เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)
นายประพิศ จันทร์มา อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า กรมชลประทานเตรียมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำและการจัดการทรัพยากรน้ำรองรับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ระยะเวลา 10 ปี (ปี 2564-74) เพื่อเตรียมรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว รวมทั้งภาคเกษตรกรรม ที่อาจจะส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมีเพิ่มขึ้น จากคาดการณ์แนวโน้มความต้องการน้ำในเขตอีอีซี ในปี 2574 คาดจะมีความต้องการน้ำเพิ่มขึ้น 358 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) เป็น 1,412 ล้าน ลบ.ม. จากปี 2564 มีความต้องการใช้น้ำปริมาณ 1,054 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ กรมชลประทาน ได้พิจารณาแนวทางในการเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนรองรับการใช้น้ำที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคตเพื่อสร้างความมั่นคงด้านน้ำและป้องกันการขาดแคลนน้ำทั้งในการอุปโภคบริโภค ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และการรักษาระบบนิเวศ โดยมีแนวทางการดำเนินการ ดังนี้ ในลุ่มน้ำวังโตนด จ.จันทบุรี ดำเนินการ 2 โครงการ คือ โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ดำเนินการเพื่อเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้อ่างเก็บน้ำประแสร์ได้ปีละ 140 ล้าน ลบ.ม. มีแผนงานก่อสร้างในปี 2567-2670 และโครงการผันน้ำคลองวังโตนด-อ่างฯประแสร์ เส้นที่ 2 เพื่
เมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2564 สำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ชุมชนหนองขาม อำเภอศรีราชา ติดตาม “คุณมาดี” เก็บข้อมูลสำมะโนประชากรและเคหะในพื้นที่ต้นแบบเขต EEC เพื่อศึกษาแนวทางการปรับเปลี่ยนและพัฒนาการทำสำมะโนประชากรและเคหะโดยใช้ฐานข้อมูลทะเบียนภายใต้สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 พร้อมเผยทิศทางการดำเนินงานพร้อมนำองค์กรเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล นางสาววันเพ็ญ พูลวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เปิดเผยว่า “จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติอย่างมาก โดยเฉพาะการเก็บรวบรวมข้อมูล แบบ Face to Face ซึ่งส่งเจ้าหน้าที่ลงไปในพื้นที่เพื่อสัมภาษณ์ประชาชนนั้น ไม่สามารถดำเนินการได้ ประกอบกับสังคมมีความต้องการใช้ข้อมูลที่ทันต่อสถานการณ์มากขึ้น สสช. ตระหนักดีว่าจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนและทบทวนวิธีการทำสำมะโนในรูปแบบใหม่ จึงได้จัดให้มีการศึกษา ‘โครงการการศึกษาและพัฒนาต้นแบบการจัดทำสำมะโนประชากรและเคหะจากฐานข้อมูลทะเบียน หรือ Register-based Census’ ถือเป็นโครงการนำร่องที่จัดทำขึ้น
บิ๊กน้อย รมช.ศึกษาฯลุยเชื่อมการศึกษาทุกระดับภาคตะวันออกและ EEC มุ่งเน้นผลิตกำลังคนสอดรับความต้องการภาคอุตสาหกรรม และเพื่อบรรลุผลพัฒนาตามแนวประเทศไทย 4.0แบบไร้รอยต่อ พลเอก สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวในโอกาสเป็นประธานพิธีเปิดบ้านการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ณ โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ จังหวัดฉะเชิงเทรา ว่า การจัดงานเปิดบ้านการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor : EEC) เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาการศึกษาในพื้นที่ EEC แก่นักเรียน ครูอาจารย์ ผู้บริหาร และผู้ปกครองในชุมชน สังคม ในการพัฒนาสถานศึกษาให้มีความสามารถในการจัดระบบโครงสร้างหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับการจัดการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พัฒนาหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนให้ตรงตามความต้องการของตลาดแรงงาน ผ่านการใช้ฐานข้อมูลจากระบบ Big Data ของกระทรวงศึกษาธิการ โดยองค์ประกอบที่สำคัญนั้นจะต้องคำนึงถึงการพัฒนาทั้งด้านภาษา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อสร้างนวัตกรรมและการประกอบอาชีพ 10 อุตสาหกรรมของโลกส
สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ได้จัดคณะลงพื้นที่เพื่อรับฟังความเห็นในการบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก รวมไปถึงการทบทวนการกำหนดขอบเขตพื้นที่ลุ่มน้ำประเทศไทย 25 ลุ่มน้ำใหม่ โดยเริ่มต้นลงพื้นที่ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็น 1 ใน 3 ของจังหวัดเป้าหมายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดย นายสิริวิชญ กลิ่นภักดี ผู้อำนวยการกองบริหารจัดการลุ่มน้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติน้ำ (สทนช.) กล่าวว่า ภาวะน้ำท่วมและการขาดแคลนน้ำในภาคตะวันออก ทำให้ สทนช.ต้องทำโครงการศึกษาทบทวนแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำที่เหมาะสมสำหรับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและผลกระทบจากการแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำ (ภาคตะวันออก) และได้เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่ จ.ฉะเชิงเทรา ลุ่มน้ำปราจีนฯ-บางปะกง พื้นที่ภาคตะวันออกมีลุ่มน้ำเดิม อาทิ ลุ่มน้ำปราจีนบุรีกับลุ่มน้ำบางปะกง มีอ่างห้วยโสมงอยู่ที่ลุ่มน้ำปราจีนบุรี ซึ่งพื้นที่ตรงนั้นเป็นต้นน้ำของลุ่มน้ำบางปะกง ดังนั้นเมื่อจะกักน้ำเค็มจากบางปะกงจึงไม่สอดรับกัน เป็นไปได้หรือไม่ว่า อาจจะยุบเป็นลุ่มน้ำเดียว เพราะตอนบนและตอนล่างเป็นคนละลุ่มน้ำ หรือบางลุ่มน้ำมีขนาดเล็ก ห่างไกลกัน เมื่อต้องห
