สุขภาพ
ดอกสะเลเต หรือ มหาหงส์ เป็นพืชลงหัวในตระกูลขิง ข่า เท่าที่พบในปัจจุบัน มี 2 สายพันธุ์ คือ ดอกขาวและดอกเหลือง ดอกสะเลเตจัดเป็นดอกไม้ที่มีรูปร่างสวยงาม ความหอมก็หอมมาก คนไทยใหญ่จะนำไปปักแจกันถวายพระ หรือนำมาร้อยมาลัยถวายพระ ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เล่าว่า คนโบราณมักจะไม่ปลูกต้นสะเลเตไว้ใกล้ห้องลูกสาว หรือเด็กสาวที่ยังไม่แต่งงาน จะไม่นิยมนำดอกสะเลเตมาทัดหู เพราะดอกไม้นี้เป็นนัยที่บอกว่า ถึงเวลาแล้วที่จะมีคู่ ผู้เฒ่าผู้แก่บางท่านบอกว่า ด้วยความหอมเย้ายวนของเจ้าดอกสะเลเต เวลานำมาทัดหูจึงคล้ายๆ กับเป็นฟีโรโมนธรรมชาติก็ว่าได้ ดอกสะเลเต สามารถใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย ทั้งหัวที่มีความหอม นำมาตำกับน้ำพริกได้หรือรับประทานเป็นผักแกล้มกับน้ำพริก รับประทานเป็นยาได้ ช่วยบำรุง หรือจะนำมาทำลูกประคบก็ได้ สำหรับผู้ที่ไม่ชอบความเหลืองของลูกประคบที่ทำจากไพลหรือขมิ้น ลูกประคบจากเหง้าของสะเลเตเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะไม่ทำให้เสื้อผ้ามีสีเหลืองแล้ว เหง้าของสะเลเตยังมีสรรพคุณช่วยลดการอักเสบได้ดีอีกด้วย แต่สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการขุ
ลูกหว้า เป็นผลไม้ 1 ใน 8 อย่างที่ถูกบัญญัติไว้ในพระไตรปิฎก ว่าสามารถนำมาทำน้ำปานะ หรือน้ำอัฐบานให้พระภิกษุสงฆ์ฉันได้หลังยามวิกาล หากเรามาพิจารณาให้ดีๆ แล้วนั้น น้ำปานะดังกล่าว มิได้เป็นเพียงเครื่องประทังความหิวในยามวิกาลเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีคุณประโยชน์ทางการรักษาโรคอีกด้วย หว้า มีชื่อเรียกในภาษาอังกฤษว่า Jambolan ชื่อวิทยาศาสตร์ : Syzygium cumini (L.) วงศ์ : Myrtaceae วงศ์เดียวกับชมพู่ ซึ่งเป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 10-35 เมตร ผลสามารถนำมารับประทานได้ โดยผลสดมีลักษณะรูปรีแกมรูปไข่ ฉ่ำน้ำ มีสีม่วงดำ ผิวเรียบมัน รสชาติเปรี้ยวฝาดอมหวาน คนไทยสมัยก่อนมักจะปลูกไว้บริเวณตามคันนา เนื่องจากต้นหว้าเป็นต้นไม้ที่ชอบความชุ่มน้ำ และเป็นดัชนีชี้วัดปริมาณน้ำฝนที่ตก หากปีใดลูกหว้าดก ออกช่อสีม่วงตามท้องนา แสดงว่าปีนั้นน้ำฝนมาก นอกจากจะเป็นต้นไม้ที่ให้บอกความเป็นไปของสภาพอากาศแล้ว ผลของต้นหว้ายังเป็นผลไม้ชูกำลังให้กับชาวบ้านได้เป็นอย่างดี และเป็นยารักษาโรคได้ เนื่องจากผลหว้ามีลักษณะสีม่วงดำและประกอบไปด้วยสาร “แอนโธไซยานิน” ซึ่งสารนี้มักพบในพืชผัก ผลไม้ที่มีสีม่วงเข้มหรือสีแดง สารดังกล่าวมีคุณสมบัติช่วยต้
ชมนาด ชื่อวิทยาศาสตร์ Vallaris globra Ktze ถิ่นกำเนิดในเอเชียเขตร้อน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ในประเทศไทยพบได้ทั่วไปทุกภาค เป็นไม้เถาหรือไม้รอเลื้อย สามารถเลื้อยทอดพาดพันสิ่งอื่นๆ เช่น รั้ว ซุ้ม และเจริญเติบโตเป็นไม้พุ่มเตี้ย สูง 0.5-1.0 เมตร โดยอาศัยการยึดเกี่ยวของกิ่งก้านด้วยกันเอง เนื้อไม้แข็ง แตกกิ่งก้านออกเป็นเถาเล็กๆ จำนวนมากในแต่ละต้น ทุกส่วนมีน้ำยางสีขาวคล้ายน้ำนม ต้นอ่อนหรือเถาอ่อน เปลือกสีเขียวหรือเทาอมเขียว ต้นแก่หรือต้นที่มีอายุมาก เปลือกสีเทาเข้ม ใบเดี่ยวออกเรียงตรงกันข้าม ปลายเป็นติ่งแหลม โคนสอบมน ขอบใบเรียบ ผิวใบสีเขียวเข้มเป็นมัน เนื้อใบบาง ดอกเดี่ยวสีขาวหรือสีครีมอมเขียว มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อกระจุกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ผลอ่อนรูปกรวยหรือดอกบัวตูม นิยมปลูกเป็นไม้ดอกไม้ประดับ สรรพคุณทางยา ยางใช้ใส่แผลสดสมานแผลและห้ามเลือด ดอกใช้อบแป้งร่ำ ทำเครื่องหอม ขยายพันธุ์โดยเมล็ดและการตอนกิ่ง ที่มา : คอลัมน์ อาทิตย์ละต้น/ข่าวสดออนไลน์
ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร เขียนในคอลัมน์ เก็บป่ามาฝากเมือง ว่าในการออกพื้นที่เพื่อเก็บรวบรวมความรู้จากหมอยาพื้นบ้าน นอกจากความรู้เรื่องหยูกยาแล้ว ผลพลอยได้คือความเชื่อม ประเพณีวัฒนธรรมที่มีพืชพรรณนั้นๆ ไปเกี่ยวข้อง ซึ่งสะเลเต หรือมีชื่ออื่นๆ อาทิ ชายเหิน มหาหงส์ หางหงส์ (ภาคกลาง) ตาหาน ต๋าเหิน เหินแก้ว เหินคำ (แม่ฮ่องสอน) เป็นต้น สะเลเต จัดเป็นสมุนไพรไม้ดอกหอมที่มีเรื่องราวที่มีสีสันมากที่สุด และเมตตามหานิยมแก่สถานที่ที่ปลูกและเป็นว่านมหาเสน่ห์ ที่ทำให้หนุ่มสาวหลงใหลซึ่งกันและกัน คนโบราอีสานมักจะห้ามปลูกดอกสะเลเตไว้บริเวณข้างห้องนอนลูกสาว หรือห้ามสาวรุ่นทัดดอกสะเลเต เพราะจะทำให้เกิดอารมณ์ทางเพศ ด้วยเหตุนี้กระมัง สะเลเตจึงเป็นจำเลยของสามีภรรยาที่ถูกคู่ทิ้ง ดังคำผญา (คำอีสาน หมายถึง คำภาษิตปรัชญา) ที่ยายผาดพูดให้ฟังว่า “ฮ้าง ฮ้าง นี่ฮ้างดอกสะเลเต ผัวพาเพจึงได้เป็นแม่ฮ้าง” ส่วนผู้เฒ่าผู้แก่นำมาทัดหูเขาจะไม่ว่ากัน เพราะถือว่าเลยวัยไปแล้ว นอกจากนี้ ดอกสะเลเตยังนิยมใช้ในการบูชาพระ รวมทั้งใช้ในการบูชาเทพในศาสนาฮินดู เพื่อขอพร
ในบรรดาพืชผักที่เป็นที่นิยมและรู้จักของคนไทย เชื่อแน่ว่าคงมีไม่กี่คนที่ไม่รู้จัก “ผักตำลึง” โดยเฉพาะชาวชนบททั่วทุกภาคของไทยเรา มีผักชนิดนี้ขึ้นประดับผืนไร่ สวนข้างรั้วหลังบ้าน หน้าบ้าน เป็นไม้เถาที่มากประโยชน์ ขึ้นง่ายกับที่ดินทุกชนิด โดยเฉพาะย่างเข้าหน้าฝน จะอวดยอดอวบอ้วนพร้อมมือจับที่ม้วนงอ แกว่งไหวกระดุกกระดิกคล้ายส่ายเสาะ หาที่เกาะปีนป่ายขึ้นอวดโฉมชูยอด จริงหรือที่มีคนเล่าว่า ถ้ากินผักตำลึงหน้าฝนจะเป็นไข้ ปวดท้อง คนเก่าแก่ในชนบทเล่าให้ฟังเหมือนกันว่า หน้าฝนยิ่งมีฝนตกหนักๆ ไปเก็บยอดตำลึงมาต้มแกงกินจะมีอาการไข้ไม่สบาย ปวดท้อง เห็นกันมาบ่อยๆ ก็เล่าต่อกันมา จริงเท็จอย่างไรมาช่วยกันไขปริศนานี้กันให้ที จากทฤษฎีร้อนเย็น ซึ่งเป็นความเชื่อมาตั้งแต่สมัยกรีกโบราณแพร่หลายมาสู่พ่อค้าชาวอาหรับ ชาวสเปนและกลายเป็นความเชื่อขั้นพื้นฐานของการแพทย์แบบดั้งเดิม และในปัจจุบันทฤษฎีร้อนเย็นยังมีแพร่หลายอยู่ทั่วไป จีน ญี่ปุ่น เกาหลี อินเดีย และแถบละตินอเมริกา ในทฤษฎีร้อนเย็นกล่าวถึงอาหารคือ อาหารร้อน จะมีฤทธิ์กระตุ้น เช่น อาหารรสเผ็ด รสหวาน อาหารทอด ส่วนอาหารเย็น จะมีฤทธิ์ยับยั้งทำให้ร่างกายรู้สึกเย็นจนกลาย
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า ภาวะน้ำหนักเกินหรือภาวะที่ร่างกายมีดัชนีมวลกาย (Body Mass Index) เกินเลข 24 ถือว่าเป็นภาวะผิดปกติที่เรียกว่า โรคอ้วน เนื่องจากเป็นภาวะที่ก่อให้เกิดกลุ่มโรคร้ายแรงหลายชนิด ซึ่งบางชนิดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้มีอัตราการตายอันดับสูง เช่น โรคหัวใจขาดเลือดและโรคเส้นเลือดในสมองแตก เป็นต้น การที่โรคอ้วนกลายเป็นโรคไม่ติดต่อที่แพร่หลายในทุกเพศทุกวัยไปทั่วโลกก็เนื่องจากปัญหาพฤติกรรมบริโภคอาหารที่มี แป้ง น้ำตาล และไขมันล้นเกิน อันเกิดจากวัฒนธรรมบริโภคฟาสต์ฟู้ดของโลกยุคใหม่นั่นเอง การควบคุมน้ำหนักร่างกายเพื่อป้องกันโรคอ้วน มีหลากหลายวิธี เช่น การควบคุมอาหารทีมีแคลอรี่สูงอย่าง แป้ง น้ำตาล ไขมัน การฝึกนิสัยการบริโภคอาหารทีมีกากใยสูง หรือการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม เป็นต้น หากทำได้ตามข้างต้น และเพิ่มเติมวิธีเสริม ที่ขอแนะนำในที่นี้จะเป็นมาตรการควบคุมน้ำหนักให้ได้ผลดี วิธีทำได้ง่ายสบายมากนั่นคือ การดื่มน้ำมะขาม ผู้ที่น้ำหนักปกติก็สามารถดื่มน้ำมะขามเย็นๆ สักแก้วได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะไปลดน้ำหนักตัว มะขามเป็นเครื่องดื่มรสเปรี้ยว เมื่อดื่มแล้วสดชื่น และให้สังเกตดูหลังดื่มน้ำมะข
มีคนส่งคลิปของ “สามเณรมะเขือ” มาให้ดู เป็นเรื่องของสามเณรน้อย อายุ 7 ขวบ ป่วยเป็นเบาหวานมาตั้งแต่อายุแค่ 3 ขวบ ระดับน้ำตาลในเลือดนั้นสูงถึง 940 มก.% (คนปกติไม่เกิน 160) จนต้องฉีดอินซูลินวันละ 2 เข็ม เช้า-เย็น กระทั่งแม่ของสามเณรได้รู้จักกับการแพทย์ทางเลือกที่เมืองกาญจน์ ปรากฏว่าชั่วเวลาเพียง 7 วัน จากที่สามเณรเข้าคอร์สที่เน้นการกินผัก โดยเฉพาะมะเขือเปราะ กินทุกวัน วันละ 2 มื้อ ระดับน้ำตาลจากวันแรก 600 มก.% ลดลงเรื่อยๆ จนอยู่ในระดับปกติที่ 120 ไม่ต้องฉีดอินซูลินเลย เหมือนได้ชีวิตลูกคืนมาอีกครั้ง ด้วยการกิน “มะเขือเปราะ” เข้าไปค้นข้อมูลจึงพบว่า การใช้มะเขือเพื่อลดน้ำตาลในเลือดนั้นมีตั้งแต่ในการแพทย์อายุรเวทของอินเดีย นอกจากนี้ ประชากรในแคว้นโอริสสาของอินเดีย ก็ใช้น้ำต้มมะเขือเปราะรักษาโรคเบาหวาน โดยมีงานวิจัยจากที่นี่เช่นกัน ที่ใช้สารสกัดน้ำของผลมะเขือเปราะลดปริมาณน้ำตาลในเลือดของหนูทดลอง พบว่าได้ผลดี และพบว่า สารสกัดดังกล่าวออกฤทธิ์คล้ายอินซูลิน โดยช่วยเสริมการใช้งานกลูโคสอย่างมีประสิทธิภาพ มีผลเชิงบวกต่อการทำงานของตับอ่อน โดยไม่มีพิษต่อสัตว์ทดลองแต่อย่างใด ที่มา : มติชนออนไลน์
Shanghaiist เว็บไซต์เซี่ยงไฮ้อิสต์รายงานเมื่อวันที่ 6 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า เกมเมอร์สาววัย 21 ปีจากมณฑลกวางตุ้งประเทศจีนต้องประสบกับปัญหาตามองไม่เห็นไปหนึ่งข้างหลังจากหักโหมเล่นเกมเป็นเวลานานตลอดวัน รายงานระบุว่าผู้ป่วยเล่นเกม “คิงออฟกลอรี” เกมแนว “โมบา” ที่เล่นผ่านทางสมาร์ทโฟนที่บ้านของตัวเองตลอดทั้งวันก่อนจะรู้สึกผิดปกติที่ดวงตาข้างหนึ่งเริ่มมองไม่เห็นในช่วงเย็นของวันเดียวกัน เกมเมอร์สาวถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในวันแรกโดยแพทย์ไม่สามารถวินิจฉัยอาการได้ก่อนที่อีก 4 วันต่อมาแพทย์พบกว่าดวงตาผู้ป่วยมีปัญหาด้วยโรคเส้นเลือดจอประสาทตาอุดตัน รายงานระบุว่าเหตุที่ใช้เวลาวินิจฉัยนานเนื่องจากโรคดังกล่าวเป็นโรคที่มักพบกับวัยสูงอายุ ขณะที่สำหรับผู้ป่วยรายดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากการใช้ดวงตาทำงานอย่างหนักต่อเนื่องเป็นเวลานานโดยไม่ได้หยุดพัก “วันไหนที่ฉันไม่มีอะไรต้องทำฉันก็จะตื่นตอน 6 โมงเช้ากินข้าวเช้าและเล่นเกมจนถึง 4 โมงเย็น พักกินข้าวหลับงีบนึงแล้วก็เล่นต่อถึงตี 1” หญิงสาวระบุกับเซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ Shanghaiist ที่มา มติชนออนไลน์
พระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 8 กันยายนที่ผ่านมา เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการควบคุมดูแลการทำกิจกรรมการตลาดอย่างเต็มรูปแบบ เพราะขณะนี้กระบวนการอยู่ระหว่างการตั้งคณะกรรมการ ซึ่งต้องใช้เวลาอีกราว 3 เดือน จึงจะได้เห็นกฎหมายลูกออกมาบังคับใช้เพิ่มเติมในอนาคต “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ “แพทย์หญิงกิติมา ยุทธวงศ์” ผู้อำนวยการบริหารสมาคมผู้ผลิตอาหารทารกและเด็กเล็ก สำหรับแนวทางที่ผู้ผลิตอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กที่ออกมาพูดเป็นครั้งแรกหลังกฎหมายบังคับใช้ว่า ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ ผู้ผลิตจะยังทำอะไรได้บ้าง เหล่านี้ล้วนมีผลต่อความเคลื่อนไหวทางธุรกิจของแบรนด์ยักษ์ใหญ่ อาทิ แอ๊บบอต ลาบอแรตอรีส, ดูเม็กซ์, มี้ด จอห์นสัน นิวทริชัน (ประเทศไทย), เนสท์เล่ (ไทย), เนสท์เล่ (ไทย) แผนกธุรกิจไวเอท นิวทริชั่น และแปซิฟิค เฮลธ์แคร์ (ไทยแลนด์) แพทย์หญิงกิติมาระบุว่า ผู้ผลิตทุกรายพร้อมปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่ยอมรับว่า ในช่วงแรกของการบังคับใช้ยังมีหลายฝ่ายที่สับสนว่าผลิตภัณฑ์ใดถูกกฎหมายฉบับนี้ควบคุมบ้าง ระยะแรกผู้ผลิตจึงยึดถือเอกสารที่พบในเว็บไซ
นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ในฐานะโฆษกกรมกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เปิดเผยว่า ในปัจจุบันภาวะสมองเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์ เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในผู้ป่วยสูงอายุและมีแนวโน้มสูงขึ้น ปัญหาที่พบ เช่น มีปัญหาด้านการใช้ภาษา เลือกใช้คำพูดไม่ค่อยถูก สับสนเรื่องทิศทาง ไม่สามารถตัดสินใจเรื่องต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้ ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมและอารมณ์ได้ สมุนไพรที่มีประโยชน์ต่อการป้องกันโรคคือบัวบก สมุนไพรในกลุ่มโปรดักต์แชมเปี้ยน เป็นสมุนไพรที่มีอยู่ทุกที่ทั่วประเทศไทย ที่สำคัญหาง่าย ใช้คล่อง ปลอดภัย ใช้ได้ทั้งต้นและใบ มีรสขม สามารถนำมารับประทานเป็นอาหาร ทำเป็นเครื่องดื่ม จากการศึกษาวิจัยพบว่าบัวบกมีฤทธิ์รักษาแผลที่ผิวหนัง รักษาแผลในทางเดินอาหาร รักษาความผิดปกติของหลอดเลือดดำ รักษาแผลในปาก และที่สำคัญคือ บำรุงสมอง ป้องกันอัลไซเมอร์ ช่วยฟื้นฟูความจำ และมีผลกับการจำและเรียนรู้ในผู้สูงอายุ สำหรับสรรพคุณที่ให้ความสนใจกันมากเป็นพิเศษคือ “บำรุงสมอง ป้องกันอัลไซเมอร์” เนื่องจากใบบัวบกมีสรรพคุณช่วยบำรุงประสาทและสมอง ช่วยทำให้เพิ่มความจำดีขึ้น
