เกษตรทฤษฎีใหม่
เกษตรกรไทยมีหนี้สินรวมกันมูลค่ากว่า 1.32 ล้านล้านบาท โดนแต่ละครัวเรือนมีหนี้สินเฉลี่ยครัวเรือนละ 225,000 บาทในปี 2563 ขณะที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ประเมินว่า วิกฤตการณ์โควิด-19 ที่ส่งผลกระทบเป็นโดมิโนต่อภาคเกษตรกรรมนั้น จะทำให้เกษตรกรอยู่ในภาวะ ‘หนี้ท่วม’ เฉลี่ยที่ครัวเรือนละ 260,000 บาท เพิ่มขึ้นราว 16 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า dtacblog ชวนมารู้จักกับเกษตรกรหญิงรายหนึ่งภายใต้โครงการดีแทค เน็ตทำกิน ผู้ซึ่งนอกจากจะไม่เป็นหนี้แล้ว ยังมีโบนัสราย 3 เดือนและราย 6 เดือนให้ตัวเองอีกด้วย เรียกได้ว่ามีเงินเหลือกินเหลือใช้ แถมยังแบ่งปันความรู้ให้กับเกษตรกรรายอื่นได้อีก จนเป็นที่มาของชื่อกิจการทางการเกษตรของเธอ นั่นคือ ‘บ้านนี้มีรัก ฟาร์มสุขสำราญ’ ตั้งอยู่ ณ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา สูตรสำเร็จ ฟงหวิล – เทวารักษ์ นิ่มเจริญ เจ้าของฟาร์มวัย 40 ปี เล่าว่า เดิมทีเธอมีอาชีพเป็นพนักงานออฟฟิศเหมือนคนทั่วไป รับผิดชอบจัดการปั๊มน้ำมัน แต่เมื่อคุณพ่อซึ่งเป็นเจ้าของฟาร์มนี้ล้มป่วยลง เธอตอนนั้นในวัย 25 ปี จึงต้องกลับมาสืบทอดกิจการทำการเกษตรแบบความรู้เริ่มจากศูนย์ ในช่วง 5 ปีแรกของการสืบทอดกิจการ ตอนน
นางอัญชนา ตราโช รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงผลการติดตามประเมินผลโครงการส่งเสริมเกษตรทฤษฎีใหม่ ซึ่งโครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์ เพื่อสนับสนุนให้เกษตรกรน้อมนำแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ มาปรับใช้ในการดำเนินกิจกรรมทางการเกษตรในพื้นที่ตามความเหมาะสม โดยเน้นการจัดสรรพื้นที่สำหรับใช้ในการเพาะปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือนเป็นหลัก จัดสรรทรัพยากรน้ำในไร่นาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ส่วนผลผลิตที่เหลือนำไปจำหน่าย ซึ่งโครงการดังกล่าว มีเป้าหมายเกษตรกรเข้าร่วมโครงการปีละ 70,000 ราย ในพื้นที่ 882 อำเภอ รวม 77 จังหวัด ทั้งนี้ ตั้งแต่ ปี 2560 ถึงปัจจุบันมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้ว 210,206 ราย จากการลงพื้นที่ของ สศก. โดยสำรวจข้อมูลจากเกษตรกรที่ร่วมโครงการมาตั้งแต่ ปี 2560 จนถึงปัจจุบัน จำนวนเกษตรกรตัวอย่าง 240 ราย ครอบคลุม 4 ภาค รวม 14 จังหวัด พบว่า หลังจากที่เกษตรกรได้รับองค์ความรู้ ในด้านต่างๆ เช่น ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ การจัดการน้ำ จัดการฟาร์ม การทำบัญชีครัวเรือน และการสนับสนุนปัจจัยการผลิต ทั้งพันธุ์พืช ปศุสัตว์ และประมง จากหน่วยงานต่างๆ ของกระทรวง
“ทฤษฎีใหม่” ทฤษฎีที่ถูกคิดค้นขึ้นโดยใช้แนวคิดแห่งการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและการบริหารงานในการทำการเกษตร ที่พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้วางรากฐานและพระราชทานแก่พสกนิกรชาวไทย เพื่อแก้ไขปัญหาการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรได้มีชีวิตอยู่โดยหลุดพ้นบ่วงแห่งความยากจน หลายชุมชนน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ปรับใช้กับอาชีพเพื่อสร้างความมั่นคงและปลอดภัยให้กับครอบครัว ดังเช่น คุณณรงค์ กลิ่นถือศีล ที่วันนี้เขาหันหลังให้กับเงิน เดินกลับมารับหน้าที่เป็นหมอดินอาสาประจำตำบลทุ่งบัว อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม พัฒนาสานอาชีพเกษตรกรรมต่อจากพ่อแม่ คุณณรงค์ หรือ คุณป๊อป เรียนจบด้านศิลปะ เคยทำงานออกแบบดิสเพลย์สินค้าให้บริษัทเอกชนในกรุงเทพฯ ก่อนเป็นทหารรับใช้ชาติ 2 ปี เมื่อหมดหน้าที่ตั้งใจกลับไปหางานทำใหม่อีกครั้งในกรุงเทพฯ แต่จังหวะนั้นทางบ้านมีหนี้สินจากการลงทุนทำนา “หนี้สินที่เกิดขึ้นเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ หมดไปกับปัจจัยการผลิต อาทิ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ฮอร์โมนพืช และสารเคมีต่างๆ เพราะครอบครัวมีความรู้เรื่องการใช้สารเคมีน้อย จะฉีดพ่นสารเคมีหรือใส่ปุ๋ยจะกำหนดตามระยะเวลา ต
“เนื่องจากในปัจจุบัน เกษตรกรของจังหวัดตราดจำนวนไม่น้อยได้หันมาปลูกทุเรียน แทนการปลูกยางพารา เนื่องจากขายได้ราคาดี มีตลาดต่างประเทศรองรับ ที่สำคัญมีแหล่งน้ำเพียงพอในการนำมาบำรุงต้นทุเรียน เช่น ที่บ้านคลองมะนาว ตำบลไม้รูด อำเภอคลองใหญ่ มีอ่างเก็บน้ำคลองมะนาว อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นเขื่อนดินยาว 630.0 เมตร สูง 10.80 เมตร สันเขื่อนกว้าง 6.00 เมตร ความจุ 650,000 ลูกบาศก์เมตร พื้นที่รับประโยชน์มีน้ำอย่างเพียงพอตลอดทั้งปีกว่า 650 ไร่” นายชยุธกฤดิ นนทแก้ว เกษตรจังหวัดตราด เปิดเผยถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้านการพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อการทำการเกษตรในพื้นที่จังหวัดตราด ซึ่งสำนักงานเกษตรจังหวัดตราด เป็นหนึ่งในหน่วยงานที่ร่วมสนองงานด้านการพัฒนาแหล่งน้ำ เกษตรจังหวัดตราด กล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกันเป็นพื้นที่ที่มีสภาพภูมิอากาศเช่นเดียวกับภาคใต้ คือ ฝน 8 แดด 4 เมื่อฝนตกลงมาอ่างเก็บน้ำคลองมะนาว อันเนื่องมาจากพระราชดำริลูกนี้ ได้ช่วยเก็บกักน้ำเอาไว้ให้เกษตรกรได้ใช้ในช่วงที่เกิดฝนทิ้งช่วงและช่วงหน้าแล้ง ทำให้พืชที่ปลูกไม่ขาดแคลนน้ำ ยังผลให้ผลผลิตออกมาดี มีคุณภาพตรงตามควา
กศน. อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา ส่งเสริมให้ชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่นดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง จึงเปิดศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงในตำบลต่างๆ ที่อยู่ในความรับผิดชอบ สำหรับ ตำบลโคกม่วง มีแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงหลายแห่ง เช่น 1. สวนป่าครัวเรือนเกษตรอินทรีย์ หมู่ที่ 5 ตำบลโคกม่วง 2. แหล่งเรียนรู้ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง หมู่ที่ 5 ตำบลโคกม่วง 3. ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพ การผลิตสินค้าเกษตร 73/1 หมู่ที่ 7 ตำบลโคกม่วง เป็นต้น นอกจากนี้ กศน. อำเภอคลองหอยโข่ง ยังได้เผยแพร่แนวคิดเกษตรอินทรีย์สู่วิถีชีวิตเกษตรกรและนักศึกษา กศน. โดยจัดคณะไปศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ โครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ กับ คุณประภาส สุวรรณรัตน์ ณ บ้านเลขที่ 94/1หมู่ที่ 4 บ้านโคกสัก ตำบลโคกม่วง อำเภอคลองหอยโข่ง จังหวัดสงขลา อย่างสม่ำเสมอ “ประภาส สุวรรณรัตน์” ครูภูมิปัญญาไทย ด้านเกษตรผสมผสาน คุณประภาส สุวรรณรัตน์ เป็นอดีตข้าราชการครู โรงเรียนบ้านปักคล้า เป็นผู้มีความรู้ ความเข้าใจ ในการทำเกษตรอินทรีย์ เกษตรแบบผสมผสานในพื้นที่จำกัด ได้ผลผลิตดี สามารถปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ที่ให้
ความสำเร็จในเส้นทางชีวิตเกษตรกรที่เลือกวิถีเศรษฐกิจพอเพียงของ ครูอินสอน สุริยงค์ เริ่มต้นจากความล้มเหลวในการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและไม้ผลเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา เมื่อครู ปกศ. เงินเดือน 720 บาท รายนี้ ต้องไปกู้เงินซื้อที่ทำไร่ ซื้อปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้า เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุด แต่สุดท้ายก็ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง จนนำไปสู่การขายที่ดินเพื่อใช้หนี้ในที่สุด ความผิดหวังจากสารเคมีทำให้ครูหันหน้ามาเพิ่งภูมิปัญญาชาวบ้าน เลิกใช้สารเคมี ญาติยังหัวเราะไม่ใช้เคมีจะอยู่ได้ไง ครูอินสอน พยายามศึกษาค้นคว้า ภูมิปัญญาเกษตรคือครูคนแรกจริงๆ ครูอินสอน ทุ่มเทให้กับการศึกษาเรื่องจุลินทรีย์อย่างเต็มที่ ลงมือปฏิบัติทันทีเพื่อพิสูจน์ทฤษฎีต่างๆ ด้วยตัวเอง “หลักของผมคือ ททท. (ทำทันที) ได้ผลอย่างไรก็จดบันทึกและเพิ่มเติมความคิดของผมเข้าไปด้วย เช่น การเลี้ยงกบ เลี้ยงปลา เราได้แนวคิดมาบ้าง ก็เอามาปรับใช้ให้ดีขึ้นมา ประยุกต์ใช้ รู้แล้วฝึกปฏิบัติทันที ใช้หลัก 3 ท. คือ ทำทันที พอได้ผลเราก็เอาข้อมูลต่างๆ ไปเผยแพร่” ปัจจุบัน ครูอินสอน เปิดบ้านเป็นศูนย์เกษตรธรรมชาติแม่ออน ในพื้นที่อำเภอแม่ออน จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี 2530 เพ
จังหวัดอำนาจเจริญ มีพื้นที่ทำการเกษตร 937,692 ไร่ เกษตรกรส่วนใหญ่ปลูกข้าวหอมมะลิ 105 และข้าวพื้นเมืองเป็นหลัก แต่จุดอ่อนของจังหวัดอำนาจเจริญก็คือ มีพื้นที่ระบบชลประทานน้อยมาก เพียงแค่ 3-5% ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด การทำเกษตรส่วนใหญ่จึงต้องพึ่งพาน้ำฝนเป็นหลัก บางปีฝนฟ้าอากาศไม่เป็นใจเกิดภาวะฝนแล้งซ้ำซาก เกษตรกรขาดแคลนน้ำในการทำการเกษตรให้ผลผลิตตกต่ำ ไม่เพียงพอต่อการบริโภคและการตลาด ตั้งแต่ ปี 2551 เป็นต้นมา เกษตรกรจังหวัดอำนาจเจริญได้รวมตัวกันขับเคลื่อนการทำการเกษตรแบบยั่งยืน ภายใต้ชื่อเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเกษตรอินทรีย์จังหวัดอำนาจเจริญ ควบคู่กับดำเนินโครงการ “เกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง” ตามแนวพระราชดำริปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พวกเขาพยายามพึ่งพาตนเอง ตามวิถีความพอเพียง เช่น ขุดสระตามไร่นา เพื่อลดปัญหาฝนทิ้งช่วง ขุดลอกห้วย หนอง คลอง บึง พร้อมจัดทำเป็นทำนบกั้นน้ำเป็นช่วงๆ เพื่อแก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการเกษตรแล้ว พวกเขายังดำเนินโครงการเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียงจังหวัดอำนาจเจริญ โดยช่วยกันผลิตปุ๋ยชีวภาพ ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าว ปลูกผักสวนครัว การทำเกษตรอิ
ทุ่งกุลาร้องไห้ มีดินแดนกว้างใหญ่ไพศาล 2.1 ล้านไร่ ใน 5 จังหวัด คือ จังหวัดยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ มหาสารคาม และจังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดร้อยเอ็ด ทุ่งกุลราร้องไห้อยู่ในพื้นที่ อำเภอปทุมรัตต์ เกษตรวิสัย สุวรรณภูมิ และอำเภอโพนทราย รวมพื้นที่ 9.7 แสนไร่ คุณอุทัย และ คุณสมคิด สาวแก้ว สามีภรรยา อยู่บ้านเลขที่ 118 ม.7 บ้านทุ่งทรายทอง ต.ทุ่งหลวง อ.สุวรรณภูมิ จ.ร้อยเอ็ด 45130 ประสบความสำเร็จในโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ ทีมงานจากสำนักงานเกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ เดินทางผ่านทุ่งนาที่เวิ้งว้าง กว้างใหญ่ไพศาล น้ำมันรถยนต์เต็มถัง เครื่องยนต์ดี ยางดี หมู่บ้านอยู่ห่างไกลกันมาก เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ มี คุณหลวงเกตุ บุญอรัญ เป็น ผญบ. เจ้าของบ้านให้การต้อนรับดีมากๆ พร้อมบอกว่าตนเองทำนาปีละครั้ง นาข้าว 100 ไร่ เป็นพื้นที่ ส.ป.ก. 4-01 นาอาศัยน้ำฝนเพียงอย่างเดียว ฤดูแล้งดินเค็มส่าเกลือระเหิดจากใต้พื้นพสุธา ต้นไม้ที่ขึ้นได้ดีคือ ต้นยูคาลิปตัส ตนเองเป็นสายเลือดของ “ทุ่งกุลาร้องไห้” น้อมนำโครงการเกษตรทฤษฎีใหม่ สู่พื้นที่นาข้าวหลังบ้านพัก 3 ไร่ โดยการส่งเสริมของ คุณวัชรินทร์ เขจรวงศ์ เกษตรอำเภอสุวรรณภูมิ กรมส่งเสริมการเกษต
กศน. จังหวัดปัตตานี มีฐานการเรียนรู้เกี่ยวกับศาสตร์พระราชาของรัชกาลที่ 9 สืบสานพระราชปณิธานเพื่อนำศาสตร์พระราชาไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยได้รับการสนับสนุนวิทยากรจากมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ คือ นายอิทธิเดช รัตนะ และ จ.ส.อ.กิตติพงศ์ แก้วจัตุรัส มาถ่ายทอดความรู้ แนวคิด หลักการสำคัญในการทำเกษตรทฤษฎีใหม่ โคก หนอง นา โมเดล แก่บุคลากร ครู กศน. นักศึกษา กศน. เพื่อขยายผลการเรียนรู้ ต่อยอด และพัฒนาพื้นที่เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ในอนาคต นายอุดร สิทธิพาที ผู้อำนวยการสำนักงาน กศน. จังหวัดปัตตานี กล่าวว่า ในปี 2564 สำนักงาน กศน. ปัตตานี มีนโยบายสืบสานพระราชปณิธาน ในหลวงรัชกาลที่ 9 เศรษฐกิจพอเพียง เกษตรทฤษฎีใหม่ หรือ โคก หนอง นา โมเดล เกษตรผสมผสาน เกษตรทฤษฎีใหม่ กับ ภูมิปัญญาชาวบ้าน เรามีความพร้อมในการดำเนินงาน มอบหมายให้ กศน. อำเภอเมืองปัตตานี ประสานวิทยากรและภาคีเครือข่าย ออกแบบ จัดการพื้นที่ให้เป็นโคก หนอง นา โมเดล คาดหวังเพื่อแหล่งเรียนรู้สำหรับบุคลากรภายใน คณะครู อาจารย์ นักศึกษา กศน. และประชาชนทั่วไป เข้ามาศึกษา เรียนรู้ ดูงาน ขยายผลในระดับครอบครัว พื้นที่ ตำบล สามารถนำความรู้กลับไปใช้ในชีวิตป
ผู้เขียนได้มีโอกาสพบกับ คุณอัมพวัน รุ่งเรืองเลิศ อยู่บ้านเลขที่ 79 หมู่ที่ 1 ตำบลป่าแดง อำเภอเมือง จังหวัดแพร่ ซึ่งเป็นชาวนายุคใหม่ ได้รับการอบรมจากศูนย์เรียนรู้เกษตรอินทรีย์ จากส่วนของราชการและธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) โดยมี ธ.ก.ส. ให้การสนับสนุน คุณอัมพวัน เล่าว่า มีที่นาอยู่ทั้งหมด 4 ไร่ สมัยพ่อแม่ ปู่ย่า ตายาย ก็จะทำนาแบบคนยุคเก่าคือ แบบวิถีชีวิตแบบเก่า คือหนีไม่พ้นสารเคมี ชาวบ้านที่ยังไม่ได้รับการอบรมเรื่องเกษตรแผนใหม่เขาก็จะทำแบบเดิมๆ คือ เผาตอซัง การเผาทำให้แร่ธาตุอาหารในดินถูกทำลายไปด้วย ปลูกข้าวแล้วก็หนีไม่พ้นปุ๋ยเคมี เพราะมันง่ายดี ทำให้ดินเสื่อม ข้าวที่ได้ไม่เต็มสูตร คนละแวกนี้เขาจะทำนาข้าวเหนียว ขายได้กิโลกรัม 5-6 บาทเท่านั้น นา 4 ไร่ เกี่ยวข้าวแล้วจะได้ไร่ละ 40 กระสอบปุ๋ย 1 กระสอบหนัก 40 กิโลกรัม 40×40 = 1,600 กิโลกรัม คือ ได้ข้าวไม่ถึง 2 ตัน หรือ 2 เกวียน สมัยนั้นได้ราคาเกวียนละ 5,000 บาท ถ้าขายทั้งหมดก็ได้เพียงหมื่นกว่าบาท แต่ต้นทุนนั้นเยอะแยะมากมาย ทั้งค่าปุ๋ย-ค่าแรงงานเก็บเกี่ยว หักค่าใช้จ่ายออกแล้วเหลือไม่ถึง 3,000 บาท เกษตรกรยุคเก่ามีรายได้จากการขายข
