สุขภาพ
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า ภาวะน้ำหนักเกินหรือภาวะที่ร่างกายมีดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) เกินเลข 24 ถือว่าเป็นภาวะผิดปกติที่เรียกว่า โรคอ้วน เนื่องจากเป็นภาวะที่ก่อให้เกิดกลุ่มโรคร้ายแรงหลายชนิด ซึ่งบางชนิดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มีอัตราการตายอันดับสูง เช่น โรคหัวใจขาดเลือดและโรคเส้นเลือดในสมองแตก เป็นต้น การที่โรคอ้วนกลายเป็นโรคไม่ติดต่อที่แพร่หลายในทุกเพศทุกวัยไปทั่วโลกก็เนื่องจากปัญหาพฤติกรรมบริโภคอาหารที่มี แป้ง น้ำตาล และไขมันล้นเกิน อันเกิดจากวัฒนธรรมบริโภคฟาสต์ฟู้ดของโลกยุคใหม่นั่นเอง การควบคุมน้ำหนักร่างกายเพื่อป้องกันโรคอ้วน มีหลากหลายวิธี เช่น การควบคุมอาหารทีมีแคลอรี่สูงอย่าง แป้ง น้ำตาล ไขมัน การฝึกนิสัยการบริโภคอาหารทีมีกากใยสูง หรือการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เป็นต้น หากทำได้ตามข้างต้น และเพิ่มเติมวิธีเสริม ที่ขอแนะนำในที่นี้จะเป็นมาตรการควบคุมน้ำหนักให้ได้ผลดี วิธีทำได้ง่ายสบายมากนั่นคือ การดื่มน้ำมะขาม ผู้ที่น้ำหนักปกติก็สามารถดื่มน้ำมะขามเย็นๆ สักแก้วได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะไปลดน้ำหนักตัว มะขามเป็นเครื่องดื่มรสเปรี้ยว เมื่อดื่มแล้วสดชื่น และให้สังเกตดูหลังดื่มน้ำมะข
มีคนส่งคลิปของ “สามเณรมะเขือ” มาให้ดู เป็นเรื่องของสามเณรน้อย อายุ 7 ขวบ ป่วยเป็นเบาหวานมาตั้งแต่อายุแค่ 3 ขวบ ระดับน้ำตาลในเลือดนั้นสูงถึง 940 มก.% (คนปกติไม่เกิน 160) จนต้องฉีดอินซูลินวันละ 2 เข็ม เช้า-เย็น กระทั่งแม่ของสามเณรได้รู้จักกับการแพทย์ทางเลือกที่เมืองกาญจน์ ปรากฏว่าชั่วเวลาเพียง 7 วัน จากที่สามเณรเข้าคอร์สที่เน้นการกินผัก โดยเฉพาะมะเขือเปราะ กินทุกวัน วันละ 2 มื้อ ระดับน้ำตาลจากวันแรก 600 มก.% ลดลงเรื่อยๆ จนอยู่ในระดับปกติที่ 120 ไม่ต้องฉีดอินซูลินเลย เหมือนได้ชีวิตลูกคืนมาอีกครั้ง ด้วยการกิน “มะเขือเปราะ” เข้าไปค้นข้อมูลจึงพบว่า การใช้มะเขือเพื่อลดน้ำตาลในเลือดนั้นมีตั้งแต่ในการแพทย์อายุรเวทของอินเดีย นอกจากนี้ ประชากรในแคว้นโอริสสาของอินเดีย ก็ใช้น้ำต้มมะเขือเปราะรักษาโรคเบาหวาน โดยมีงานวิจัยจากที่นี่เช่นกัน ที่ใช้สารสกัดน้ำของผลมะเขือเปราะลดปริมาณน้ำตาลในเลือดของหนูทดลอง พบว่าได้ผลดี และพบว่า สารสกัดดังกล่าวออกฤทธิ์คล้ายอินซูลิน โดยช่วยเสริมการใช้งานกลูโคสอย่างมีประสิทธิภาพ มีผลเชิงบวกต่อการทำงานของตับอ่อน โดยไม่มีพิษต่อสัตว์ทดลองแต่อย่างใด ที่มา : มติชนออนไลน์
Shanghaiist เว็บไซต์เซี่ยงไฮ้อิสต์รายงานเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า เกมเมอร์สาววัย 21 ปีจากมณฑลกวางตุ้งประเทศจีนต้องประสบกับปัญหาตามองไม่เห็นไปหนึ่งข้างหลังจากหักโหมเล่นเกมเป็นเวลานานตลอดวัน รายงานระบุว่าผู้ป่วยเล่นเกม “คิงออฟกลอรี” เกมแนว “โมบา” ที่เล่นผ่านทางสมาร์ทโฟนที่บ้านของตัวเองตลอดทั้งวันก่อนจะรู้สึกผิดปกติที่ดวงตาข้างหนึ่งเริ่มมองไม่เห็นในช่วงเย็นของวันเดียวกัน เกมเมอร์สาวถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในวันแรกโดยแพทย์ไม่สามารถวินิจฉัยอาการได้ก่อนที่อีก 4 วันต่อมาแพทย์พบกว่าดวงตาผู้ป่วยมีปัญหาด้วยโรคเส้นเลือดจอประสาทตาอุดตัน รายงานระบุว่าเหตุที่ใช้เวลาวินิจฉัยนานเนื่องจากโรคดังกล่าวเป็นโรคที่มักพบกับวัยสูงอายุ ขณะที่สำหรับผู้ป่วยรายดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากการใช้ดวงตาทำงานอย่างหนักต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่ได้หยุดพัก “วันไหนที่ฉันไม่มีอะไรต้องทำฉันก็จะตื่นตอน 6 โมงเช้ากินข้าวเช้าและเล่นเกมจนถึง 4 โมงเย็น พักกินข้าวหลับงีบนึงแล้วก็เล่นต่อถึงตี 1” หญิงสาวระบุกับเซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ Shanghaiist ที่มา มติชนออนไลน์
พระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 8 กันยายนที่ผ่านมา เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการควบคุมดูแลการทำกิจกรรมการตลาดอย่างเต็มรูปแบบ เพราะขณะนี้กระบวนการอยู่ระหว่างการตั้งคณะกรรมการ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกราว 3 เดือน จึงจะได้เห็นกฎหมายลูกออกมาบังคับใช้เพิ่มเติมในอนาคต “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “แพทย์หญิงกิติมา ยุทธวงศ์” ผู้อำนวยการบริหารสมาคมผู้ผลิตอาหารทารกและเด็กเล็ก สำหรับแนวทางที่ผู้ผลิตอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กที่ออกมาพูดเป็นครั้งแรกหลังกฎหมายบังคับใช้ว่า ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ ผู้ผลิตจะยังทำอะไรได้บ้าง เหล่านี้ล้วนมีผลต่อความเคลื่อนไหวทางธุรกิจของแบรนด์ยักษ์ใหญ่ อาทิ แอ๊บบอต ลาบอแรตอรีส, ดูเม็กซ์, มี้ด จอห์นสัน นิวทริชัน (ประเทศไทย), เนสท์เล่ (ไทย), เนสท์เล่ (ไทย) แผนกธุรกิจไวเอท นิวทริชั่น และแปซิฟิค เฮลธ์แคร์ (ไทยแลนด์) แพทย์หญิงกิติมาระบุว่า ผู้ผลิตทุกรายพร้อมปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่ยอมรับว่า ในช่วงแรกของการบังคับใช้ยังมีหลายฝ่ายที่สับสนว่าผลิตภัณฑ์ใดถูกกฎหมายฉบับนี้ควบคุมบ้าง ระยะแรกผู้ผลิตจึงยึดถือเอกสารที่พบในเว็บไซ
นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ในฐานะโฆษกกรมกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า ในปัจจุบันภาวะสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยสูงอายุและมีแนวโน้มสูงขึ้น ปัญหาที่พบ เช่น มีปัญหาด้านการใช้ภาษา เลือกใช้คำพูดไม่ค่อยถูก สับสนเรื่องทิศทาง ไม่สามารถตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมและอารมณ์ได้ สมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อการป้องกันโรคคือบัวบก สมุนไพรในกลุ่มโปรดักต์แชมเปี้ยน เป็นสมุนไพรที่มีอยู่ทุกที่ทั่วประเทศไทย ที่สำคัญหาง่าย ใช้คล่อง ปลอดภัย ใช้ได้ทั้งต้นและใบ มีรสขม สามารถนำมารับประทานเป็นอาหาร ทำเป็นเครื่องดื่ม จากการศึกษาวิจัยพบว่าบัวบกมีฤทธิ์รักษาแผลที่ผิวหนัง รักษาแผลในทางเดินอาหาร รักษาความผิดปกติของหลอดเลือดดำ รักษาแผลในปาก และที่สำคัญคือ บำรุงสมอง ป้องกันอัลไซเมอร์ ช่วยฟื้นฟูความจำ และมีผลกับการจำและเรียนรู้ในผู้สูงอายุ สำหรับสรรพคุณที่ให้ความสนใจกันมากเป็นพิเศษคือ “บำรุงสมอง ป้องกันอัลไซเมอร์” เนื่องจากใบบัวบกมีสรรพคุณช่วยบำรุงประสาทและสมอง ช่วยทำให้เพิ่มความจำดีขึ้น
ชื่อทั่วไป : Heartleaves moonseed ชื่อวิทยาศาสตร์ : Tinospora crispa/Tinospora cordifolia Family : MENISPERMACEAE บอระเพ็ด ไม้เลื้อยเถาอ่อน มีตุ่มรอบๆ ใบรูปหัวใจ ชื่อคุ้นหูคนไทยมาแต่โบราณ แม่ลูกอ่อนใช้ทาหัวนม เวลาจะให้ลูกหย่านม หรือใครที่อายุ 35-40 ปีขึ้นไป คงจะเคยโดนคุณครูประจำชั้นลงโทษสถานเบา โดยการให้อมบอระเพ็ดแก้ง่วงเหงาหาวนอนกันมาบ้าง รวมทั้งผู้เขียนด้วย ทุกวันนี้ยังจำได้อยู่เลย รสชาติตอนนั้นนี่ ขมติดปากหลอนไปหลายวัน นับว่าเป็นกุศโลบายการทำโทษที่ลึกซึ้งมากของบรรพบุรุษไทยเรา ท่านได้แฝงเอาสิ่งดีๆ ไว้ในการลงทัณฑ์ นัยว่าทำโทษด้วยความรักและหวังดีไปพร้อมๆ กัน เนื่องจากในความขมนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่างแฝงอยู่ด้วย บอระเพ็ดนั้น หาได้ไม่ยาก พบได้ทุกภาคทั่วไทย ตั้งแต่ชายป่าละเมาะ ป่าเบญจพรรณ เชิงเขา จนถึงหน้าผาหินปูนก็พบเจอได้บ่อยๆ เหมือนกัน เถาบอระเพ็ดเมื่อถูกกรีดหรือตัด จะมียางสีเหลืองไหลออกมา รสชาติขมจัด ดอกออกเป็นช่อๆ ตามซอกใบ เป็นดอกชนิดแยกเพศอยู่บนก้านช่อเดียวกัน ประกอบด้วยกลีบรองดอก 6 อัน กลีบดอกอีก 6 อัน มีเกสรเพศเมียอยู่ตรงกลางล้อมรอบด้วยเกสรตัวผู้ 6 อัน ผลกลมๆ เป็นช่อ ดิบๆ
ระยะหลังจะได้ยินคำว่า “เมตาบอลิก ซินโดรม” บ่อยครั้ง ถือเป็นศัพท์ใหม่แต่ความหมายไม่ใหม่ “เมตาบอลิก ซินโดรม” (Metabolic syndrom) หมายถึงกลุ่มโรคที่มากับภาวะลงพุง เนื่องจากการเผาผลาญอาหารผิดปกติ ที่มาของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ อาทิ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ หลอดเลือดสมอง รวมทั้งมะเร็งบางชนิด โดยเฉพาะเบาหวาน ว่ากันว่า ขนาดเอวที่ขยับเพิ่มขึ้นทุก 5 ซม. ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงของการเป็นเบาหวาน 3-5 เท่า แล้วแค่ไหนจึงถือว่าเหยียบเส้นแดงแล้ว? ตัวเลขรอบเอวโดยประมาณ ผู้ชายอยู่ที่ 90 ซม. ผู้หญิง 80 ซม. เกินกว่านี้ถือว่าเข้าข่ายหมด ยิ่งมีปัจจัยเสี่ยงอีก 2 ใน 4 ข้อต่อไปนี้ถือว่า “ใช่” เลย คือ 1) ความดันโลหิตสูงกว่า 130/85 มม.ปรอท 2) น้ำตาลในเลือดสูงกว่า 100 มก. 3) ระดับไขมันไตรกลีเซอไรด์สูงกว่า 150 มก. 4) ระดับไขมันเอชดีแอลน้อยกว่า 40 มก.ในผู้ชาย / 50 มก.ในผู้หญิง ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมช่วยได้ อย่างลดน้ำหนัก ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ (สัปดาห์ละ 5 วัน ครั้งละ 30 นาที) ลดอาหารประเภทแป้ง เปลี่ยนเป็นที่มีกากใยสูง เลี่ยงเนื้อสัตว์ติดมัน หนัง เนย กุ้ง หมึก หอยนางรม ฯลฯ
นายบุญส่ง เมืองกรุง ประธานสมาคมสภาผู้สูงอายุแห่งประเทศไทย ในพระราชูปถัมภ์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จ.พะเยา กล่าวว่า ทางสมาคมฯ ได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเกี่ยวกับผู้สูงอายุทั้งหญิงและชาย ในพื้นที่พะเยา 68 ตำบล 9 อำเภอ ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการเชิดชูทรัพยากรมนุษย์เป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ผู้สูงอายุต่อไป นอกจากนี้แล้วยังเป็นการเก็บข้อมูลชีวิตความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ ในด้านที่เป็นปัจจัยที่ทำให้อายุยืนยาวถึง 100 ปี เบื้องต้นการเก็บข้อมูลผู้สูงอายุเกิน 100 ปี ทราบว่าผู้สูงอายุกินอาหารแบบพื้นบ้านล้านนา เช่นกินอาหารประเภทผักที่ปลูกเอง แล้วปลอดสารเคมีในพืชผัก,กินน้ำพริกปลา,กล้วยน้ำหว้า,แตงกวา และพืชใบเขียวทั่วไปที่ไม่ใช้สารเคมีจำจัดศัตรูพืช นายบุญส่งกล่าวอีกว่า การเก็บข้อมูลผู้สูงอายุในพื้นที่พะเยา พบผู้สูงอายุ 100 ปี ขึ้นไป เช่นนางบัว บัวย้อย อายุ 100.6 ปี , นายปั๋น กันทะเนตร อายุ 100.4 ปี ,นางบุญ ทองเหลือ อายุ 100.3 ปี และนางจ้อย ประวัง อายุ 100 ปี 4 เดือน ผู้สูงอายุทั้งหมดจะได้รับโล่เกียรติคุณ, เข็มกลัดเกียรติคุณ และเงินขวัญถุงคนละ 4,000 บาท โดยมีนายณรงค์ศักดิ์ เฉลิมเกียรติ ผู้ว่าฯ พะเย
เป็นข่าวดีสำหรับผู้ชื่นชอบกินช็อกโกแลตเลยก็ว่าได้ เมื่องานวิจัยพบว่า การกินของหวานมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพทางปัญญา โดยงานวิจัยชิ้นดังกล่าวเผยแพร่ในวารสาร Appetite ซึ่งนักวิจัยใช้ข้อมูลจาก Maine-Syracuse Longitudinal Study (MSLS) จำนวน 968 คน อายุระหว่าง 23-98 ปี ซึ่งจะวัดปริมาณการกินและปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับโรคหัวใจและหลอดเลือดด้วย โดยนักวิจัยพบว่า การกินช็อกโกแลตเป็นประจำสัมพันธ์กับการดีขึ้นของประสิทธิภาพทางปัญญาอย่างมีนัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารจัดการ, การทำงานของความจำ, การตรวจสอบและการติดตาม, ความเป็นเหตุผล เป็นต้น นอกจากนี้ ผงโกโก้ที่เป็นส่วมผสมของช็อกโกแลต ก็พบว่ามีความเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพทางปัญญาเช่นกัน โดยพบว่าในดาร์กช็อกโกแลตมีระดับฟลาโวนอยด์ ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ในระดับสูง แต่ยังน้อยกว่าในมิลค์ช็อกโกแลตและไวท์ช็อกโกแลต นอกจากนี้ ฟลาโวนอยด์ในระดับสูงยังสามารถพบได้ในชา, ไวน์แดง และผลไม้บางชนิด เช่น องุ่น และแอปเปิล เป็นต้น ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
หากพูดถึง ‘โรคเบาหวาน’ หลายๆคนอาจจะไม่แปลกใจ เพราะรู้สึกคุ้นชินกับชื่อโรคนี้มานาน ประกอบกับคนในครอบครัวหรือรอบๆ ตัว ต่างเป็นโรคนี้ในจำนวนมาก สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติได้เผยสถิติน่าตกใจว่า จำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลกปี 2558 สูงถึง 415 ล้านคน ในทุกๆ 6 วินาทีมีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวาน 1 ราย และคาดการณ์ไปอีก 30 ปีข้างหน้าว่า จำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานจะเพิ่มสูงขึ้นจนแตะ 642 ล้านคน เห็นได้ว่าจำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวานมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น และผู้ที่เป็นโรคนี้ส่วนหนึ่งมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในกลุ่มวัยทำงาน ทั้งนี้สามารถลดความเสี่ยงลงได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม นอกเหนือจากผลสถิติที่ดูสูงจนน่ากลัวแล้ว สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือผลที่ตามมา แถมยังเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยเบาหวานเสียชีวิต คือ โรคแทรกซ้อนเรื้อรัง โดยที่พบบ่อย ได้แก่ เบาหวานในจอประสาทตา ทำให้จอประสาทตาเสื่อม มีเลือดออกในดวงตา และตาบอดในที่สุด เบาหวานที่ไต หากปล่อยไว้ไตจะทำงานผิดปกติและเกิดภาวะไตวาย โรคเส้นประสาทชา คนไข้จะไร้ความรู้สึกเมื่อเกิดการกระทบทางร่างกาย ทำให้เกิดบาดแผลได้ง่ายและรักษาได้ยาก เนื่องจากไม่รู้สึกต
