ลุ่มน้ำปิง
ในตอนแรกได้กล่าวถึงวิถีชีวิตของชาวลุ่มลำน้ำแม่ปิง กล่าวเอาไว้หลายหัวข้อของเมืองชากังราวหรือดินแดนกล้วยไข่ ที่คนรู้จักทั้งประเทศมาช้านานแล้ว ก่อนจะมาสร้างเขื่อนยันฮีที่มาจากต้นน้ำจากอำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ แล้วไหลมาบรรจบจากภาคเหนือมาสู่อำเภอสามเงา จังหวัดตาก เป็นที่ก่อสร้างเขื่อนยันฮีหรือเขื่อนภูมิพล ที่มีขนาดใหญ่ สร้างเสร็จในราวปี 2508-2509 ประมาณนั้น เป็นเพราะว่า ลำน้ำแม่ปิงเป็นสายเลือดของการเกษตรกรรม ประชาชนตามริมน้ำใช้อุปโภคบริโภคจนเป็นวัฏจักรหมุนเวียนของการดำรงชีวิตตามบ้านที่อาศัยริมฝั่งน้ำมาจากบรรพบุรุษตกทอดกันช้านาน สำหรับในช่วงน้ำหลาก ชาวนาในละแวกริมน้ำปิงสมัยกว่า 5 ทศวรรษ ได้เห็นชาวนาสร้างระหัดวิดเอาน้ำผันขึ้นมาจากน้ำปิงเข้าสู่พื้นนาเพื่อเอาไว้ปลูกข้าว ทำนาเป็นวิถีชีวิตที่ผู้เขียนได้เคยเห็นทันสมัยยังเป็นเด็ก พอหลังน้ำเริ่มลดลงจากน้ำหลาก ได้เห็นวิถีชีวิตชาวอำเภอคลองขลุงหันมาตกปลา เป็นผลพลอยได้จากน้ำป่าไหลบ่ามาทางทิศตะวันตกในเขตป่าดงดิบ นำพาน้ำป่าหลากไหลท่วมท้องทุ่งนา บ้านเรือนของชาวอำเภอคลองขลุง กระแสน้ำป่าหลากไหล มีทั้งปู ปลา หลากหลายชนิด แถมมีปลิงเข็ม ปลิงควาย ที่ผู้เขียนโดน
ถ้าหากย้อนอดีตในช่วงชีวิตยังเยาว์วัยของคนเกิดตามลุ่มแม่น้ำปิง ยุคก่อนสร้างเขื่อนยันฮี ราวกว่า 6 ทศวรรษที่ผ่านมานั้น การเดินทางยังนิยมใช้เรือเป็นพาหนะ ระยะไกลใช้เรือโดยสาร ถ้าข้ามฟากใช้เรือพาย เพราะเหตุยังไม่มีถนนที่ดี หรือสะพานข้ามแม่น้ำก็ยังไม่ได้สร้าง ผู้คนสัญจรยังอาศัยลำน้ำเป็นการไปมาหาสู่โดยเรือเป็นส่วนใหญ่ สมัยที่ถนนพหลโยธิน เส้นทางจากจังหวัดนครสวรรค์ไปจรดจังหวัดกำแพงเพชร มีเพียงถนนลูกรังและไม่สะดวก การเดินทางลำบาก ไม่เป็นที่นิยมกัน จึงมีเรือโดยสารแล่นมาจากนครสวรรค์ กำแพงเพชร หรือที่อำเภอคลองขลุง และจังหวัดใกล้เคียงที่มีแม่น้ำหลายสายทางภาคเหนือตอนล่าง ได้แก่ แม่น้ำปิง วัง ยม น่าน เส้นทางแม่น้ำหลายสายดังกล่าวมุ่งไปยังปากน้ำโพ หรือนครสวรรค์ ที่เป็นจังหวัดเศรษฐกิจในยุคนั้น ที่มีการค้าขายกับจังหวัดที่มาจากแม่น้ำ แล้วไปบรรจบพบกันที่ปากน้ำโพ กลายเป็นเมืองสี่แคว จนเกิดต้นน้ำเจ้าพระยา สร้างความเจริญเติบโต มีการค้าขายเกิดขึ้นมากมาย สะท้อนให้เห็นว่า วิถีชีวิตของชาวลุ่มน้ำหลายสายคงไม่แตกต่างกัน อำเภอใครที่ตั้งอยู่ริมฝั่งน้ำ ย่อมได้เปรียบทั้งการค้าขายและการเกษตรกรรม ที่ตกทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ
