ระบบชลประทาน
กรมชลประทาน เปิดผลการศึกษาความเหมาะสมการปรับปรุง “โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำแชะ จังหวัดนครราชสีมา” เตรียมยกระดับระบบชลประทานครั้งใหญ่หลังใช้งานยาวนานกว่า 28 ปี มุ่งแก้ปัญหาการสูญเสียน้ำ บรรเทาอุทกภัย และยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรในพื้นที่อำเภอครบุรีและอำเภอโชคชัยอย่างยั่งยืน พลิกโฉมระบบชลประทานเก่า สู่ยุค Smart Irrigation เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2569 นายปรัชญา ฉายวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมโยธา (ด้านวางแผน) กรมชลประทาน เปิดเผยว่า โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาลำแชะ ได้ก่อสร้างและส่งน้ำช่วยเหลือเกษตรกรมาตั้งแต่ พ.ศ. 2542 ทว่าจากการใช้งานต่อเนื่องยาวนาน ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและการใช้ประโยชน์ที่ดินในปัจจุบัน ทำให้ระบบส่งน้ำเดิมบางส่วนชำรุดเสียหาย เกิดการสูญเสียน้ำในระบบ และส่งผลให้พื้นที่เกษตรกรรมตอนท้ายน้ำประสบปัญหาขาดแคลนน้ำอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ในพื้นที่ยังประสบปัญหาอุทกภัยและการระบายน้ำ กรมชลประทานจึงได้ระดมสมองและศึกษาแนวทางการปรับปรุงโครงการ บรรเทาปัญหาน้ำต้นทุน ปัญหาระบบชลประทาน ปัญหาการระบายน้ำ และปัญหาบุคลากรที่ลดลง โดยเสนอมาตรการทั้งแบบใช้สิ่งก่อสร้างและไม่ใช
เป็นที่น่ายินดี เมื่อทราบจาก คุณกมล โสพัฒน์ เกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู ที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่งเกษตรจังหวัดหนองบัวลำภูหมาดๆ ว่า พื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู ไม่พบว่าเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้ง และไม่เคยได้รับการประกาศว่าเป็นจังหวัดที่ประสบภัยแล้ง แม้ว่าจะไม่มีระบบชลประทานภายในพื้นที่ เกษตรกรจะใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติเพียงด้านเดียวก็ตาม แต่ก็เป็นที่น่าตกใจเช่นกัน เมื่อทราบข้อมูลว่า จังหวัดหนองบัวลำภู เป็นจังหวัดที่ใช้สารเคมีในภาคเกษตรมากที่สุดลำดับต้นๆ ของประเทศ เมื่อได้พูดคุยกับ คุณกมล โสพัฒน์ เกษตรจังหวัดหนองบัวลำภู ทำให้ทราบว่า พื้นที่จังหวัดหนองบัวลำภู มีปัญหาในภาคเกษตร ซึ่งประมวลแล้วจำเป็นต้องแก้ปัญหาเร่งด่วน ได้แก่ การเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกร เนื่องจากพบว่า เกษตรกรในจังหวัดหนองบัวลำภู มีรายได้ต่อครอบครัวเฉลี่ยต่ำที่สุดของประเทศไทย อยู่ที่ 53,000 บาท ต่อครอบครัว ต่อปี จากจำนวนเกษตรกรทั้งหมดกว่า 70,000 ครัวเรือน ทำให้ต้องพิจารณาพืชหลักที่เป็นพืชเศรษฐกิจของจังหวัด 4 ชนิด ได้แก่ อ้อย พื้นที่ปลูกกว่า 700,000 ไร่ ข้าวกว่า 600,000 ไร่ ยางพารากว่า 100,000 ไร่ และมันสำปะหลัง ประมาณ 70,000 ไร่ รายได้ข
เมื่อเร็วๆ นี้ ที่พิพิธภัณฑ์ธรรมชาติจัดการน้ำชุมชน ตามแนวพระราชดำริ ลำดับที่ 22 ที่หมู่บ้านเมืองกลาง ตำบลบ้านหลวง อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ นำทีมโดย ดร.รอยล จิตรดอน กรรมการและเลขาธิการ ร่วมกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์กรมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้พาเข้าชมรวมทั้งให้ความรู้ในการบริหารจัดการน้ำ ดิน ป่า ประยุกต์ใช้ร่วมกับภูมิปัญญาด้านการบริหารจัดการน้ำของบรรพบุรุษที่สืบทอดมายาวนานกว่า 300 ปี ให้เกิดการเรียนรู้นำไปสู่การแก้ปัญหาและปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลง โดยนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่วางแผนการเพาะปลูก ให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน และปรับเปลี่ยนจากเกษตรเชิงเดี่ยวมาทำการเกษตรตามแนวทฤษฎีใหม่ มีผลผลิตหลากหลาย มีรายได้ทั้งปี ช่วยลดรายจ่ายในครัวเรือน ชุมชนอยู่อย่างพอเพียง ดร.รอยล กล่าวว่า ชาวบ้านได้ทำเหมืองหรือฝายกันมา 300 ปี หรือ ชั่ว 5 อายุคน ซึ่งสำเร็จมาแล้ว มูลนิธิอุทกพัฒน์ ร่วมกับ สสน. (สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์กรมหาชน) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม) ได้เข้ามาต่อยอดขึ้นม
