Exclusive
ในวันที่ผู้บริโภคทั่วโลกเริ่มมองหาอาหารที่มีทั้งคุณค่าทางโภชนาการ เรื่องราว และตัวตนของแหล่งผลิต “ข้าวก่ำ” ข้าวเหนียวดำพื้นเมืองของไทย กำลังกลับมามีบทบาทอีกครั้งในฐานะมากกว่าอาหารจานหนึ่ง หากแต่เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่บอกเล่าภูมิปัญญาของผู้คนจากรุ่นสู่รุ่น ทุกเมล็ดที่มีสีแดงก่ำหรือม่วงดำซ่อนคุณค่าของสารแอนโทไซยานิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระตามธรรมชาติ แต่เหนือกว่าคุณค่าด้านสุขภาพ คือเรื่องราวของผู้คนที่เลือกอนุรักษ์สิ่งซึ่งเกือบเลือนหาย ให้กลับมาเป็นความภาคภูมิใจของบ้านเกิดอีกครั้ง หนึ่งในคนที่ลุกขึ้นมาทำภารกิจนี้ คือ คุณต้วนยี่-ธีระนันท์ ใจคำ ประธานวิสาหกิจชุมชนไบโอแบล็ค จังหวัดพะเยา หลังตัดสินใจกลับบ้านเกิดเพื่อทำอาชีพเกษตร โดยไม่ได้มองหาพืชเศรษฐกิจที่กำลังเป็นกระแส แต่กลับเลือกเดินตามรอยภูมิปัญญาท้องถิ่น ด้วยความเชื่อว่าพืชพื้นเมืองที่มีอัตลักษณ์ชัดเจน สามารถสร้างทั้งรายได้และความเข้มแข็งให้ชุมชนได้ หากได้รับการพัฒนาอย่างถูกทิศทาง “ข้าวก่ำ” มรดกภูมิปัญญา ที่ไม่ควรเลือนหาย ข้าวเหนียวดำ หรือที่ชาวล้านนาและชาวอีสานเรียกว่า “ข้าวก่ำ” เป็นชื่อที่เรียกตามสีของเมล็ดซึ่งมีล
DISTAR FRESH Farm หนึ่งในฟาร์มต้นแบบที่พัฒนารูปแบบธุรกิจ (Business Model) ให้สามารถจำหน่ายผักในราคาคงที่ตลอดทั้งปี โดยไม่ขึ้นหรือลงตามราคาตลาด ด้วยแนวคิดที่ว่า “เมื่อต้นทุนไม่เปลี่ยน ราคาขายก็ไม่ควรเปลี่ยนเช่นกัน” เทคโนโลยีชาวบ้านได้มีโอกาสพูดคุยกับ คุณเชน-สานสิน ศรีภิรมย์รักษ์ ผู้ก่อตั้ง DISTAR Fresh Farm โดยเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจให้ฟังว่า ‘เดิมทีเราเป็นเพียงผู้บริโภคคนหนึ่ง ที่เคยกังวลกับผักปลอดสารพิษในตลาด เพราะแม้จะมีฉลากรับรอง แต่หลายครั้งกลับพบสารตกค้างเกินมาตรฐาน และไม่มีสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงในแต่ละปี’ ผักทุกต้นที่ปลูกภายในฟาร์มล้วนอยู่ในระบบปิด ภายใต้ห้องปลอดเชื้อ ควบคุมอุณหภูมิ เปิดแอร์ และควบคุมแสงให้เหมาะสมตลอดเวลา เพื่อรักษาคุณภาพและมาตรฐานการผลิตให้สม่ำเสมอ ไม่ว่าผักจะปลูกในฤดูใดก็ให้ผลผลิตที่ได้มาตรฐานเดียวกัน ก่อนจะเริ่มต้นเส้นทางเกษตรอินดอร์… คุณเชนเคยมีประสบการณ์มาก่อนหรือไม่? หรือทั้งหมดเป็นการเริ่มเรียนรู้จากศูนย์? “ถือว่าเป็นการเริ่มต้นจากศูนย์เลยครับ” คุณเชนเล่ายิ้มๆ “แต่ก็โชคดีที่ไม่ได้เดินลำพัง” เพราะในทีมมีหุ้นส่วนผู้ร่ว
การพัฒนาประเทศไม่ได้เกิดขึ้นจากการสร้างสิ่งใหม่เพียงอย่างเดียว แต่อาจเริ่มจากการมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่แล้วในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นผืนดิน น้ำ ป่า ผลผลิต ภูมิปัญญา หรือแม้แต่คนรุ่นใหม่ที่กำลังมองหาโอกาสในการกลับบ้านเกิด เมื่อสิ่งเหล่านี้ถูกนำมาเชื่อมโยงกันอย่างเหมาะสม ก็สามารถกลายเป็นทั้งอาชีพ รายได้ และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ นี่คืออีกมุมหนึ่งของการทำงานของสำนักงาน กปร. ตลอด 45 ปีที่ผ่านมา คุณสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) ผู้ที่จะพาไปทำความเข้าใจว่า จากจุดเริ่มต้นของการเป็นหน่วยงานกลาง ในการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ วันนี้สำนักงาน กปร. กำลังมองไกลไปถึงการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนสามารถเดินหน้าต่อได้ด้วยตัวเองอย่างยั่งยืน พัฒนาชุมชนต้องเข้าใจพื้นที่ ต้องสมดุล “สร้างโอกาส-รักษาทรัพยากร” คุณสุพร กล่าวว่า สำนักงาน กปร. ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2524 เพื่อเข้ามาทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จากเดิมที่แต่ละหน่วยงานอาจเข้าไปดำเนินงานตามภารกิจของตัวเอง จึงมีความจ
หลายคนอาจคิดว่า การเริ่มต้นธุรกิจสักแห่งต้องอาศัยแผนงานที่รัดกุม เงินทุนจำนวนมาก หรือการมองเห็นโอกาสทางการตลาดที่แตกต่างจากคนอื่น แต่ในความเป็นจริงแล้ว ธุรกิจที่เติบโตอย่างงดงามหลายแห่ง กลับมีจุดเริ่มต้นที่เรียบง่ายกว่านั้นมากเพราะบางครั้ง เมล็ดพันธุ์แห่งความสำเร็จอาจงอกงามขึ้นจาก “ความสุขเล็กๆ” ที่เกิดจากการได้ทำในสิ่งที่รัก และค่อยๆ เติบโตตามกาลเวลา วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้าน จะมาแชร์เรื่องราวของ “ทำสวนกับมาดาม” ที่เป็นทั้งสวนผัก คาเฟ่ และพื้นที่สีเขียวกลางย่านพระราม 2 ที่ถือกำเนิดขึ้นจากความหลงใหลในต้นไม้ของเพื่อนสนิทสองคน คุณยุ้ย อภิรดี นกสุวรรณ และ คุณแหม่ม พัฐพศิญา ทิพย์สุมณฑา จากความชอบปลูกต้นไม้ในวันว่าง สู่การสร้างพื้นที่แห่งความสุขที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้สัมผัสธรรมชาติ เรียนรู้เรื่องการปลูกผัก และค้นพบคุณค่าของวิถีชีวิตที่เรียบง่ายท่ามกลางเมืองใหญ่ เมื่อความคลั่งไคล้ต้นไม้ เจอกับเพื่อนที่เข้าใจ จุดเริ่มต้นของ “ทำสวนกับมาดาม” เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ช่วงเวลาที่หลายคนต้องใช้ชีวิตอยู่ภายในบ้าน และเริ่มหันกลับมาให้ความสำคัญกับสุขภาพและคุณภาพอาหารที่รับประทาน
หากพูดถึงพืชที่ปลูกครั้งเดียวแต่เก็บเกี่ยวได้ยาวนาน “ไผ่” ต้องติดโผอันดับต้นๆ อย่างแน่นอน ไม่ใช่แค่ให้ร่มเงาสวยงามหรือใช้ลำทำเฟอร์นิเจอร์ แต่ “หน่อไม้” ยังเป็นของกินยอดนิยมที่ขายดีตลอดปี ยิ่งตลาดอาหารสุขภาพกำลังมาแรง หน่อไม้สดๆ ปลอดสารก็ยิ่งเป็นที่ต้องการมากขึ้น หลายคนอาจคิดว่าการปลูกไผ่ต้องใช้พื้นที่เยอะ แต่ความจริงแล้วสามารถปลูกได้ทั้งแบบสวนใหญ่และสวนข้างบ้าน ขอแค่มีการจัดการที่ดี เลือกพันธุ์ให้เหมาะสม แค่นี้ก็สามารถทำเงินหลักหมื่นต่อวันได้ไม่ยาก วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านจะพาไปดูแนวทางการปลูกไผ่แบบมืออาชีพ ตั้งแต่เลือกพันธุ์ การดูแล ไปจนถึงเทคนิคเพิ่มผลผลิต ให้ปลูกครั้งเดียวแต่ขายหน่อได้ไม่มีหมด คุณบารมี วรานนท์วนิช เจ้าของ “สวนไผ่บารมี” ผู้เปลี่ยนสวนส้มเดิมให้กลายเป็นอาณาจักรไผ่เลี้ยงอีสานเขียว เริ่มต้นจากเพียง 30 ไร่ ก่อนขยายพื้นที่เพาะปลูกจนแตะ 212 ไร่ ปัจจุบัน สวนไผ่แห่งนี้กลายเป็นแหล่งสร้างรายได้ต่อเนื่องทุกวัน เฉลี่ยวันละ 20,000 บาท ด้วยผลผลิตที่สามารถเก็บขายได้ตลอดทั้งปี โดยสร้างตลาดจากหน้าบ้านของเขาเอง โดยปกติ หน่อไม้ มักจะพบมากในช่วงฤดูฝน แต่
จากร้านขายส่ง–ขายปลีกเล็กๆ 1 คูหาในปากคลองตลาดเมื่อกว่า 70 ปีก่อน “ไพศาลเจริญ” ค่อยๆ เติบโตผ่านการส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น จากธุรกิจค้าผัก สู่โรงงานคัด ตัดแต่งผักสดที่ทำงานร่วมกับเกษตรกรตั้งแต่ต้นน้ำ และส่งวัตถุดิบให้กับโรงงานผลิตอาหารขนาดใหญ่ วันนี้ธุรกิจเดินทางมาถึงรุ่นที่ 3 โดยมี คุณมายด์-มาธวี ติลกเรืองชัย เข้ามารับช่วงต่อ พร้อมกับความท้าทายสำคัญของคนรุ่นใหม่ นั่นคือ การรักษารากฐานและสิ่งที่คนรุ่นก่อนสร้างเอาไว้ ขณะเดียวกันก็ต้องมองหาวิธีพาธุรกิจให้เติบโตและก้าวต่อไปให้ทันกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา น่าสนใจว่า จุดเริ่มต้นของคุณมายด์ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจที่จะกลับมาสานต่อธุรกิจครอบครัวตั้งแต่แรก เพราะเธอเรียนจบด้านสถาปัตยกรรม และไม่ได้มีพื้นฐานเกี่ยวกับธุรกิจผักหรือการบริหารโรงงานโดยตรง จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อคุณพ่อป่วย ขณะที่น้องๆ ยังคงอยู่ในวัยเรียน คุณมายด์จึงกลายเป็นคนที่สามารถกลับมาช่วยดูแลธุรกิจของครอบครัวได้ในเวลานั้น แรกเริ่มเธอตั้งใจเพียงเข้ามาช่วยประคับประคองธุรกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ แต่เมื่อได้ลงมือทำจริง จากภารกิจชั่วคราวกลับค่อยๆ กลายเป็นเส้นทางที่ยาวนาน และพาเธอเข้าม
“น้ำเค็ม” หรือภาวะความเค็มในแหล่งน้ำ ถือเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาคการเกษตร โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำและเขตชายฝั่ง ซึ่งความเค็มที่เพิ่มขึ้นสามารถทำให้พืชเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ เกิดอาการใบไหม้ รากเสียหาย และส่งผลต่อผลผลิตโดยรวม การทำความเข้าใจถึง “ต้นเหตุของน้ำเค็ม” จึงเป็นกุญแจสำคัญในการวางแผนจัดการและลดผลกระทบอย่างมีประสิทธิภาพ วันนี้ “เทคโนโลยีชาวบ้าน” จะพาทุกท่านไปรู้จักกับอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจของการพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส จากพื้นที่ที่เคยประสบปัญหาน้ำเค็มจนไม่สามารถทำการเกษตรได้ กลับถูกฟื้นฟูจนสามารถเพาะปลูกได้อีกครั้งในระยะเวลาอันรวดเร็ว โดยไม่ต้องรอนานถึง 2–3 ปี พื้นที่แห่งนั้นคือ “บางกะเจ้าฟาร์ม” ตัวอย่างของการจัดการฟาร์มที่ใช้ความรู้และการปรับตัวอย่างเหมาะสม จนสามารถเปลี่ยนข้อจำกัดให้กลายเป็นศักยภาพในการทำเกษตรได้อย่างยั่งยืน จุดเริ่มต้นก่อนจะมาเป็นเจ้าของ “บางกระเจ้าฟาร์ม” ย้อนไปเมื่อราว 10 ปีก่อน คุณทวีศักดิ์ อ่องเอี่ยม เคยใช้ชีวิตในฐานะพนักงานบริษัททั่วไป แต่เมื่อบทบาทของ “พ่อ” กลายเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิต เขาจึงตัดสินใจครั้งใหญ่ ลาออกจากงานประจำ เพื่อกลั
ทุกวันนี้ผู้คนพูดถึงการทำเกษตรที่สร้างมูลค่าเพิ่มกันมากขึ้น แต่คำว่า “มูลค่าเพิ่ม” ไม่ได้หมายถึงการทำให้สินค้าราคาแพงขึ้นเท่านั้น หากหมายถึงการมองเห็นคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในสิ่งธรรมดา แล้วค่อยๆ ใช้เวลา ความรู้ และความอดทน เปลี่ยนให้กลายเป็นสิ่งที่ผู้คนพร้อมจ่ายเพื่อครอบครอง “ไม้กฤษณา” คือหนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด เพราะกว่าจะได้กลิ่นหอมเพียงไม่กี่หยด ต้องใช้เวลานับ 10 ปี และกว่าจะเข้าใจคุณค่าของต้นไม้ชนิดนี้ หลายคนอาจต้องเดินเข้าไปสัมผัสด้วยตัวเอง จึงจะรู้ว่าของแพงที่สุด บางครั้งไม่ได้เกิดจากความหายากเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากเรื่องราวที่เติบโตมาพร้อมธรรมชาติ “เราเป็นวิสาหกิจชุมชนไม้กฤษณา ที่รวมกลุ่มเกษตรกรปลูกไม้เบญจพรรณและไม้เศรษฐกิจในพื้นที่ของตัวเอง ปลูกกันมาเกือบ 30 ปีแล้ว ไม้กฤษณาเป็นหนึ่งในนั้น และวันนี้มันกลายเป็นไม้ที่สร้างทั้งรายได้และอาชีพให้กับพวกเรา” คุณเต็ก-ศุภเศรษฐ์ กิตติพล เจ้าของ “มีสุขฟาร์ม ผืนป่ากฤษณา” จังหวัดระยอง เริ่มต้นเล่าถึงเส้นทางของชุมชนที่ไม่ได้ปลูกกฤษณาเพียงเพื่อขายไม้ แต่ปลูกเพื่อสร้างระบบนิเวศ สร้างอาชีพ และ
คำถามว่า “ทำเกษตรแล้วทำไมยังจน?” อาจไม่ใช่คำถามใหม่สำหรับประเทศไทย แต่ถ้ามองให้ลึกลงไปกว่าราคาพืชผลในแต่ละฤดูกาล จะพบว่าปัญหาของเกษตรกรไทยอาจไม่ได้อยู่ที่ว่า “ปลูกอะไรไม่เก่ง” หรือ “ขายไม่เป็น” เพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ในระบบที่เกษตรกรต้องรับความเสี่ยงตั้งแต่ต้นน้ำ ขณะที่กำไรส่วนใหญ่กลับไหลไปอยู่ในช่วงกลางน้ำและปลายน้ำ ดร.นุ่น – รัสรินทร์ ชินโชติธีรนันท์ CEO บริษัท ListenField จำกัด และคณะกรรมการสภาพัฒน์ฯ มองคำถามนี้จากตัวเลขและโครงสร้างของภาคการเกษตร และพบว่าคำว่า “เกษตรกรไทยยิ่งทำยิ่งจน” ไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึก เพราะเมื่อย้อนดูข้อมูลหนี้สินของเกษตรกรในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา พบว่าหนี้เพิ่มขึ้นมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่รายได้จากการทำเกษตรกลับไม่ได้เติบโตมากพอที่จะทำให้ชีวิตของเกษตรกรมีความมั่นคงขึ้น “เกษตรกรไทยความเสี่ยงในการทำเกษตรสูงมาก แต่มาร์จิ้นที่ได้รับหรือกำไรที่ได้รับมันต่ำมาก แต่ในภาคส่วนอื่นตรงกลางน้ำ กลายเป็นว่าความเสี่ยงมันน้อยกว่า มาร์จิ้นมันสูงกว่า ยิ่งปลายทางปลายน้ำยิ่งความเสี่ยงน้อย มีมาร์จิ้นในเชิงกำไรสูงขึ้น จะเห็นได้ว่าในเชิงเกษตรกรเป็นคนที่รับความเสี่ยง” ภาพ
“ต้นมะริด” ถือเป็นไม้ป่าโบราณของไทย และเคยมีปรากฏในประเทศไทยตั้งแต่สมัยโบราณ วันนี้เทคโนโลยีชาวบ้านได้มีโอกาศพูดคุยถึงการกลับมาของ “มะริด” เริ่มจากการทดลองปลูกของเกษตรกรท่านหนึ่ง ที่นำต้นกล้ามะริดจากตลาดต้นไม้มาปลูกในสวน แม้ช่วงแรกต้นไม้จะเติบโตช้า แต่เมื่อดูแลอย่างเหมาะสมก็สามารถเจริญเติบโตและออกผลได้ คุณบัญชา ตั้งสิน เจ้าของสวนตั้งสิน ในพื้นที่ตำบลคลองจินดา อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม จุดเริ่มต้นของการปลูกต้นมะริดเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนเส้นทางชีวิตของเจ้าของสวน ซึ่งในอดีตเคยทำงานอยู่ในธุรกิจโรงแรมมาก่อน จึงรู้สึกว่าอยากหาสถานที่ให้ลูกน้องวัยเกษียณได้ใช้ชีวิตในช่วงบั้นปลายอย่างสบาย จึงได้ตัดสินใจซื้อที่ดินแปลงหนึ่ง ซึ่งเดิมเป็นสวนผลไม้ เช่น ฝรั่ง ชมพู่ และมะม่วง ในตอนแรกตั้งใจให้ลูกน้องที่อายุประมาณ 60 ปีมาอยู่และทำเกษตรที่สวนแห่งนี้ แต่เมื่อทำจริงกลับพบว่า การทำสวนผลไม้ต้องใช้แรงงานหนัก ไม่ว่าจะเป็นการห่อผลไม้ ฉีดยา หรือรดน้ำ ทำให้ลูกน้องไม่สามารถทำงานต่อได้ จนสุดท้ายเจ้าของสวนจึงย้ายมาอยู่และดูแลพื้นที่ด้วยตัวเอง หลายๆ คนอาจสงสัยว่า…เหตุใดคุณบัญชาถึงสนใจและตัดสินใจนำ “ต้นมะริด” มาปลูก
