น้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ
เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2568 ณ แปลงใหญ่มะพร้าวน้ำหอม อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา – ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลุยลงพื้นที่มอบนโยบายและรับฟังข้อคิดเห็น พร้อมมอบปัจจัยการผลิตแก่เกษตรกรในพื้นที่ ด้านการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) นำโดย ดร.เพิก เลิศวังพง ประธานกรรมการ กยท., นายสุขทัศน์ ต่างวิริยกุล รักษาการแทนผู้ว่าการ กยท. และ นายณรงศักดิ์ ใจสมุทร รองผู้ว่าการด้านธุรกิจ ร่วมมอบ “น้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ” ส่งถึงมือเกษตรกร เพื่อนำไปใช้ในการบำรุงพืชผลทางการเกษตร นายสุขทัศน์ กล่าวว่า กยท. ได้ร่วมติดตาม รมว.เกษตรฯ ลงในพื้นที่จังหวัดสงขลา พร้อมกับสนับสนุนปัจจัยการผลิต โดยการมอบ “น้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ” ให้แก่เกษตรกรเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการบำรุงและเพิ่มธาตุอาหารให้กับพืชผลทางการเกษตร ซึ่ง กยท. ยังคงเดินหน้าผลิตน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ ภายใต้โครงการผลิตน้ำหมักชีวภาพเพื่อเกษตรกรชาวสวนยาง ต่อเนื่องเป็นเฟสที่ 2 ทั้งนี้ การดำเนินโครงการมีส่วนช่วยในการควบคุมการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำเพื่อรักษาระบบนิเวศให้เกิดความสมดุล รวมถึงเกษตรกรชาวสวนยางยังได้รับน้ำหม
เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ Hall 5-8 – การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) โดย ดร.เพิก เลิศวงพง ประธานกรรมการ กยท. พร้อมด้วย นายณรงศักดิ์ ใจสมุทร รองผู้ว่าการด้านธุรกิจ ร่วมงาน “FTI EXPO 2025” ซึ่งจัดโดยสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ภายใต้แนวคิด “Empowering Thai Industry, Elevating Thailand’s Future เสริมพลังอุตสาหกรรมไทย เพื่ออนาคตไทยที่ยั่งยืน โดยมี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงาน ด้าน กยท. ขนสินค้ายางพาราร่วมจัดแสดงมากมาย ชู “ยางล้อ Greenergy” หนุนการใช้วัตถุดิบยางจากเกษตรกรไทย สู่ผลิตภัณฑ์คุณภาพในราคาย่อมเยา ขยายฐานการตลาดอุตสาหกรรมยางในประเทศอย่างยั่งยืน ดร.เพิก กล่าวว่า การทำเกษตรในทุกวันนี้ หากไม่เดินหน้าพัฒนาไปสู่ภาคอุตสาหกรรมก็ยากที่จะเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าเกษตรนั้นๆ ได้ ดังนั้น “เกษตรอุตสาหกรรม” จึงถือเป็นทางออกที่สำคัญในการยกระดับภาคการเกษตรของไทย ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรไทยให้ดีขึ้นอีกเช่นกัน ทุกคนต้องให้ความสำคัญกับทิศทางของโลกและสถานการณ์สำคัญของประเทศเพื่อพัฒนาศักยภาพให้ตามทันกระแสในปัจจุบัน โอกาสนี้จ
การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เดินหน้าแก้ไขปัญหาปลาหมอคางดำตามนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างต่อเนื่อง ส่งมอบน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำถึงมือชาวสวนยางกลุ่มแปลงใหญ่แล้ว 600,000 ลิตร เตรียมรับปลาหมอเพิ่มจากกรมประมง ลุยผลิตน้ำหมักชีวภาพล็อตใหม่ หนุนลดต้นทุนการผลิตแก่ชาวสวนยาง นายณรงศักดิ์ ใจสมุทร รองผู้ว่าการด้านธุรกิจ เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินงานในการนำปลาหมอคางดำมาแปรรูปเป็นน้ำหมักชีวภาพว่า กยท. ได้รับซื้อปลาหมอคางดำในช่วงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา จำนวน 600,000 กิโลกรัม นำมาผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำได้ประมาณ 1 ล้านลิตร และปัจจุบัน กยท. ได้กระจายน้ำหมักชีวภาพฯ จำนวน 600,000 ลิตร ถึงมือเกษตรกรชาวสวนยางที่เป็นสมาชิกแปลงใหญ่ยางพาราทั่วประเทศแล้ว ตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน ที่ผ่านมา และอีก 400,000 ลิตร กยท. มีแผนที่จะดำเนินการจำหน่ายให้กับเกษตรกรผู้รับการปลูกแทนและเกษตรกรทั่วไป โดยคาดว่าจะจำหน่ายหมดก่อนช่วงฤดูฝน ปี 68 เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำไปใช้ประโยชน์ทางการเกษตรก่อนเริ่มฤดูฝน (พฤษภาคม-กรกฎาคม) เนื่องจากในช่วงฤดูฝนเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการนำน้ำหมักชีวภาพฯ ไปใช้บำรุ
วันนี้ (1 สิงหาคม 2567) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำโดย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่สังกัดกระทรวงเกษตรฯ รวมถึงการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ซึ่งมี นายณรงศักดิ์ ใจสมุทร รองผู้ว่าการด้านธุรกิจ ร่วมลงพื้นที่เยี่ยมชมกิจกรรมการกำจัดปลาหมอคางดำ การสาธิตแปรรูปอาหารจากปลาหมอคางดำ และการสาธิตการทำน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ ณ พื้นที่บริเวณคลองเกาะโพธิ์ แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ ด้าน กยท. เผย พร้อมเดินหน้ารับซื้อปลาหมอคางดำแล้ววันนี้ คาดการณ์เบื้องต้นสามารถรับซื้อปลาหมอคางดำได้กว่า 570,000 กิโลกรัมต่อเดือน เตรียมนำแปรรูปเป็นน้ำหมักชีวภาพคุณภาพสูงส่งต่อชาวสวนยาง นายอรรถกร กล่าวว่า เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2567 ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนปฏิบัติการแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำ 2567-2570 ประกอบด้วย 7 มาตรการ ดังนี้ 1. ควบคุมและกำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำทุกแห่งที่พบการแพร่ระบาด 2. กำจัดปลาหมอคางดำในแหล่งน้ำธรรมชาติ 3. การนำปลาหมอคางดำที่กำจัดออกจากระบบนิเวศไปใช้ประโยชน์ 4. สำรวจและเฝ้าระวังการแพร่
กยท. เล็งปลาหมอคางดำ ทุ่มงบ 50 ล้านบาท ผลิตน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ หวังลดต้นทุนการผลิตในสวนยาง ชี้งบประมาณดำเนินการชอบด้วยกฎหมาย การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ทุ่มงบ 50 ล้านบาท ผลิตน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ หนุนการใช้น้ำหมักในพื้นที่สวนยางแปลงใหญ่ มุ่งลดต้นทุนการผลิตแก่เกษตรกรชาวสวนยาง ยันใช้งบประมาณตามกฎหมาย-แย้มพร้อมดีลเชฟชุมพลแจกเมนูปลาหมอคางดำเซฟกระทะเหล็ก นายเพิก เลิศวังพง ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า เมื่อเกิดปลาวิกฤตหมอคางดำระบาด กยท. น่าจะเป็นหน่วยงานแรกๆ ที่ออกมาซัพพอร์ตวิกฤตนี้ของไทย โดยมองเป็นโอกาสจึงประกาศใช้งบประมาณจากกองทุน กยท. มาตรา 13 สำหรับใช้ในการดำเนินธุรกิจของ กยท. 50 ล้านบาท ตามพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย เพื่อเข้าไปซื้อปลาในราคา 15 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) มาทำน้ำหมักชีวภาพ ไม่ได้ใช้งบประมาณในการรักษาเสถียรภาพราคายาง ซึ่งเป็นเงินคนละส่วนกัน มันนำมาใช้ไม่ได้ ถ้านำมาใช้นั้นหมายถึงคนทำก็ต้องทำผิดกฎหมายและติดคุกแน่นอน เชื่อว่าคน กยท. ไม่มีใครจะเอาตัวไปเสี่ยงแน่นอน ทั้งนี้ หลังประกาศซื้อ กยท. ก็ได้ลงพื้นที่สมุทรสาครต้นกำเนิดการระบาดของปลาหมอคางดำ พ
เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2567 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำโดย ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร พร้อมคณะผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ที่บูรณาการความร่วมมือเพื่อเร่งขับเคลื่อนแก้ปัญหาการแพร่ระบาดปลาหมอคางดำที่ส่งผลต่อระบบนิเวศในแหล่งน้ำ ตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ สำหรับผู้บริหารของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) นำโดย ดร.เพิก เลิศวังพง ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย พร้อมด้วยผู้บริหาร และพนักงาน กยท. ได้เข้าร่วมลงพื้นที่ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินงานแก้ไขปัญหาดังกล่าว พร้อมประชุมหารือร่วมกับผู้แทนสมาคมการประมง 16 จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของปลาหมอคางดำ เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด พร้อมร่วมสังเกตการณ์ขั้นตอนการรับซื้อปลาหมอคางดำ ณ จุดรับซื้อ และชมการสาธิตการทำน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ โดยกรมพัฒนาที่ดิน ทั้งนี้ เบื้องต้น กยท. จะดำเนินการสนับสนุนงบประมาณเพื่อรับซื้อปลาหมอคางดำในพื้นที่ระบาดทุกแห่ง ซึ่งขณะนี้กรมประมงได้มีการรวบรวมแพปลาที่ขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการด้านการประมง (ทบ.2) กับกรมประมง ในพื้นที่
