เต่า
เต่าซูลคาต้า (Sulcata Tortoise) เป็นเต่าบกชนิดหนึ่งที่กระดองมีลวดลายสีสวยดูมีความน่ารัก ผู้เลี้ยงบางคนมีความเชื่อส่วนตัวว่าเป็นสัตว์นำโชคมาให้ เกษตรกรที่อำเภอพรหมบุรี ได้รวมกลุ่มแบบธรรมชาติ จัดการเพาะเลี้ยงเต่าซูลคาต้า เพื่อนำส่งลูกเต่าออกขายทั้งตลาดภายในและต่างประเทศ ที่ต้องดำเนินการผ่านหน่วยงานภาครัฐ การเพาะเลี้ยงเต่าซูลคาต้า สมาชิกจะได้รับการถ่ายทอดองค์ความรู้และเสริมทักษะจากนักวิชาส่งเสริมการเกษตร สำนักงานเกษตรอำเภอพรหมบุรี ที่ได้ประสานการทำงานร่วมกับนักวิชาการ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กรมป่าไม้หรือผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งเกษตรกรจะได้นำความรู้ไปสู่พัฒนาการเพาะเลี้ยงเต่าให้ได้คุณภาพ และทำให้สมาชิกมีรายได้นำไปสู่การยังชีพที่มั่นคง คุณลุงสุชาติ วงษะ เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงเต่าซูลคาต้า เล่าให้ฟังว่า อาชีพคือการทำนาและมีอาชีพเสริมคือการเพาะเลี้ยงเต่าซูลคาต้า มีพื้นที่ทำนา 30 ไร่ ปลูกข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 เป็นชนิดข้าวเจ้านาสวนที่ไม่ไวต่อช่วงแสง ลักษณะทรงต้นสูง 104-133 เซนติเมตร กอตั้ง ลำต้นแข็งการหักล้มน้อย อายุการเก็บเกี่ยว 104-132 วัน เมื่อนำไปหุงจะได้กลิ่นหอม เนื้อข้าวนุ่มคล้ายข้า
“เต่า” เป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงแสนรักของคนไทยหลายเพศหลายวัย บางคนเลี้ยงเต่าเปรียบเสมือนเพื่อนคุยคลายเหงา รู้สึกสบายใจ ชีวิตดีขึ้นมีความสุข ไม่เจ็บไม่ป่วย โรคภัยไม่มี และบางคนเลี้ยงเต่าเพื่ออนุรักษ์พันธุ์เต่าไว้ไม่ให้สูญพันธุ์ เป็นมรดกทางธรรมชาติให้เยาวชนรุ่นลูกหลานได้ดู สายพันธุ์เต่า คนไทยนิยมเลี้ยงเต่าหลากหลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์ก็มีลักษณะเด่นที่แตกต่างกันไป ได้แก่ เต่าดำ (เต่าแก้มขาว) Black Terrapin ชื่อทางวิทยาศาสตร์ Siebenrockiella crassicollis เต่าดำ จัดเป็นเต่าขนาดเล็ก ยาวประมาณครึ่งฟุต หนักไม่ถึงครึ่งกิโลกรัม ตัวแบนไม่สวย กระดองดำ หัว หาง และขาดำ มีแต้มขาวเหนือตา แก้ม และตามใบหน้าอีกหลายแห่ง กระดองส่วนบนยาวเต็มที่ประมาณ 200 เซนติเมตร พบการแพร่กระจายพันธุ์เต่าดำในทั่วทุกภาคของประเทศไทย พบมากในพื้นที่ภาคกลางและภาคใต้ นอกจากนี้ ยังพบเต่าดำที่อินเดีย อินโดจีน มาเลเซีย สุมาตรา ชวา บอร์เนียว และฟิลิปินส์ เต่าดำอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำจืดที่ไหลช้าหรือแหล่งน้ำนิ่งบริเวณที่ราบต่ำ เช่น บ่อน้ำ ลำคลอง คูและหนองน้ำ เต่าดำกินอาหารได้ทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหาร ชอบกินหอย กุ้ง ผัก และเมล็ดพืช ช่
“เตาเศรษฐกิจชีวมวล” ขยายตัว หันมานิยมใช้ครัวเรือน สถานประกอบการ และกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ลดการใช้ LPG ได้ กว่า70% นายอรุณ อินทสะระ พลังงานจังหวัดพัทลุง เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงาน ได้เร่งขับเคลื่อนการใช้เตาเศรษฐกิจเตาฟืนชีวมวล หรือเตาฟืน แบบร่วมใจอุตสาหกรรมขนาดย่อม ทั้งนี้เพื่อเป็นการใช้ฟืนทดแทนแก๊ส LPG โดยเป็นเตาที่ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากเตาฟืนนาชุมเห็ด ที่พัฒนาจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ต.นาชุมเห็ด อ.ย่านตาขาว จ.ตรัง ซึ่งเป็นการผสมผสาน การจัดทำห้องเผาไหม้ และปล่องควันแบบเตามณฑล จ.นครศรีธรรมราช มีการพัฒนาช่องอุโมงค์ควัน เพื่อป้องกันปัญหาควันย้อนออก หรือช่องใส่ฟืน ทั้งนี้มีการเลือกใช้วัสดุในการจัดทำเป็นปูนซีเมนต์แบบทนไฟ โดยเป็นเตาที่ถูกออกแบบให้เกิดการเผาไหม้ 2 ครั้ง การเผาไหม้ จะใช้หลักการของกระแสลมธรรมชาติ ส่วนปล่องครัว จะถูกออกแบบให้สามารถดูดควันที่เกิดจากการเผาไหม้ให้ลอยตัวสูงขึ้น ภายในเตาเป็นสุญญากาศ ซึ่งอากาศภายนอกเตาจะไหลเข้ามาแทนที่ทำให้เกิดการเผาไหม้ของเชื้อเพลิง สำหรับส่วนประกอบและโครงสร้างเตาร่วมใจ ประกอบด้วย ช่องใส่ฟืน และเขี่ยขี้เถ้า ด้านในเตา ปากเตา และปล่องควัน การดำเนินงานเตาเศรษ
อาจจะงงกันหน่อยๆ ว่าวันนี้ผมจะเล่าเรื่องอะไร บอกไว้เลยว่าไม่เกี่ยวกับ “เตา” ที่เป็นอุปกรณ์ในครัว หรือเตาในร้านหมูกระทะแน่นอน เพราะที่อำเภอแม่ใจบ้านผมไม่มีร้านอย่างว่า “เตา” ของผมวันนี้คือ สาหร่ายน้ำจืดสีเขียว ซึ่งคนเมืองเหนือนำมาทำเป็นเมนูอาหารพื้นบ้าน เช่น ตำเตา ยำเตา กินกับผัก สมุนไพรพื้นบ้านหลากหลายชนิด เตา อุดมด้วยโปรตีน วิตามิน สารอาหารอีกเพียบ มีอะไรบ้างนั้นให้ลองค้นหาในกูเกิ้ล ด้วยคำว่า สาหร่ายเทา, ไก…มีหลายคนให้ข้อมูลไว้จนน่าหามากินวันละ 3 มื้อ แทนบรรดาอาหารเสริมที่โฆษณาเกลื่อนหน้าเฟซ สมัยก่อนเตาจะมีอยู่ในแหล่งน้ำจืดธรรมชาติที่สะอาด ร่มเย็น นึกอยากกินก็ชวนกันไปเก็บตามแหล่งน้ำมาประกอบอาหารไม่ต้องไปซื้อหา พอมีการใช้สารเคมีทางการเกษตรมากขึ้น “เตา” ก็หายไป กลายเป็นของหายาก ในตำบลแม่สุก อำเภอแม่ใจ มีชาวบ้าน 2 รายที่เลี้ยงเตา แล้วเก็บขายในพื้นที่และส่งไปขายที่ตลาดในเมืองพะเยา และอำเภอพาน จังหวัดเชียงราย พ่อเพชร แสนเขียว บ้านเลขที่ 51 หมู่ที่ 1 ตำบลแม่สุก เลี้ยงเตาในลำห้วยที่ไหลผ่านสวน เก็บขายได้ ตลอดปี ทำอาชีพนี้มากว่า 3 ปีแล้ว บอกว่า “รายได้ดีกว่าที่เคยขี่รถขายไอติมไปตามหมู่บ้
งานวิจัยใหม่ที่เผยแพร่ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ในวารสารวิชาการ เจอร์นัล เคอร์เรนต์ไบโอโลจี ระบุว่า เต่าตนุ หรือ เต่าทะเลสีเขียว (กรีน ซี เทอร์เทิล ชื่อวิทยาศาสตร์ Chelonia mydas) ที่ขึ้นมาวางไข่บริเวณชายหาดของเกาะไรน์ ใกล้ๆ กับเกรตแบริเออร์ รีฟ แนวปะการังเลื่องชื่อของโลกของประเทศออสเตรเลีย ฟักไข่ออกมาเป็นตัวเมียมากถึง 99.8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเสี่ยงต่อการเกิดสภาวะประชากรยุบตัวหรือสูญพันธุ์ เนื่องจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้อุณหภูมิบริเวณชายหาดสูงกว่าปกติ เมื่อเทียบกับเต่าชนิดเดียวกันที่ฟักออกจากไข่ในบริเวณหาดอื่นๆ ทางตอนใต้ลงมาจากชายหาดดังกล่าว ซึ่งมีอุณหภูมิต่ำกว่า พบว่ามีสัดส่วนของเพศเมียเพียง 65 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง รายงานวิจัยดังกล่าวให้ข้อมูลไว้ว่า เต่าไม่มีพันธุกรรมที่ใช้สำหรับจำแนกเพศเหมือนในกรณีของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม โดยในกรณีของเต่าทะเลนั้น การจำแนกเพศขึ้นอยู่กับอุณหภูมิแวดล้อมขณะฟักไข่เป็นสำคัญ ทั้งนี้ อุณหภูมิต่ำที่เย็นกว่าจะทำให้ไข่ฟักเป็นเพศผู้มากกว่า ในขณะที่อุณหภูมิสูงซึ่งทำให้อบอุ่นกว่านั้นจะส่งผลให้ไข่ฟักเป็นเพศเมียมากกว่า ระดับอุณหภูมิเหมาะสมซึ่งจะทำให้ไข่เต่าฟักออกมาเป็นเพศผู้และ
รศ.สพญ.นันทริกา ชันซื่อ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยโรคสัตว์น้ำ คณะสัตวแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงทั้งน้ำตาว่า ภายหลังจากทีมสัตวแพทย์ได้ผ่าตัดเอาเหรียญออกจากท้องเต่าออมสิน และหลังการผ่าตัดออมสินมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สามารถว่ายน้ำและกินอาหารได้บ้าง จนกระทั้งเมื่อวันที่ 17 มีนาคมที่ผ่านมา ออมสินมีอาการซึมไม่ยอมขยับเขยื้อน จึงนำไปเอกซเรย์ พบว่ามีลำไส้พันกัน เกิดแก๊สในช่องท้อง จึงผ่าตัดอีกรอบ เพื่อลดปริมาณแก๊ส ภายหลังการผ่าตัด ออมสินมีอาการทรุดลงอย่างเห็นได้ชัด ต้องให้อยู่ในห้องไอซียู และให้ออกซิเจนตลอดเวลา กระทั่งเวลา 10.10 น.วันนี้ ออมสิ้นก็จากไปด้วยอาการสงบ รศ.สพญ.นันทริกากล่าวว่า หลังจากนี้จะให้ภาควิชาพยาธิวิทยาผ่าพิสูจน์ซากออมสินอย่างละเอียดอีกครั้ง ถือเป็นบทเรียนครั้งใหญ่สำหรับสัตวแพทย์และนิสิตสัตวแพทย์ทุกคนที่ได้ช่วยกันรักษาดูแลออมสินตั้งแต่ต้นจนถึงวันนี้ “อย่างไรก็ตาม พูดได้ว่าช่วงเวลาหลังการผ่าตัดเป็นช่วงเวลาที่ออมสินมีความสุขความสบายตัวที่สุด เขาได้ว่ายน้ำครั้งแรกในรอบหลายปี หลังจากได้แต่ลอยตัวนิ่งๆ อยู่ในบ่อมานาน ออมสินเป็นเหมือนเพื่อน เหมือนญาติของเรา หลังจากนี้คงไปท
เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ผู้สื่อข่าวได้รับแจ้งว่า เต่าดาวอินเดีย ที่มีลวดลายทั่วกระดองเป็นแฉกคล้ายรูปดาวกระจาย และ เต่าดาวรัศมี หรือ เต่าเรคิเอต้า เต่าที่มีกระดองสวยเหมือนแฉกดาว กว่า 60 ตัวได้หายไปจากสถานีเพาะเลี้ยงนกน้ำบางพระ ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ เมื่อช่วงเดือน มิถุนายน 2559 เต่ายูนิฟอร่า ซึ่งเป็นเต่าบกที่หายากที่สุดในโลก มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศมาดากัสการ์ และอยู่ในทะเบียนแนบท้าย 1 ของอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์หรือไซเตสและมีมูลค่าสูงมาก จำนวน 6 ตัว และเต่าดาวรัศมีหรือเต่าเรคิเอต้า จำนวน 72 ตัว ก็ได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย โดยยังไม่สามารถจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีได้ ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยัง นายอดิศร นุชดำรงค์ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ กล่าวยอมรับว่า มีเต่าหายไปจากสถานีเพาะเลี้ยงนกน้ำบางพระจริง โดยได้รับรายงานจากนายเผด็จ ลายทอง หัวหน้าสถานีเพาะพันธุ์นกน้ำบางพระ ว่า มีเต่าดาวอินเดีย จำนวน 62 ตัว มูล
