ปลูกหญ้าเนเปียร์
บ้านหนองสามพราน ตำบลวังด้ง อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี เป็นตัวอย่างของการทำเกษตรภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง คุณพิเชษฐ์ เจริญพร ผู้ใหญ่บ้านหนองสามพราน เล่าว่า เดิมทีพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นไร่อ้อย ก่อนที่จะพัฒนามาเป็นศูนย์เรียนรู้เกษตรทฤษฎีใหม่บ้านหนองสามพราน โดยมีเนื้อที่ทำศูนย์เรียนรู้แห่งนี้มี 20 ไร่ ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้รับมาจากหน่วยงานของจังหวัดกาญจนบุรี เนื่องจากพื้นที่ตรงนี้มีองค์ประกอบที่หลากหลาย ที่เหมาะแก่การทำพืชสวนเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจที่สำคัญในการทำการเกษตร ผู้ใหญ่พิเชษฐ์ แบ่งพื้นที่ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวทฤษฎีใหม่ โดยออกเป็น 4 ส่วน ตามอัตราส่วน 30 : 30 : 30 : 10 ซึ่ง 30% ส่วนแรกสำหรับแหล่งกักเก็บน้ำเพื่อใช้ในการเกษตร โดยขุดสระเก็บกักน้ำเพื่อใช้เก็บกักน้ำฝนในฤดูฝน และใช้เสริมการปลูกพืชในฤดูแล้ง ตลอดจนการเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อเพิ่มพูนรายได้ ส่วนที่ 2 แบ่ง 30% สำหรับเพาะปลูกพืชไร่ ไม่ว่าจะเป็นนาข้าว การปลูกไร่อ้อย และหญ้าเนเปียร์ หญ้าที่ใช้เลี้ยงสัตว์ โดยเฉพาะการเลี้ยงช้างซึ่งกำลังนำหญ้าชนิดนี้มาใช้เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกษตรกรได้รายได้ดี ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น
เชียงใหม่หนุนเกษตรกร อำเภอแม่แจ่ม ปลูกหญ้าเนเปียร์แทนข้าวโพด ลดการเผาป่า ชี้เป็นพืชเศรษฐกิจให้พลังงาน ด้าน SCG เตรียมรับซื้อตันละ 1,800-2,200 บาท นายทศพล เผื่อนอุดม รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า จังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (SCG) ดำเนินโครงการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานระบบนิเวศการลงทุนพืชพลังงาน เพื่อขับเคลื่อนการบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร (ข้าวโพด) ในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ โดยเป็นการขยายผลงานวิจัยที่ได้ดำเนินการร่วมกันจนประสบผลสำเร็จที่จังหวัดสระบุรี และขยายผลมายังอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับเกษตรกร ควบคู่ไปกับการแก้ไขปัญหาการเผาในพื้นที่ ด้วยการส่งเสริมให้เกษตรกรหันมาปลูกหญ้าเนเปียร์เป็นทางเลือกแทนการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ถึงแม้ว่าจะมีปัญหาในเรื่องต้นทุนค่าขนส่ง แต่ทาง SCG ยินดีให้การสนับสนุนตามนโยบายขององค์กรที่จะร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดภาวะโลกร้อน โดยรับซื้อหญ้าเนเปียร์ที่มีอัตราความชื้นไม่เกิน 35% ในราคาตันละ 1,800-2,200 บาท นอกจากนี้ จังหว
ผู้เขียนและทีมงานได้ไปเยือนแดนอีสาน จังหวัดสกลนคร สมัยแต่ก่อนนั้นขึ้นชื่อว่ามีคนยากจนมากที่สุด เพราะความแห้งแล้ง ไม่มีแหล่งน้ำ ทำนาอย่างเดียว อาศัยน้ำฝน พอมีข้าวไว้กิน จะปลูกพืชผักอย่างอื่นก็ทำได้เฉพาะฤดูฝนเท่านั้น ปัจจุบันงานเกษตรได้พัฒนาก้าวหน้าขึ้น คุณจิตรดา การุณ บ้านตาดโตน ตำบลหนองสนม อำเภอวานรนิวาส จังหวัดสกลนคร สมัยแต่ก่อนก็อยู่ในสภาพเกษตรกรผู้ยากไร้กันเยอะ แต่วันเวลาผ่านไปทุกอย่างก็เปลี่ยนแปลงไปตามเวลา ชาวหมู่บ้านตาดโตน ในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเกษตรกรใหม่กันเกือบหมด คุณจิตรดา เป็นหัวแรงตั้งเป็นกลุ่มเกษตรแปลงใหญ่ จัดเป็นกลุ่มเกษตร โดยมีสมาชิก 20 กว่าคน มีกิจกรรมทำนาปลูกข้าวหอมมะลิ เลี้ยงวัว ควาย โดยแบ่งให้ครอบครัวละ 10-30 ตัว ทำแปลงปลูกหญ้าให้วัว ควาย สำหรับครอบครัวของคุณจิตรดา เธอเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า เธอมีที่ดินทั้งหมด 27 ไร่ แบ่งเป็น ที่ทำนา 8 ไร่ ที่อยู่อาศัย 2 ไร่ ปลูกไผ่ 2 ไร่ มะม่วง 2 ไร่ กระท้อน 1 ไร่ ขุดบ่อ 5 ไร่ ปลูกหญ้าให้วัว 20 ไร่ บ่อที่ขุดไว้ 5 ไร่ แบ่งเป็นบ่อปลา 4 ไร่ บ่อเลี้ยงกบ 1 ไร่ ซึ่งบ่อปลา 4 ไร่ เธอขุดแบบเก็บน้ำไว้ใช้ด้วย โดยขุดลึก 6 เมตร เพื่อเก็บ
ปัจจุบัน การทำปศุสัตว์กำลังได้รับความนิยมควบคู่กับการทำเกษตรผสมผสานมากขึ้น โดยแบ่งพื้นที่จากที่เคยทำสวนทำไร่เพียงอย่างเดียว แบ่งสันปันส่วนสำหรับเลี้ยงสัตว์สร้างรายได้อีกช่องทาง เช่น การเลี้ยงโค แพะ แกะ ซึ่งสัตว์เหล่านี้กำลังเป็นที่นิยมของตลาด สามารถขายได้ราคา ส่งผลตอบแทนกับผู้เลี้ยงได้ค่อนข้างดีทีเดียว โดยการเลี้ยงให้ประสบผลสำเร็จมีกำไรเพิ่มขึ้น ในเรื่องของการลดต้นทุนการผลิตเป็นอีกสิ่งที่ต้องคำนึงถึง จึงทำให้ผู้เลี้ยงบางรายแบ่งพื้นที่สำหรับปลูกหญ้าสายพันธุ์ต่างๆ โดยเฉพาะหญ้าเนเปียร์ไว้ให้สัตว์ที่เลี้ยงได้กิน ทำให้เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการประหยัดต้นทุนในเรื่องของการซื้อหญ้าเนเปียร์ ซึ่งหญ้าเนเปียร์เป็นพืชอาหารสัตว์ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะมีคุณค่าทางอาหารสูง เมื่อปลูกและมีการจัดการที่ดี หญ้าชนิดนี้สามารถเจริญเติบโตได้เร็วให้ผลผลิตที่สูง เก็บเกี่ยวผลผลิตได้ตลอดทั้งปี และที่สำคัญเมื่อปลูกไปแล้วอายุของหญ้าเนเปียร์สามารถอยู่ได้นานถึง 5 ปี ทำให้การปลูกไม่จำเป็นต้องลงทุนในเรื่องของต้นใหม่ คุณอารีย์ พุ่มมะปราง อยู่ที่บ้านเลขที่ 130 หมู่ที่ 7 ตำบลหัวนา อำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุ
จังหวัดลพบุรี มีศักยภาพในการปลูกอ้อยโรงงาน ประมาณ 8 แสนไร่ แต่หลายปีที่ผ่านมา พื้นที่ปลูกอ้อยโรงงานลดลงมาก เนื่องจากประสบภัยแล้งต่อเนื่องและราคาที่ตกต่ำ ทำให้มีผลกำไรลดลง คุณอ้อม หรือ คุณจีรนันท์ กล่ำเพชร เกษตรกรชาวไร่อ้อยจึงสนใจลงทุนทำฟาร์ม “เลี้ยงแพะ” เป็นอาชีพเสริม เพิ่มรายได้ สู้ภัยแล้ง แรกๆ ก็เลี้ยงไม่กี่ตัว จนถึงปัจจุบัน มีกว่า 60 ตัว ลูกแพะตัวผู้จะขุนขาย ส่วนตัวเมียเก็บไว้เป็นแม่พันธุ์ อาชีพเลี้ยงแพะใช้ต้นทุนต่ำ แต่ทำรายได้ดี ทะลุหลักแสนต่อปี เลี้ยงแพะ ใช้ต้นทุนต่ำ คุณอ้อม หรือ คุณจีรนันท์ กล่ำเพชร เจ้าของฟาร์มแพะอินทรีแดง ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 11 หมู่ที่ 1 ตำบลวังทอง อำเภอโคกเจริญ จังหวัดลพบุรี โทร. 092-634-4546 คุณอ้อม เล่าให้ฟังว่า เดิมครอบครัวเธอมีอาชีพทำไร่อ้อยและให้บริการรถตัดอ้อย เมื่อ 4 ปีก่อน ไร่อ้อยได้รับผลกระทบจากวิกฤตภัยแล้ง และประสบปัญหาราคาอ้อยตกต่ำ สามีคุณอ้อมจึงสนใจอยากเลี้ยงแพะเป็นอาชีพเสริมรายได้ โดยศึกษาหาข้อมูลเรื่องการเลี้ยงแพะจากหนังสือการเกษตรประเภทต่างๆ รวมทั้งนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ใช้เป็นคู่มือในการลงทุนทำฟาร์มแพะขุน ฟาร์มอินทรีย์แดง เริ่มต้นเลี้ยงแพะ พัน
