มหาวิทยาลัยบูรพา
หอยแครงเป็นสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและมีมูลค่าสูงของประเทศไทย โดยแหล่งเพาะเลี้ยงขนาดใหญ่อยู่ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลบริเวณตำบลคลองโคน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ถึงตำบลบางตะบูน และตำบลบางขุนไทร อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งเป็นสภาพดินโคลนละเอียดปนทราย มีความอุดมสมบูรณ์เพราะอยู่ใกล้บริเวณปากแม่น้ำแม่กลองและแม่น้ำเพชรบุรี จึงเหมาะต่อการเจริญเติบโตของหอยแครง เกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่ชายฝั่งประกอบอาชีพหลักด้วยการเก็บหอยแครงจากแหล่งธรรมชาติ และการเพาะเลี้ยงหอยแครงสร้างรายได้ที่มีมูลค่าสูง แต่การเจริญเติบโตของภาคอุตสาหกรรมต่างๆ และการประกอบกิจกรรมต่างๆ ทำให้มีการปล่อยของเสียสู่อากาศและแหล่งน้ำ ได้ทำลายสิ่งแวดล้อมต่างๆ สภาพอากาศเปลี่ยนแปลง คุณภาพน้ำเสื่อมโทรมลง ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำจำนวนมาก เนื่องจากหอยแครงเป็นสัตว์น้ำอยู่กับที่ ไม่สามารถหลีกหนีสิ่งแวดล้อมนั้นๆ ไปได้ ส่งผลกระทบต่อภูมิคุ้มกันของหอยแครง ทำให้อ่อนแอ เกิดการติดเชื้อโรคพยาธิได้ง่าย เกษตรกรได้ปรับมาใช้วิธีการเลี้ยงหอยแครงในบ่อดิน แต่ยังคงต้องใช้เวลาเลี้ยงหอยแครงนาน และการเจริญเติบโตยังไม่เต็มที่ “วรเดช ฟา
BEDO ม.บูรพา ม.สวนสุนันทา จับมือสร้างต้นแบบการท่องเที่ยวกระแสใหม่ ภายใต้โครงการบูรณาการการท่องเที่ยวบนพื้นฐานความหลากหลายทางชีวภาพ มุ่งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวสีเขียวอย่างยั่งยืน นำร่อง 3 อำเภอ ใน จังหวัดประจวบฯคีรีขันธ์ เพิ่มขีดความสามารถด้านท่องเที่ยวให้ชุมชนควบคู่อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมได้แท้จริง นายปรีดา สุขใจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ.2565 ได้อนุมัติให้สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) หรือ BEDO ดำเนินการตามข้อนำเสนอของกระทรวงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ภายใต้โครงการบูรณาการการท่องเที่ยวบนพื้นฐานความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน กรอบระยะเวลาตั้งแต่ปี พ.ศ.2566-2569 โดยเลือกนำร่องโครงการฯที่ จ.ประจวบฯ เนื่องจากเป็นจังหวัดที่มีความแตกต่างและมีความหลากหลายทางภูมิประเทศและภูมินิเวศน์ โดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยบูรพาในการดำเนินการทำแผนแม่บท และมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เป็นที่ปรึกษาโครงการดังกล่าว ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ในการดำรงชี
วช. หนุนทีมวิจัย ม.บูรพา พัฒนาคลังข้อมูลดีเอ็นเอบาร์โค้ดของปลาฉลาม-ปลากระเบนในประเทศไทย และพัฒนาเทคนิคการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ ช่วยให้เห็นภาพความหลากหลายทางชีวภาพ ควบคุมการค้าปลาฉลามได้อย่างเหมาะสม สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้สนับสนุนทีมวิจัยจากมหาวิทยาลัยบูรพา ในการพัฒนาคลังข้อมูลดีเอ็นเอบาร์โค้ดของปลาฉลามและกระเบนในประเทศไทย รวมถึงการพัฒนาเทคนิคการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ ข้อมูลดีเอ็นเอใช้จำแนกชนิดฉลามและกระเบนร่วมกับสัณฐาน ช่วยให้เห็นภาพความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์กลุ่มนี้ในหลายระดับ ทั้งยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในด้านการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการแปรรูปจากฉลามและกระเบน ที่มีการขายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่น ครีบปลาฉลามตากแห้ง ครีบปลาฉลามบรรจุกระป๋อง อาหารที่ทำจากชิ้นส่วนของปลาฉลามหรือกระเบน ซึ่งข้อมูลพันธุกรรมจะถูกนำมาช่วยระบุชนิดของปลาฉลาม-กระเบนที่เป็นชนิดคุ้มครองและหายาก ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ละเมิดกฎหมายได้ และทำให้ผู้ผลิตมีความระมัดระวังในการใช้วัตถุดิบด้วย ซึ่งเป็นการช่วยอนุรักษ์ทรัพยา
สสก.3 จ.ระยอง เดินหน้าขยายผลแนวทางบริหารจัดการพืชให้ผลหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างถูกวิธี ผ่าน 2 แนวทาง เข้าถึงพื้นที่และระบบออนไลน์ เน้นดูแลบำรุงต้นพืชด้วยปุ๋ยสูตรใหม่จากน้ำหมักมังคุด ร่วมกับปุ๋ยคอกเก่าแก้ปัญหาโรครากเน่าโคนเน่า เพื่อช่วยลดต้นทุนการใช้สารเคมีของเกษตรกร เผยทุเรียนนอกฤดูของไทย ตลาดจีนยังสดใสไม่มีคู่แข่ง นายปิยะ สมัครพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 3 จังหวัดระยอง (สสก.3 จ.ระยอง ) เปิดเผยถึงแนวทางในการให้นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรขับเคลื่อนการเตรียมความพร้อมเกษตรกรในการจัดการพื้นที่เพาะปลูกหลังฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตว่า ในพื้นที่ความรับผิดชอบ 9 จังหวัดภาคตะวันออกของ สสก.3 จ.ระยอง มีพืชหลักที่เกษตรกรปลูกอยู่ 5 ชนิด ประกอบด้วย ทุเรียน ลำไย มังคุด เงาะ และลองกอง ซึ่งฤดูกาลผลิตปี 2564 มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตสิ้นสุดแล้วตั้งแต่เดือนกรกฎาคม เมื่อเข้าเดือน สิงหาคม จะเป็นการเริ่มต้นฤดูกาลผลิตใหม่ของปี 2565 เพื่อการเตรียมความพร้อมและการดำเนินการดูแลบำรุงรักษาต้นพืชของเกษตรกรอย่างถูกวิธี และให้พร้อมสำหรับผลผลิตที่ดีมีคุณภาพในฤดูกาลผลิตปี 2565 ทาง สสก. 3 จ.ระยอง จึงได
โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล สร้างรากแก้วให้ประเทศ หรือ โครงการ 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย (U2T) ของมหาวิทยาลัยบูรพา ที่ตำบลท่าโสม อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด จากไอเดีย ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ได้เสนอ “โครงการยกระดับเศรษฐกิจและสังคมรายตำบลแบบบูรณาการ “เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจชุมชนหลังการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 (รอบ 2) โดยทีม U2T มหาวิทยาลัยจ้างบัณฑิตจบปริญญาตรีและนักศึกษาในพื้นที่ให้มีงานทำ ระยะเวลา 1 ปี (กุมภาพันธ์ 2563-มกราคม 2564) โดยมหาวิทยาลัยเป็นพี่เลี้ยง เพื่อการสร้างงาน พัฒนาอาชีพ ให้ชุมชนเข้มแข็ง พึ่งพาตนเองได้ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเปรียบเสมือนรากแก้วหยั่งลงดิน โดยเน้นเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy : BCG Economy) U2T สร้างรากแก้ว ตำบลท่าโสม มองหาจุดแข็งพัฒนา ดร.สราวุธ ศิริวงศ์ คณบดี คณะเทคโนโลยีทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา ที่ปรึกษาโครงการ 1 ตำบล 1 มหาวิทยาลัย (U2T) ชี้แจงว่า มหาวิทยาลัยบูรพาเลือกพื้นที่ตำบลท่าโสม อำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด เป็นพื้นที่พัฒนาร่วมกับบริษัท บางกอกแอร์เ
วันที่ 14 ส.ค. นพ.ปฐม สวรรค์ปัญญาเลิศ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ พร้อมด้วย ดร.กนิษฐ์ ตะปะสา ผู้อำนวยการกองวัสดุวิศวกรรม ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินงานโครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบลสร้างรากแก้วให้ประเทศ หรือ U2T ที่ ต.อ่างศิลา อ.เมือง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นพื้นที่ในความดูแลของมหาวิทยาลัยบูรพา ที่รับผิดชอบดำเนินโครงการในพื้นที่ 104 ตำบล ของ 7 จังหวัดภาคตะวันออก โดยปัจจุบันได้มีการจ้างงานคนในพื้นที่ไปแล้วกว่า 2,000 ตำแหน่ง นำโดย ศ.ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม(อว.) พร้อมด้วย ศ.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ปลัด อว. และผู้บริหาร อว. ร่วมลงพื้นที่ ศ.ดร.เอนก กล่าวว่า โครงการ U2T เริ่มมาตั้งแต่เดือน ก.พ.2564 เป็นโครงการที่ทำให้คน 6 หมื่นคนมีงานทำในช่วงวิกฤติโควิด มีมหาวิทยาลัย 76 แห่งทั่วประเทศ เข้ามาร่วมในโครงการ เพื่อทำงานในพื้นที่ 3,000 ตำบล และตอนนี้ U2T ได้เดินมาถึงครึ่งทางแล้ว ที่สำคัญ U2T เป็นทีมแนวหน้าของ อว. ในช่วงสถานการณ์โควิดที่ลงพื้นที่ทำงานในชุมชนโดยปรับเพิ่มการทำงานให้มาช่วยสนับสนุนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาโควิด เช่น การรณรงค์ป้องกันโควิดในชุมชน สนับสนุนกา
การเลี้ยงหอยแครงในพื้นที่บริเวณชายฝั่งทะเลของไทย ประสบปัญหาด้านคุณภาพน้ำเสียที่ถูกปล่อยลงสู่ทะเลมาอย่างต่อเนื่อง เกษตรกรได้ปรับมาใช้วิธีการเลี้ยงหอยแครงในบ่อดิน แต่ยังคงต้องใช้เวลาเลี้ยงหอยแครงนาน และการเจริญเติบโตยังไม่เต็มที่ คณะนักวิจัย นำโดย ดร. ไพฑูรย์ มกกงไผ่ แห่งสถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา ศึกษาวิจัยและดำเนินการถ่ายทอด โครงการพัฒนาบ่อดินให้เป็นบ่อเลี้ยงหอยแครงในระบบปิดแบบพัฒนาด้วยการผลิตแพลงก์ตอนพืช (สาหร่ายเซลล์เดียว) ร่วมกับเกษตรกรกลุ่มเพาะเลี้ยงหอยแครง ตำบลคลองโคน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม โดยการสนับสนุนทุนวิจัย จากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อช่วยเกษตรกร ลดผลกระทบจากปัญหาสภาพสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม คุณภาพน้ำไม่เหมาะสม หรือน้ำเสียได้สำเร็จ ดร. ไพฑูรย์ มกกงไผ่ เปิดเผยว่า การเลี้ยงหอยแครงโดยวิธีนี้ สามารถทำตามได้ไม่ยาก ไม่ได้ใช้เทคโนโลยีซับซ้อน แต่ตอบโจทย์และสร้างประโยชน์ได้มาก แก่เกษตรกร ชุมชนและเศรษฐกิจของประเทศ เป็นการนำความรู้จากงานวิจัยลงสู่ฐานรากการเกษตรอย่างแท้จริง โดยได้เตรียมขยายผลองค์ความรู้
เมื่อเร็วๆ นี้ ณ มหาวิทยาลัยบูรพา วิทยาเขตจันทบุรี คณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎร (กมธ.วิทย์ฯ) พร้อมด้วย คณะทำงานจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) หน่วยบริหารและจัดการทุนวิจัยด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ตลอดจนหน่วยงานราชการในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ร่วมประชุมกับคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการ “การยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของชุมชนจันทบุรีอย่างยั่งยืน” โดยมี ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน รองประธานคณะกรรมาธิการการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัยและนวัตกรรม สภาผู้แทนราษฎรเป็นประธานประชุมครั้งนี้ ศาสตราจารย์กนก วงษ์ตระหง่าน กล่าวว่า กมธ.วิทย์ฯ มีความตั้งใจที่จะเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดจันทบุรี ให้ได้คนละ 1 หมื่นบาท ภายในระยะเวลา 6 เดือน ปัจจุบัน กระทรวง อว. โดย กมธ.วิทย์ฯ ร่วมกับ สกสว. บพท. วว. และมหาวิทยลัยในพื้นที่จังหวัดจันทบุรีทั้ง 3 มหาวิทยาลัยประกอบด้ว
“รมช. มนัญญา” เร่งรัดการตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นมรองรับปริมาณน้ำนมดิบใน 3 จังหวัดภาคเหนือตอนบนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น หวั่นหากไม่รีบตั้งโรงงาน คาดน้ำนมดิบจะเกินความต้องการในปี 2563 พร้อมเยี่ยมชมศูนย์เรียนรู้กิจการโคนมแบบครบวงจร อ.ส.ค. ภาคเหนือตอนบน อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง หวังเป็นแหล่งเรียนรู้และศึกษาดูงานด้านกิจการโคนมระดับนานาชาติ เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2562 นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่เพื่อติดตามความก้าวหน้า “โครงการจัดตั้งโรงงานแปรรูปผลิตภัณฑ์นม” และ “ศูนย์เรียนรู้กิจการโคนมแบบครบวงจร” ขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ภาคเหนือตอนบนใน อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง โดยมี นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ดร.ณรงค์ฤทธิ์ วงศ์สุวรรณ ผู้อำนวยการ อ.ส.ค. ผู้บริหารของ อ.ส.ค. และหัวหน้าส่วนราชการใน จ.ลำปาง ร่วมให้การต้อนรับ นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ปัจจุบันการเลี้ยงโคนมในพื้นที่จังหวัดภาคเหนือตอนบน ประกอบด้วย 3 จังหวัด คือ เชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง นับเป็นฐานการผลิตน้ำนมดิบท
วช. ร่วมกับ มหาวิทยาลัยบูรพา เร่งขับเคลื่อนกิจกรรมเพื่อพัฒนาจังหวัดจันทบุรี ศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลก ด้วยวิจัยและนวัตกรรม โดยการพัฒนารูปแบบเครื่องประดับสร้างสรรค์จากเศษพลอยและพลอยเกรดต่ำ เพื่อเพิ่มมูลค่าและส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ให้แก่ผู้ประกอบการอัญมณีและเครื่องประดับ โครงการการพัฒนารูปแบบเครื่องประดับสร้างสรรค์จากเศษพลอยและพลอยเกรดต่ำ เพื่อเพิ่มมูลค่าและส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมขับเคลื่อนที่สำคัญที่สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ได้สนับสนุนให้มหาวิทยาลัยบูรพา ดำเนินการร่วมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อร่วมขับเคลื่อนงานตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ในคราวประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ ครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 5 – 6 กุมภาพันธ์ 2561 ณ จังหวัดตราด และจังหวัดจันทบุรี โดยได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้พิจารณาสนับสนุนจังหวัดจันทบุรี ให้เป็น “นครอัญมณี ศูนย์กลางการค้าอัญมณีและเครื่องประดับของโลก” โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานและการพัฒนามาตรฐาน บุคลากรตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง รวมทั้งสอดคล้องกับความต้องการของตลาด แ
