จังหวัดหนองบัวลำภู
ปัจจุบัน การทำเกษตรเป็นเรื่องที่ให้ความสนใจจากประชากรหลากหลายกลุ่มในหลายอาชีพ เพราะจะเห็นได้จากสื่อโซเชียลต่างๆ ที่มีผู้คนในอาชีพต่างๆ กลับบ้านเกิดของตนเองมาใช้พื้นที่บริเวณบ้านให้เกิดประโยชน์ ด้วยการทำการเกษตรที่ครบวงจรและสร้างรายได้อยู่กับบ้าน ทำให้ไม่ต้องจากถิ่นฐานบ้านเกิดไปไกลเพื่อหาเงินเลี้ยงครอบครัว คุณสมร พรหมมา อยู่บ้านเลขที่ 7 หมู่ที่ 6 ตำบลหนองบัว อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นอีกหนึ่งบุคคลที่เริ่มแรกเดิมที่ไม่ได้ยึดอาชีพทางการเกษตรเลยแม้แต่น้อย เมื่อต้องการกลับมาอยู่บ้านเกิดจึงได้กลับมาทำการเกษตรบนพื้นที่ของตนเอง ระหว่างทำบ่อน้ำจึงเกิดความคิดที่อยากจะเลี้ยงปลาหมอ จึงได้เรียนรู้วิธีการต่างๆ จากสื่อโซเชียลเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ พร้อมกับลองผิดลองถูกด้วยตัวเองจนประสบผลสำเร็จ สามารถเกิดเป็นรายได้เลี้ยงครอบครัวได้เป็นอย่างดี คุณสมร เล่าว่า เมื่อเริ่มต้นมาทำเกษตรใหม่ๆ ในพื้นที่ไม่ได้มีแหล่งน้ำสำหรับใช้ในพื้นที่มากนัก จึงได้ทำการขุดบ่อเพื่อไว้กักเก็บน้ำไว้ใช้ภายในสวน เมื่อได้ปลูกพืชหลายๆ ชนิดแล้วเห็นว่าบ่อน้ำยังสามารถใช้ประโยชน์ได้อยู่จึงได้เกิดความคิดที่อยากจะนำปลาหมอมาเลี้ยง
สำหรับพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมสำหรับปลูกข้าว เกษตรกรนิยมปลูก “มะขามเปรี้ยว” เป็นพืชทางเลือกเพราะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการผลิตข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม โดยมะขามเปรี้ยวที่เกษตรกรนิยมปลูกคือ มะขามเปรี้ยวพันธุ์ฝักยักษ์ หรือมะขามเปรี้ยวยักษ์ โดยแหล่งปลูกสำคัญอยู่ในพื้นที่อำเภอนาวัง อำเภอศรีบุญเรือง และอำเภอนากลาง โดยเน้นผลิตมะขามเปรี้ยวยักษ์ในรูปของมะขามสุกแกะเมล็ด หรือมะขามเปียก มีต้นทุนเฉลี่ย 5,698 บาทต่อไร่ ให้ผลตอบแทนสุทธิ 2,395 บาทต่อไร่ การปลูก มะขามเปรี้ยวยักษ์ เป็นผลไม้เขตร้อนที่เติบโตได้ดีในบริเวณพื้นที่ราบจนถึงบนภูเขาสูง สามารถปลูกได้ในทุกสภาพดิน ทนแล้ง ให้ผลผลิตดก ฝักใหญ่ เนื้อหนา น้ำหนักดี มีรสเปรี้ยวสูง โดยเริ่มให้ผลตอบแทนในปีที่ 3 และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ระยะยาว การปฏิบัติดูแลรักษา เกษตรกรให้น้ำสัปดาห์ละครั้ง 200 ลิตรต่อต้นเฉพาะในช่วงเร่งดอกและการเจริญเติบโตของฝัก การกำจัดวัชพืชโดยใช้สารเคมีฉีดพ่นเดือนละครั้ง การให้ปุ๋ยโดยใส่ปุ๋ยมูลไก่ต้นละ 20 กิโลกรัมร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 อัตรา 0.5 กิโลกรัมในช่วงเร่งการออกดอก(เมษายน) ปุ๋ยสูตร 15- 15-15 อัตรา 0.5 กิโลกรัมต่อต้นในช่วงการเจริญเติบ
เกษตรอินทรีย์ หมายถึง ระบบการจัดการ การผลิตด้านการเกษตรแบบองค์รวม ที่เกื้อหนุนต่อระบบนิเวศ รวมถึงความหลากหลายทางชีวภาพ วงจรชีวภาพ โดยเน้นการใช้วัสดุธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการใช้วัตถุดิบจากการสังเคราะห์ รวมทั้งไม่ใช้พืช สัตว์ หรือจุลินทรีย์ที่ได้มาจากเทคนิคการดัดแปรพันธุกรรม มีการจัดการกับผลิตภัณฑ์โดยเน้นการแปรรูป ด้วยความระมัดระวัง เพื่อรักษาสภาพการเป็นเกษตรอินทรีย์และคุณภาพที่สำคัญของผลิตภัณฑ์ในทุกขั้นตอน ดังเช่น คุณอนิวรรตน์ พาน้อย เกษตรกรที่ผ่านประสบการณ์จากการไปค้าแรงงานต่างประเทศ อาชีพผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยหันหลังให้กับอาชีพดังกล่าว กลับมาพลิกพื้นดินที่เป็นมรดกของพ่อแม่ ให้เป็นแผ่นดินที่ปลอดภัยจากสารเคมี มาเป็นเกษตรอินทรีย์หนึ่งเดียวของจังหวัดหนองบัวลำภู คุณอนิวรรตน์ พาน้อย เดิมทีมีอาชีพเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง รับสร้างบ้าน เกิดปัญหาสภาวะความผันผวนทางด้านการเงิน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ค่าวัสดุอุปกรณ์ ค่าแรงงาน ทำให้อาชีพผู้รับเหมาก่อสร้างมีปัญหามากมาย แต่ไม่คิดย่อท้อต่อชะตาชีวิต สู้ไปเรื่อยๆ เมื่อ ปี พ.ศ. 2556 จึงได้วางแผนมาทำการเกษตรในพื้นที่ของตนเองต่อจากพ่อและแม่ ในพื้นที่ จำนวน 25 ไร่
เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2563 พลตำรวจเอกเฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน ประธานคณะกรรมการสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน ) หรือ บจธ. ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ รองนายกรัฐมนตรีพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ นายกุลพัชร ภูมิใจอวด รองผู้อำนวยการปฏิบัติหน้าที่แทนผู้อำนวยการ บจธ. คณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เดินทางเข้าร่วมประชุมชี้แจงภารกิจร่วมกับ นายธวัชชัย ศรีทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี พร้อมส่วนราชการจังหวัดในพื้นที่ ณ ห้องประชุมศาลากลางจังหวัดอุดรธานี เพื่อร่วมกันหาแนวทางการบูรณาการเพื่อแก้ไขปัญหาด้านที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัย รวมถึงประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้างงานในภาวะของโรคระบาดโควิด-19 โดยจะช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็ง ตามวิถีปกติใหม่หรือ New normal ในวันเดียวกันพลตำรวจเอกเฉลิมเกียรติ และคณะผู้บริหาร บจธ. ลงพื้นที่เข้าร่วมประชุมกับนายสมเจตน์ จงศุภวิศาลกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู พร้อมส่วนราชการจังหวัด ร่วมเดินทางมาให้การต้อนรับ โดยร่วมหารือแนวทางบูรณาการร่
“ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา” ชาวบ้าน บ้านป่าแดงงาม ต.กุดแห่ อ.นากลาง จ.หนองบัวลำภู ใช้สุภาษิตให้คำนิยามวิถีชีวิตของคนในหมู่บ้าน เนื่องจากปี 2559 มีชาวบ้านป่วยด้วยโรคเนื้อเน่า และเสียชีวิต จากผลกระทบการใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีในพื้นที่ไร่อ้อยอย่างหนัก “ปกติไม่เคยลงนาแต่วันนั้นลองเอาแหไปหาปลา หลังขึ้นจากน้ำมาประมาณ 2 ชั่วโมง มีอาการคันที่ขา และบวมแดง จากนั้นเปลี่ยนเป็นสีม่วงเพียงชั่วข้ามคืน ไปที่รพ. หมอบอกว่า ถ้ามาช้ากว่านี้อาจต้องตัดขา” ลุงวิไล ใจศรัทธา ชาวบ้านบ้านป่าแดงงาม วัย 62 ปี เล่าอาการเจ็บป่วยที่ได้รับผลกระทบจากสารเคมี และไม่เฉพาะลุงวิไล แต่ยังมีชาวบ้านอีกหลายรายที่ต้องเผชิญกับปัญหานี้ บางรายถึงขั้นเสียชีวิต และ ข้อมูลจากสำนักงานป้องกันและควบคุมโรค พบว่าในปี 2558-2560 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (เขต 7-10) มีการเจ็บป่วยด้วยโรคจากสารกำจัดศัตรูพืชค่อนข้างสูงรองจากเขตภาคเหนือ (เขต1-13) และการพบอัตราป่วยโรคเนื้อเน่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศ โดยในเขต 8 ปี 2560 จังหวัดที่มีอัตราป่วยอันดับ1 คือ เลย อุดรธานี และหนองบัวลำภูเป็นอันดับ 3 ชาวบ้านเริ่มตระหนักถึงปัญหานี้ จนนำมาสู
สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เสริมสร้างศักยภาพชุมชนด้วยวิจัยและนวัตกรรม โดยนำนวัตกรรมม้วนเส้นไหมยืนที่ออกแบบและพัฒนาขึ้น เพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิต และมูลค่าของผลิตภัณฑ์ โดย วช. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) พระนคร ยกระดับคุณภาพการผลิตผ้าพื้นเมืองที่ครอบคลุมกระบวนการ ตั้งแต่การเตรียมเส้นยืนก่อนการทอ การออกแบบอุปกรณ์ม้วนเส้นไหม และการทอผ้า เมื่อวันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม 2563 ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ พร้อมด้วย ดร.พรเทพ ศักดิ์สุจริต ประธานสภาอุตสาหกรรมกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 ได้ติดตามความสำเร็จของการนำนวัตกรรมเทคนิคการม้วนเส้นด้ายยืน ไปใช้ในการเพิ่มศักยภาพชุมชน ณ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านโนนหว้าทอง ต.โนนม่วง อ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู ซึ่งเป็นกลุ่มวิสาหกิจทอผ้าไหมที่สามารถนำนวัตกรรมไปผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่นในกระบวนการผลิต ซึ่งปัจจุบันสมาชิกของกลุ่มมีรายได้ในการผลิตผ้าพื้นเมือง เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมถึง 3 เท่า และผลิตภัณฑ์ของกลุ่มได้รับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.) จากสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งกลุ่มวิสาหกิจได้รับการตอบรั
นางสาวทัศนีย์ เมืองแก้ว รองเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าจากการวิเคราะห์เศรษฐกิจสินค้าเกษตรพื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู ตามโครงการบริหารจัดการพื้นที่เกษตรกรรม (Zoning by Agri – Map) พบว่า ปีเพาะปลูก 2560/61 จังหวัด หนองบัวลำภู มีพื้นที่ปลูกข้าวจำนวน 647,685 ไร่ โดยเป็นพื้นที่เหมาะสมมาก (S1) จำนวน 2,436 ไร่ เหมาะสมปานกลาง (S2) จำนวน 356,239 ไร่ และพื้นที่เหมาะสมน้อย (S3) จำนวน 125,084 ไร่ และไม่เหมาะสม (N) จำนวน 163,926 ไร่ สำหรับต้นทุนและผลตอบแทนการผลิตข้าวในพื้นที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสม (S3/N) จังหวัด หนองบัวลำภู พบว่า เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตเฉลี่ย 4,469 บาท/ไร่ ขาดทุนสุทธิเฉลี่ย 1,004 บาท/ไร่ และจากการวิเคราะห์การผลิตสินค้าเกษตรทางเลือกอื่นที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการผลิตข้าวในพื้นที่ไม่เหมาะสม พบว่า มะขามเปรี้ยวเป็นอีกหนึ่งสินค้าเกษตรทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งพันธุ์ที่เป็นที่นิยมปลูก คือ มะขามเปรี้ยวพันธุ์ฝักยักษ์ หรือ มะขามเปรี้ยวยักษ์ พื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ในอำเภอนาวัง อำเภอศรีบุญเรือง และอำเภอนากลาง โดยการผลิตมะขามเปรี้ยวยักษ์ในรูป
ในวันนี้สำหรับไก่งวงแล้ว ถือได้ว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่กำลังได้รับความสนใจจากเกษตรกรในพื้นที่ภาคอีสานเป็นอย่างมาก สังเกตุได้จากปัจจุบันได้มีฟาร์มเพาะเลี้ยงไก่งวงเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายในหลายจังหวัด และเกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนไก่งวงกันมาอย่างต่อเนื่อง เบญจพรศิริฟาร์ม ที่มีคุณเบญจพร เบญจพรศิริ เป็นเจ้าของ ซึ่งตั้งอยู่เลขที่ 119 หมู่ 5 ต.โพธิ์ชัย อำเภอเมือง จังหวัดหนองบัวลำภู โทร. 08-0460-8969,08-6857-2747 เป็นหนึ่งในฟาร์มผู้เพาะเลี้ยงไก่งวงรายใหญ่ โดยปัจจุบันมีไก่งวงที่เพาะเลี้ยงในฟาร์มมากว่า 1,000 ตัว ด้วยความทุ่มเทของผู้เป็นเจ้าของและครอบครัว ในการพัฒนาการเลี้ยงการจัดการฟาร์ม พัฒนาด้านสายพันธุ์ ตลอดระยะเวลา 30 ปีที่ผ่านมา ได้ทำให้ฟาร์มแห่งนี้ได้รับการคัดเลือกจากกรมปศุสัตว์ให้เข้ารับรางวัลชนะเลิศระดับเขต และเป็นสถานที่ศึกษาดูงานของเกษตรกร สำหรับกาเรลี้ยงไก่งวงนั้น เบญจพรศิริฟาร์ม ได้เลี้ยงมาตั้งแต่เริ่มต้นการทำฟาร์มในปี 2524 ซึ่งขณะนั้นได้ทำฟาร์มในลักษณะของเกษตรผสมผสาน กอปรไปด้วยกิจกรรมการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์อย่างหลากหลายชนิด “ในช่วงแรกนั้นสัตว์ที่สร้างรายได้ให้มากที่สุดคือ การเลี้ยงหม
