โรคระบาด
อาจารย์ทวีศักดิ์ ศรีภูงา ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและการจัดการ พร้อมด้วย อาจารย์ และทีมงานเฉพาะกิจภายใต้การป้องกันการแพร่ระบาดและป้องกันไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) เป็นตัวแทนรับมอบถุงยังชีพ จาก องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครศรีธรรมราช, โรงแยกก๊าซธรรมชาติขนอม บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน), กองทุนพัฒนาชุมชนในพื้นที่รอบโรงไฟฟ้า บริษัท ผลิตไฟฟ้าขนอม จำกัด ณ วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและการจัดการ ตำบลท้องเนียน อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช หลังจากที่ทาง วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรมและการจัดการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย พื้นที่ขนอม ได้ปฏิบัติตามประกาศมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย เรื่อง แนวทางการจัดการเรียนการสอน ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) โดยเน้นการเรียนการสอนรูปแบบออนไลน์ทุกรายวิชา สำหรับกรณีรายวิชาปฏิบัติการ และรายวิชาโครงงาน นักศึกษาจะต้องได้รับอนุญาตให้เข้าเรียน On-site ต้องได้รับวัคซีนเข็ม 2 เรียบร้อยแล้ว และได้รับการตรวจ ATK ไม่เกิน 24 ชั่วโมง และตรวจทุก 7 วัน พร้อมบันทึกผลในระบบ
นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ “ซีพีเอฟ” มองโครงสร้างอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรเปลี่ยนแปลงไปจากอดีต จะยั่งยืนได้ต้องมีการวิจัยและพัฒนาที่มีประสิทธิภาพ ครอบคลุมตั้งแต่บริหารต้นทุนให้ลดลง จากการสรรหาวัตถุดิบ การพัฒนาสายพันธุ์ให้ได้มาซึ่งพันธุ์ที่แข็งแรง และการเลี้ยงสุกรที่ต้องมีมาตรฐานอาชีวอนามัยเพื่อป้องกันโรคระบาด นอกเหนือไปจากการมีฟาร์มและการจัดการการเลี้ยงที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมแหล่งน้ำในการผลิตที่เพียงพอ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานี้ โรคระบาดในอุตสาหกรรมการเลี้ยงสุกรยังไม่มีวัคซีนป้องกัน ทั้งโรคเพิร์ส (PRRS) และโดยเฉพาะโรคแอฟริกันสไวน์ฟีเวอร์ (ASF) ที่ทำให้การเลี้ยงสุกรในประเทศจีนและเวียดนามเสียหาย ส่งผลให้เกิดภาวะสุกรขาดตลาดอย่างมาก การพยายามกลับมาเลี้ยงใหม่ก็อาจจะยังประสบความเสียหายได้หากระบบการเลี้ยงไม่มีมาตรการป้องกันด้านชีวอนามัยที่เคร่งครัด ซีพีเอฟจึงมุ่งมั่นในการวิจัยและพัฒนามาตรฐานการเลี้ยงที่มีมาตรฐานชีวอนามัยที่สูง ประกอบกับการพัฒนาพันธุ์สุกรให้แข็งแรง มีความต้านทานโรคสูงอย่างต่อเนื่อง นายประสิทธิ์ กล่าวว่า การท
กรมวิชาการเกษตร บล็อกเส้นทางโรคระบาดปานามาจากเชื้อรา สายพันธุ์ TR4 เข้าประเทศ ชี้โรครุนแรงถึงขั้นไม่สามารถปลูกกล้วยได้อีก พันธุ์กล้วยหอมเขียวเสี่ยงติดโรค เตือนเกษตรกรไม่นำพันธุ์กล้วยที่ลักลอบให้เข้ามาปลูก ชี้ทุกส่วนของกล้วยทุกชนิดเป็นสิ่งต้องห้าม ตาม พ.ร.บ. กักพืช ฝ่าฝืนกฎหมายมีโทษทั้งจำและปรับ นางสาวเสริมสุข สลักเพ็ชร์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การระบาดโรคเหี่ยวฟิวซาเรียมของกล้วย ซึ่งรู้จักกันในชื่อ “โรคตายพราย” หรือ โรคปานามา ที่เกิดจากเชื้อรา Fusarium สายพันธุ์ TR4 ซึ่งพบระบาดในประเทศแถบอาเซียน กรมวิชาการเกษตร ได้เฝ้าระวังการระบาดของโรคดังกล่าว เพื่อไม่ให้เข้ามาระบาดในประเทศ โดยสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรในทุกพื้นที่สำรวจพื้นที่ปลูกกล้วยทั่วประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ ปี 2559 จนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะพื้นที่ปลูกกล้วยหอมเขียวหรือกล้วยหอมคาเวนดิช ซึ่งเป็นพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรคตายพรายที่เกิดจากเชื้อรา Fusarium สายพันธุ์ TR4 เนื่องจากเป็นโรคที่ทำความเสียหายอย่างรุนแรง จนถึงขั้นทำให้ไม่สามารถปลูกกล้วยได้อีกในพื้นที่ที่พบการระบาดของโรค โดยปกติแล้ว โรคตายพราย
กรมส่งเสริมการเกษตร ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เตรียมวางแผนการตลาดเพื่อควบคุมปริมาณสินค้าลองกองชายแดนใต้ ระหว่างเดือนกันยายน-ตุลาคม นายสำราญ สาราบรรณ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ลองกอง เป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่มีความสำคัญ มีแหล่งผลิตในภาคใต้ของประเทศไทย โดยในปี 2561 ได้ประมาณการผลผลิตลองกองของภาคใต้ไว้ จำนวน 70,383 ตัน มากกว่าผลผลิตปี 2560 ประมาณร้อยละ 613.82 (ปี 2560 ผลผลิต 9,860 ตัน) โดยจังหวัดที่มีผลผลิตมากและต้องเฝ้าระวัง คือ 4 จังหวัดชายแดนใต้ อย่าง ยะลา ปัตตานี นราธิวาส และสงขลา มีผลผลิตรวม 35,649 ตัน คิดเป็นร้อยละ 50.65 ของปริมาณผลผลิตลองกองใต้ทั้งหมด ขณะนี้มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตลองกองไปแล้ว 30,326 ตัน คิดเป็นร้อยละ 43 ของผลผลิตลองกอง 14 จังหวัดภาคใต้ คงเหลือผลผลิตประมาณ 4 หมื่นตัน หรือร้อยละ 60 ที่ยังไม่ได้เก็บเกี่ยวผลผลิต แต่จากการติดตามสถานการณ์ผลผลิตลองกองในขณะนี้เปรียบเทียบกับข้อมูลที่คาดการณ์ไว้ พบว่า ผลผลิตลองกองของภาคใต้ลดลงมากกว่า ร้อยละ 50 หรือประมาณ 2 หมื่นตัน เนื่องจากสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน มีฝนตกชุก ทำให้ลองกองผลแตก หลุดร่วงเป็นจำนวนมาก เดือนก
เฝ้าระวังสวนองุ่นในช่วงที่มีฝนตกติดต่อกัน สลับกับมีอากาศร้อน สภาพอากาศเช่นนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกองุ่นให้สังเกตการระบาดของโรคผลเน่าและโรคใบจุด มักพบอาการของโรคได้ในระยะที่องุ่นติดผลจนถึงระยะก่อนการเก็บเกี่ยวผลผลิต สำหรับโรคผลเน่า อาการบนใบ ในระยะแรกจะเห็นแผลจุดสีน้ำตาลขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วไปบนใบและกิ่งก้าน อาการบนผล เริ่มแรกเป็นแผลจุดสีน้ำตาลขนาดเล็ก จากนั้นแผลขยายใหญ่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอ่อนจนเห็นได้ชัดเจนบนผลองุ่นในระยะใกล้เก็บเกี่ยว แผลฉ่ำน้ำ ยุบตัวลง ไม่มีขอบแผลที่ชัดเจน เนื้อเยื่อกลางแผลฉีกขาด ต่อมาโรคจะขยายลุกลามไปยังผลอื่นๆ ในช่อนั้นจนกระทั่งเน่าเสียหมดทั้งช่อ หากพบอาการของโรคผลเน่า ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชอะซอกซีสโตรบิน 25% เอสซี อัตรา 5 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรคลอราซ 45% อีซี อัตรา 10-20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 5-7 วัน ส่วนโรคใบจุดที่พบได้ในช่วงนี้ อาการของโรคบนใบ พบใบอ่อนเป็นจุดแผลขนาดเล็กสีน้ำตาลอ่อนกระจายอยู่ทั่วใบ ใบหงิกงอ ต่อมาแผลขยายใหญ่ เนื้อใบที่เป็นแผลจะแ
เมื่อวันที่ 2 เมษายน เจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์ จ.กาฬสินธุ์ และเจ้าหน้าที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอยางตลาดร่วมกันนำสุนัขสายพันธุ์ต่างๆจำนวน 40 ตัว จากพื้นที่บ้านนาขาม ต.คลองขาม อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ซึ่งได้รับเชื้อพิษสุนัขบ้า และเจ้าของไม่มีสถานที่กักกันไปส่งยังศูนย์พักพิงชั่วคราวหรือด่านกักกันสัตว์ จ.นครพนม ด้านนายวันชัย ถวิลไพร ปศุสัตว์ จ.กาฬสินธุ์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์โรคพิษสุนัขบ้าในพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ โดยในปี 2560 ที่ผ่านมา ตรวจพบสุนัขติดเชื้อพิษสุนัขบ้าจำนวน 33 ตัวอย่าง และสถานการณ์ตั้งแต่เดือนมกราคม 2561 จนถึงปัจจุบันตรวจพบ 21 ตัวอย่าง ในพื้นที่ 8 อำเภอ ประกอบด้วย อ.กุฉินารายณ์ อ.กมลาไสย อ.ดอนจาน อ.เมืองกาฬสินธุ์ อ.ยางตลาด อ.นาคู อ.ร่องคำ และ อ.นามน พร้อมทั้งประกาศให้ทั้ง 8 อำเภอเป็นพื้นที่โรคระบาดพิษสุนัขบ้าชั่วคราว โดยล่าสุดตรวจพบในพื้นที่บ้านนาขาม ต.คลองขาม อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ ได้นำสุนัขที่ได้รับเชื้อพิษสุนัขบ้านจำนวน 40 ตัวส่งไปยังศูนย์พักพิงชั่วคราวหรือด่านกักกันสัตว์ จ.นครพนม ซึ่งก่อนหน้านี้ได้ส่งสุนัขที่ได้รับเชื้อในพื้นที่บ้านเก่าน้อย ต.ธัญญา อ.กมลาไสย จำนวน 22 ตัว และ
แหล่งข่าวในแวดวงสาธารณสุข กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยไม่ได้เจอแค่วิกฤตโรคพิษสุนัขบ้า แต่ยังมีประเด็นเรื่องโรคไข้หวัดนกอีกด้วย โดยเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหลายจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ว่าพบสัตว์ป่วยตายในสวนสัตว์ จนนำไปสู่การตรวจสอบยืนยันว่าเป็นเชื้อไข้หวัดนก และยังพบในหลายจังหวัดอีก ซึ่งเรื่องนี้มีการประชุมกันของกรมปศุสัตว์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีนักระบาดวิทยาเข้าร่วมด้วย โดยมีแนวทางและมาตรการต่างๆในการป้องกันการระบาด ซึ่งทางกรมปศุสัตว์ก็มีแนวทางและควบคุมได้ แต่ยังไม่มีการแจ้งความคืบหน้าใดๆ เพราะเรื่องนี้ไม่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะให้รับรู้ เพื่อร่วมกันทุกฝ่ายในการป้องกันโรค จริงๆ เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะหากควบคุมไม่ดีจะยิ่งลุกลาม ดีที่ไม่ติดต่อมาสู่คน ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาหนักแน่ๆ “สัตว์ในสวนสัตว์ในจ.นครราชสีมาที่ป่วยตายนั้น ไม่ใช่สัตว์ปีก แต่เป็นเสือปลา อีเห็น ชะมด และอื่นๆ และมีเจ้าหน้าที่สัมผัสสัตว์จำนวนมาก เมื่อมีการตรวจพบว่า สัตว์เป็นไข้หวัดนก และลามออกไปนอกสวนสัตว์ด้วย แพทย์จึงเอะใจและได้ส่งข้อมูลให้กรมควบคุมโรค ซึ่งเรื่องนี้กรมปศุสัตว์ทราบเรื่องดี ส่วนตัวเห็นว่
กรมส่งเสริมการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกกุหลาบรวมถึงไม้ตัดดอกชนิดอื่น ๆ โดยเฉพาะทางภาคเหนือของประเทศไทย ควรเฝ้าระวังโรคราแป้งขาวระบาด ซึ่งมักพบเมื่อสภาพอากาศหนาวเย็น น้ำค้างลงจัดกลางคืนมีความชื้นสูง ทำให้เชื้อโรคราแป้งขาวกุหลาบเจริญเติบโตได้ดี สามารถแพร่ระบาดโดยปลิวไปกับลม ทำความเสียหายรุนแรงได้ ดังนั้น ขอให้เกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงของตนเองอย่างสม่ำเสมอ หากพบขุยสีขาวขึ้นปกคลุมบริเวณด้านบนใบและใต้ใบ เนื้อใบที่ถูกทำลายจะพองออก ใบบิดงอ โดยเฉพาะใบอ่อน และยอดอ่อนของกุหลาบ ขอให้เตรียมการป้องกัน หรือขอคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน เพื่อหาแนวทางทางป้องกันกำจัดก่อนเกิดการระบาดรุนแรง นายประสงค์ ประไพตระกูล รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร เปิดเผยว่า โรคราแป้งกุหลาบเป็นโรคที่สำคัญชนิดหนึ่งของกุหลาบ และไม้ตัดดอกอีกหลายชนิด โรคราแป้งมีลักษณะเป็นผงสีขาวคล้ายผงแป้งเคลือบอยู่บนผิวใบ ทั้งด้านบนและด้านใต้ใบ พบมากในใบอ่อน และยอดอ่อนของกุหลาบ เนื้อเยื่อส่วนที่เชื้อราเกาะอยู่จะพองออก หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า โรคใบพอง ทำให้ใบบิดงอ ถ้าใบถูกราแป้งเข้าทำลายมาก จะมองเห็นบริเ
ในตอนเช้ามีหมอกลง กลางวันอากาศร้อน และมีฝนตกเล็กน้อยเช่นนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรสวนส้มเปลือกล่อนเฝ้าระวังแมลงศัตรูพืช 3 ชนิด คือเพลี้ยไก่แจ้ส้ม เพลี้ยไฟ และหนอนชอนใบส้ม จะพบในระยะที่ส้มแตกยอดอ่อนและติดผล สำหรับเพลี้ยไก่แจ้ส้ม เกษตรกรควรสังเกตตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากตาและยอดอ่อน โดยตัวอ่อนจะกลั่นสารสีขาวเป็นเส้นด้ายทำให้เกิดราดำ ใบถูกทำลายจะหงิกงอและแห้งเหี่ยว อีกทั้งเพลี้ยยังเป็นพาหะของโรคกรีนนิ่งที่สามารถแพร่กระจายไปเกือบทุกแหล่งที่ปลูกส้ม ทำให้ต้นส้มทรุดโทรมและตายในที่สุด ให้เกษตรกรหมั่นสำรวจต้นส้มในระยะแตกตาและยอดอ่อน หากสุ่มพบเพลี้ยไก่แจ้ส้ม 5 ยอด ต่อต้น จำนวน 10-20 ต้น ต่อสวน ควรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 8 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโคลไทอะนิดิน 16% เอสจี อัตรา 1 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ล ยูพี อัตรา 4 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ส่วนเพลี้ยไฟ จะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยใช้ปากเขี่ยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อนและผลอ่อน ส่งผลให้ใบผิดปกติ แคบเรียว กร้าน มักพบเพลี้ยไฟทำลายรุนแรงในระยะผลอ่อน ตั้งแต่กลีบดอกร่วงจนถึงผลส้ม มีเส้นผ
เมื่อวันที่ 17 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดโรคระบาดในกระบือและเริ่มล้มตายเป็นจำนวนมาก เหตุเกิดที่บ้านเขาด้วน หมู่ 9 ต.ย่านรี อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ตรวจสอบเบื้องต้นพบเป็นกระบือเจ้าของเดียวกัน จำนวนทั้งหมด 47 ตัว เบื้องต้นได้ตายแล้ว 19 ตัว ซึ่งกระบือดังกล่าวมีนายสุทัศน์ สมทอง อายุ 31 ปี เป็นเจ้าของ หลังจากเกิดเหตุปศุสัตว์อำเภอกบินทร์บุรี ประสานไปยังปศุสัตว์จังหวัดปราจีนบุรี และปศุสัตว์เขต 2 ชลบุรี เข้าไปตรวจสอบพบว่ามีกระบือทั้งเพศผู้และเพศเมียนอนตายเกลื่อนทุ่ง รวมถึงที่กำลังจะตายอีกจำนวนมาก จากนั้นนำกระบือที่ตายใส่รถบรรทุก เพื่อทำการฝังกลบต่อไป ต่อมาเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์เข้าไปควบคุมโรคแล้ว สำหรับกระบือตัวที่ตายได้ทำการใช้วิธีฝังกลบ โดยใช้รถแบ็กโฮขุดหลุมลึกประมาณ 10 เมตร ก่อนนำกระบือที่ตายแล้วทั้งหมดนำมาใส่หลุม ก่อนฝังใช้ปูนขาวโรยลงไปหลุมและฉีดยาฆ่าเชื้อเพื่อป้องกันโรคระบาด เบื้องต้นสันนิฐานว่าเป็นโรคคอบวม ขณะนี้ได้ส่งเนื้อเยื่อไปพิสูจน์ที่ปศุสัตว์เขต 2 ชลบุรี พร้อมประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบและป้องกันโดยแยกกระบือไว้ห่างไกล ด้านนายสุทัศน์ สมทอง เจ้าของกระบือ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านั้
