต้น จุดเริ่มต้นชุมชนสีเขียวแห่งนี้ เกิดจาก พี่แจ๊ส – คุณสมคิด น่วมศิริ สนใจปลูกผักไฮโดรโปนิกส์จำหน่ายในชุมชน ต่อมาเป็นแกนนำรวมกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ตำบลบางด้วน เข้าร่วมศึกษาวิจัยในโครงการสมุทรปราการโมเดล กับสำนักงานเกษตรจังหวัดสมุทรปราการ ทำให้เกษตรกรได้รับการเสริมสร้างและพัฒนาในด้านการเกษตร จนต่อยอดการพัฒนาเป็น “กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านสีเขียว ณ บางด้วน” ต่อมามีการขยายแปลงเพาะปลูก โดยพัฒนาพื้นที่ว่างใต้ทางด่วนเป็นพื้นที่ทำเกษตรแปลงรวมของกลุ่ม และพัฒนากระบวนการผลิตจนได้รับมาตรฐาน GAP ต้นแบบเกษตรเขตเมืองอัจฉริยะ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านสีเขียว ณ บางด้วน ในพื้นที่อำเภอเมืองสมุทรปราการ มีสมาชิกผู้ปลูกผักเคล
ต้องยอมรับว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ พลังของสื่อโซเชียล ได้แผ่ขยายอิทธิพลเข้าไปในทุกแวดวงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้แต่วงการเกษตรที่หลายคนเคยมองว่าเป็นเรื่องของดินและน้ำเท่านั้น แต่ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวาและโอกาสใหม่ๆ ที่น่าตื่นเต้น สื่อเหล่านี้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการพลิกโฉมเกษตรกรรม อย่างเห็นได้ชัด ตัวอย่างที่โดดเด่นที่สุดคือการสร้างตลาดและแบรนด์ ที่แข็งแกร่งให้กับสวนและเกษตรกรแต่ละราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างช่องทางรายได้ใหม่ ที่ไม่ได้มาจากแค่การขายผลผลิตที่ปลูกได้เท่านั้น แต่เป็นการสร้างรายได้จากการทำคอนเทนต์ที่เกิดขึ้นภายในสวน ซึ่งการสร้างรายได้จากโทรศัพท์มือถือเครื่องเล็กๆ โดยมีฉากหลังเป็นสวนของเราเอง อาจไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่นักในยุคนี้ แต่ก็ยังเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นเสมอ เพราะมันแสดงให้เห็นว่า ข้อจำกัดเรื่องพื้นที่ ไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป ไม่ว่าเราจะมีสวนเล็กๆ ข้างบ้าน หรือทำฟาร์มขนาดใหญ่ ทุกคนก็สามารถใช้เสน่ห์ของการเล่าเรื่องและภาพที่สวยงาม เพื่อสร้างรายได้ที่มั่นคง หลักหมื่นจนถึงหลักแสนต่อเดือนได้ วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านขอนำเสนออีกหนึ่งตัวอย่างของสวนเกษตรต้นแบบ ที่สร้างแรงบ
พูดถึงผักที่ได้รับความนิยมบริโภคมากในระดับโลก! “มะเขือเทศ” นั้นติดอันดับต้นๆ แน่นอน โดยในแต่ละปีนั้นมีการบริโภคมากกว่า 170 ล้านตัน (ข้อมูล : FAO) เพราะเป็นพืชที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งการบริโภคผลสด และการแปรรูปในโรงงานอุตสาหกรรม เช่น ซอสมะเขือเทศ มะเขือเทศปอกผิว น้ำมะเขือเทศ เป็นต้น มะเขือเทศเป็นพืชที่สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี แต่จะชอบอากาศแห้งและเย็นเป็นพิเศษ จึงนิยมปลูกมากในภาคอีสานและภาคเหนือ ซึ่งแหล่งปลูกอันดับต้นๆ ของประเทศคือ “จ.เชียงใหม่” โดยเฉพาะในเขตพื้นที่สูง อย่าง อ.ฮอด วันนี้เราจะพาไปพบกับ คุณสมศักดิ์ ปู่ปัน หรือคุณแอร์ บ้านวังกอง ต.บ่อหลวง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ เป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ไฟแรง ที่ยึดการปลูก “มะเขือเทศท้อ” ตามรอยครอบครัวมานานกว่า 12 ปี แต่ว่าได้มีการพัฒนาทั้งในแง่การตลาดและการผลิต จนปัจจุบันสามารถผลิตมะเขือเทศได้มากรุ่นพ่อแม่เกือบ 1 เท่า และที่สำคัญคือ ได้รับการรับรองเกษตรปลอดภัยมาตรฐาน GAP ด้วย นอกจากนี้ คุณแอร์ ยังได้รวมกลุ่มกับเกษตรกรในชุมชน ร่วมกันผลักดันโครงการเกษตรแปลงใหญ่ (กลุ่มพืชผัก) ขึ้นเป็นแห่งแรกใน จ.เชียงใหม่ ช่วยเพิ่มช่องทางการตลาด สามาร
