Featured
บทความโดย : ดร.ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร เจ้าของคอลัมน์ “ตู้จดหมายพลศรี” กรมการท่องเที่ยวให้เกียรติส่งหนังสือเชิญไปบรรยายงานสัมมนาสำหรับร้านอาหาร โรงแรม ในชื่อโครงการสุดหรูว่า “Thailand Greem Premium Spark 2026” พร้อมโจทย์ชื่อยาวให้สร้าง “โมเดลการบริหารจัดการร้านอาหารกรีนพรีเมียม จากครัวสู่การลดขยะอาหารอย่างยั่งยืน” กำหนดการสัมมนามีที่ ห้องแพลตินัม วิงส์ ชั้น 2 โรงแรมโฟร์วิงส์ สุขุมวิท 26 กรุงเทพฯ วันพุธที่ 29 เมษายน 2569 เวลา 09.00-16.00 น. ไม่รู้ว่าบทความนี้จะออกทันประชาสัมพันธ์มั้ย ถ้าทันผู้สนใจเข้าร่วมติดต่อได้ที่ 082-450-2634 และ 062-191-4455 ครับ การจะสร้างโมเดลการบริหารจัดการร้านอาหารสีเขียวให้เหมาะกับร้านอาหารของตัวเองไม่ยากครับ เพราะหลักง่ายๆ ของร้านอาหารสีเขียวคือ “ลด ละ เลิก” เหมือนกับรณรงค์เลิกดื่มแอลกอฮอล์ สูบบุหรี่เลย ในมุมมองของร้านอาหารสีเขียวการลด ละ เลิก คือ ลดจนไปถึงหยุดการใช้ การสร้างสิ่งที่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น เลิกใช้กล่องโฟม ลดการใช้ถุงพลาสติก ยามมะนาวแพงลูกละ 10 บาท ปรับเปลี่ยนการตกแต่งจานไม่ใส่ชิ้นมะนาววางมาในจานข้าวผัด ละเว้นการเปิดแอร์ในหน้าหนาวสำหรับร้าน
“ข้าวเหนียวมะม่วง” เมนูของหวานไทยๆ ที่หารับประทานได้ทั่วไป แต่จะว่าไป อาจหาเจ้าที่อร่อยจริงๆ ได้ยาก แต่มีอยู่เจ้าหนึ่งที่การันตีความอร่อยและแตกต่าง ด้วยการใช้วัตถุดิบมีคุณภาพ ผ่านกรรมวิธีการทำที่เจ้าของศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมมาอย่างลึกซึ้ง จนกลายเป็นร้านที่เคยเกิดปรากฏการณ์ลูกค้าต่อคิวซื้อมาแล้ว ร้านที่ว่าคือ “อยู่ ดี มี สุข ข้าวเหนียวมะม่วง” ของ คุณเบสท์–ณัฐธนนท์ สิทธิปัญญพัฒน์ ซึ่งตั้งอยู่ในโครงการ Haus Ari3 ซอยอารีย์ บริเวณเดียวกับร้านข้าวผัดอเมริกัน Lucky’s Hungry และมีบูธขายที่ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ เจ้าตัวเล่าว่า กว่าจะประสบความสำเร็จเช่นนี้ได้ ผ่านการล้มลุกคลุกคลานมาไม่น้อย “ธุรกิจที่บ้านเจอวิกฤตทางการเงิน ผมจึงตัดสินใจเลิกเรียนกลางคัน ทั้งๆ ที่เพิ่งเรียนไปปีเดียว เพื่อไม่ให้เป็นภาระของที่บ้าน” คุณเบสท์ เกริ่น ก่อนย้อนให้ฟังว่า “ครอบครัวเปิดร้านขายหมูในตลาดคลองเตย เรียกว่ามีฐานะปานกลาง แต่พอปี 2554 ทางบ้านประสบวิกฤตทางการเงิน เพราะพ่อกับแม่ทำการค้าแบบไม่มี Know How เลย ประกอบกับก่อนหน้านั้นมีสถานการณ์ทางการเมืองและน้ำท่วมใหญ่ อีกทั้งเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านของพฤติกรรมผู้บริโภคที่นิยม
เชฟแมน-สราวุธ เนียนวิฑูรย์ หลายคนคงคุ้นหน้าคุ้นตาจากเวทีการแข่งขันทำอาหารระดับประเทศอย่าง Iron Chef Thailand หรือ The Next Iron Chef แต่กว่าจะก้าวมาถึงวันนี้ เรื่องราวชีวิตของเขาเต็มไปด้วยความพยายาม การเรียนรู้ และการตัดสินใจครั้งสำคัญหลายครั้ง เชฟแมน เป็นลูกชายคนกลางในครอบครัวพี่น้องชายล้วน ปัจจุบันอายุ 45 ปี ธุรกิจครอบครัวเคยเปิดร้านเล็กๆ ขายอาหารเหนือ อยู่ที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ก่อนโยกย้ายพากันไปอาศัยภาคอีสาน ทำธุรกิจโรงปลาทูนึ่ง เขาจึงเติบโตและเรียนหนังสือที่ขอนแก่น ก่อนเข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ในคณะเศรษฐศาสตร์ ที่กรุงเทพฯ หลังสำเร็จการศึกษา เขาอยากมีสกิลด้านภาษาอังกฤษเพิ่ม จึงขอที่บ้านให้ส่งไปเรียนต่อที่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย เบื้องต้นคิดว่าจะใช้เวลาเพียง 8 เดือน แต่สุดท้ายกลับใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกนานกว่า 7 ปี ที่นั่นเขาทำงานพาร์ตไทม์ในร้านอาหารไทย เริ่มจากการล้างจาน เตรียมวัตถุดิบ ไปจนถึงของทอด เมนูว่างต่างๆ ซึ่งกลายเป็นการเปิดโลกใหม่ ว่า “งานครัว คือ ความมีชีวิตชีวา” จากนั้นเมื่อออสเตรเลีย เปิดรับ Working and Travel Visa รุ่นแรก เขาได้รับโอกาสทำงานและเก็บเงิน พร้อ
ริมถนนพรานนก มีร้านอาหารเล็กๆ ที่ทำกัน 2 คนแม่ลูกอยู่ในครัวหลังบ้าน แต่สามารถคว้ารางวัลระดับ มิชลิน บิบ กูร์มองด์ นั่นคือ LuckySeafood เฮ้ย! ถูกแล้ว ร้านสไตล์บ้านๆ ที่มีเพียง 7 โต๊ะ 30 ที่นั่ง และทุกเมนูจะทำการปรุงจานต่อจาน บรรยากาศร้านอยู่ในพื้นที่บริเวณบ้าน ไม่มีห้องแอร์ ไม่ได้มีพนักงานมากมาย มีเพียง คุณแนน-จรัสลักษณ์ จ่าเมือง และ คุณแม่ลักษมี สุวรรณผดุง ที่ตั้งใจทำร้านนี้ขึ้น เพื่อให้คนที่มาทานได้รับความอร่อยและความใส่ใจเหมือนทานอาหารที่บ้าน จุดเริ่มต้นร้านเล็กๆ 7 โต๊ะ 30 ที่นั่ง คุณแนน เล่าว่า ก่อนหน้านี้เธอเองก็เป็นมนุษย์เงินเดือน ทำงานมาหลายอย่างตั้งแต่อายุ 18 ปี แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งเธอก็ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพื่อกลับมาเติมเต็มความฝันวัยเด็กที่อยากมีร้านอาหารเป็นของตัวเอง ซึ่ง ณ ตอนนั้นบริเวณถนนเส้นหลักแถวพรานนกที่ได้มีการทำใหม่เสร็จพอดี จึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะเจาะเกิดเป็นร้านลัคกี้ ซีฟู้ด ขึ้นในบ้านหลังเล็กๆ “พอลาออกจากงานปุ๊บ เราก็ชวนแม่มาเปิดร้านอาหารเล็กๆ กัน โดยที่ตั้งใจจะทำกันในบ้าน มี 7 โต๊ะ ใช้พื้นที่จอดรถมาเป็นบริเวณที่ให้ลูกค้านั่ง เลยเกิดเป็นร้านนี้ขึ้น” ถึงแม
บริษัท เคอีเอ็กซ์ เอ็กซ์เพรส (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “KEX” ผู้นำด้านการจัดส่งพัสดุด่วนทั่วไทย เดินหน้ายกระดับบริการขนส่งข้ามพรมแดนรับช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ ท่ามกลางบรรยากาศการท่องเที่ยวที่คึกคักและกำลังซื้อที่พุ่งสูงขึ้นจากนักท่องเที่ยวจีน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าของฝากไทย KEX จึงผนึกกำลังกับบริษัทแม่ SF Express เสริมความแข็งแกร่งบริการส่งพัสดุจากไทยกลับจีน เพื่อตอบโจทย์ดีมานด์นักท่องเที่ยวที่ซื้อสินค้าจำนวนมากและต้องการความสะดวกในการส่งกลับบ้านอย่างรวดเร็ว ปลอดภัย และปลดล็อกข้อจำกัดด้านน้ำหนักสัมภาระ เจาะอินไซต์ “ของฝากไทย” สินค้าคุณภาพที่คนจีนต้องช้อป จากสถิติในสัปดาห์ที่ 11 ของปี 2569 พบว่ามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยถึง 628,451 คน (เพิ่มขึ้น 1.98% จากสัปดาห์ก่อนหน้า) โดยนักท่องเที่ยวจีนยังคงเป็นกลุ่มที่มากที่สุดจำนวน 96,600 คน ซึ่งกิจกรรมยอดนิยมอันดับต้นๆ คือการช้อปปิ้งของฝากและขนมไทย เนื่องจากภาพลักษณ์สินค้าไทยที่เน้นความเป็นธรรมชาติและมีคุณภาพ KEX x SF Express: เชื่อมต่อไทย–จีน ส่งของกลับบ้านง่ายที่สุดสำหรับนักท่องเที่ยว KEX และ 
จากแบรนด์สมูทตี้เพื่อสุขภาพ “Woops Smoothie” ที่เริ่มต้นจากดีลิเวอรีในเพิงหมาแหงน ของ ไอซ์-จักรภัทร มุ่งจิตภิญโญ และ ซันนี่-วีรสรณ์ ลิ้มเจริญ เพียง 1 ปีกว่าธุรกิจของพวกเขาเติบโตไปอีกหนึ่งขั้น ด้วยการต่อยอด “Woops Social Club” คอมมูนิตี้ที่เขาและพาร์ตเนอร์สร้างขึ้นจากความชอบเล่นกีฬา ประกอบกับโปรดักต์สายเฮลตี้ที่แบรนด์ทำขาย ร่วมกับเทรนด์รักสุขภาพที่กำลังมาแรง จึงกลายเป็นกิจกรรมใหม่ที่น่าติดตาม การสร้างโซเชียลคลับของ Woops Smoothie เริ่มต้นยังไง “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” จะพาไปพูดคุยกับไอซ์และซันนี่ ในบทความนี้ จุดเริ่มต้นของโซเชียลคลับ ซันนี่เล่าให้ฟังว่า พวกเขาทั้งคู่ชอบเล่นกีฬาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทั้งแบดมินตัน กอล์ฟ และเทนนิส แต่ด้วยในตอนนั้นยังมองไม่เห็นภาพว่าจะต่อยอดความชอบนี้ไปในแนวทางไหน จึงเริ่มต้นสร้างแบรนด์ในฝั่งสมูทตี้ นั่นคือ Woops Smoothie แต่เมื่อทำมาเรื่อยๆ ก็เริ่มเห็นเทรนด์สปอร์ต เทรนด์สุขภาพที่เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น จึงทำให้มีไอเดียสร้างโซเชียลคลับ “ผมเห็นเทรนด์สปอร์ตที่กำลังมาแรง เช่น รันคลับ, Hyrox หรือการที่คนหันมาใช้จ่ายเรื่องสุขภาพมากขึ้น เลย
ความเชื่อและศรัทธาอยู่คู่สังคมไทยมายาวนาน หลายคนมองหาสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจในรูปแบบที่ต่างกัน วันนี้ “สายมู” จึงไม่ใช่เพียงเรื่องพิธีกรรมหรือของขลัง แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์ และการแสดงตัวตน “Harmenstone” คือหนึ่งในแบรนด์ไทยที่มองเห็นอินไซต์และขับเคลื่อนเทรนด์นี้ ด้วยการยกระดับเครื่องประดับหินแท้สู่ระดับพรีเมียม ผ่านงานดีไซน์ที่ร่วมสมัยและความประณีตในการคัดสรรวัสดุคุณภาพสูง จนสามารถสร้างรายได้ 100 ล้านบาทในปีเดียว จากเครื่องประดับสายมู สู่ไอเทมฮีลใจ Gen Z ท่ามกลางความผันผวนของปัจจัยรอบด้าน ผู้บริโภคยุคใหม่โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Z และผู้หญิงวัยทำงาน หันมาให้ความสำคัญกับ “ความสงบของจิตใจ” มากขึ้น ส่งผลให้เทรนด์ “มูเตลู” ก้าวข้ามความเชื่อเฉพาะกลุ่ม สู่การเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดไลฟ์สไตล์ โดยข้อมูลจาก Transparency Market Research ระบุว่า ตลาดเครื่องประดับสายมูทั่วโลกมีแนวโน้มเติบโตแตะ 22.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2574 สะท้อนโอกาสการเติบโตของตลาด ‘มูเก็ตติ้ง’ ที่นำความเชื่อมาต่อยอดเป็นสินค้าที่จับต้องได้และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์นักช้อ
ในโลกที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วจน “อาหารท้องถิ่น” หลายชนิดกำลังใกล้จะเลือนหายไป แต่มีร้านอาหารเล็กๆ ที่เกิดจากแพชชันของ เชฟปริญญ์ ผลสุข และ คุณมิ้น-ธัญญพร จารุกิตติคุณ เจ้าของร้าน สำรับสำหรับไทย เริ่มแรกเป็นการหยิบยกเมนูในตำราเล่มเก่ามารังสรรค์ แต่ปัจจุบันจะเป็นการออกเดินทางหาวัตถุดิบใหม่ๆ จากทั่วภูมิภาค ถูกทำให้เป็นที่รู้จักอีกครั้งผ่านเมนูในแต่ละสำรับ ที่จะเปลี่ยนทุก 2 เดือน จากหน้ากระดาษ สู่ “การเดินทาง” หมุดหมายแรกของเชฟปริญญ์คือการค้นคว้าจาก “ตำราเล่มเก่า” ที่ถูกบันทึกไว้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 อาทิ แม่ครัวหัวป่าก์ ที่เขียนโดยท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ โดยเป็นการนำมาปรับใช้โดยตรง แต่อาจจะไม่ได้เหมือนทั้งหมด เนื่องจากวัตถุดิบบางอย่างไม่เหมือนกับสมัยก่อน “เราไม่รู้ว่าสมัยก่อนเขากินกันยังไง ทำอะไรยังไงบ้าง เราเลยใช้ประสบการณ์ในการกินดื่มของเรา จากหลายๆ ที่ มาปรับใช้เข้าด้วยกัน” เชฟปริญญ์กล่าว หนังสือเป็นส่วนหนึ่งของสำรับในการเริ่มแรก หลังจากนั้นเป็นเวลา 2 ปี เขาได้เปลี่ยนหมุดหมายใหม่ เปลี่ยนจากการเปิดตำรา เป็นการเดินทางออกตามหารสชาติดั้งเดิมตามจังหวัดต่างๆ ทำให้ได้ค้นพบกับเมนูหร
“ถ้าเราเล่าว่าสินค้าดีอย่างไรอาจไม่รอด เพราะในจีนไม่มีอะไรที่เขาผลิตไม่ได้ แต่ถ้าเราเล่าผ่านเรื่องราวของประเทศและผูกโยงเข้ากับถิ่นกำเนิดให้ได้ นั่นคือจุดที่เขาจะยอมควักเงินจ่ายให้เรา” ในแวดวงโฆษณาชื่อของ คุณโอห์ม-ดิศรา อุดมเดช Founder และ CEO ของ Yell Advertising เอเจนซีโฆษณาอิสระสัญชาติไทยที่เติบโตสู่ระดับ Network ในต่างประเทศ เป็นที่ยอมรับในเรื่องชั้นเชิงกลยุทธ์ ในเวิร์กช็อป “T-Brand to China 2.0” ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2569 ณ ห้องประชุมอาคารข่าวสด คุณโอห์มได้มาร่วมแชร์มุมมองในหัวข้อ “Creative Branding & AI Strategy ปั้นแบรนด์ไทยให้ ‘ชนะใจ’ ลูกค้าจีน ด้วยครีเอทีฟและ AI” เพื่อติดอาวุธให้ SMEs ไทยบุกตลาดแดนมังกรได้อย่างยั่งยืน มองมุมกลับ จีนไม่ใช่แค่ “ผู้ขาย” แต่คือ “ผู้ซื้อ” รายใหญ่ จากข้อมูลเมื่อประมาณกลางปี 2568 ตัวเลขส่งออกของไทยอยู่ในระดับที่สูง เราเป็นคู่ค้ากับจีน และเป็นหนึ่งในประเทศที่ส่งของออกไปมากที่สุด เวลาเรามองถึคงปีะเทศจีน เราอาจจะนึกถึงของที่มีราคาถูก ที่เราไปซื้อมาขายหรือของที่เขาเอาเข้ามาขายในไทย แล้วทำให้การแข่งขันในฐานะ SMEs มันยากเหลือเกิน แ
หากจะพูดถึงพริกในครัวไทย หลายคนอาจมองว่าเป็นแค่เครื่องปรุงพื้นฐาน ในงาน “Thai Culture Excellence ความเป็นเลิศวัฒนธรรมไทย” ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 หนึ่งในเวทีเสวนาสำคัญ อย่าง “ตามรอยรสพริก จากหนังสือ ในรอยรสพริก” โดย อาจารย์ต้น-อนุสรณ์ ติปยานนท์ Food Activist และนักเขียนผู้เขียนหนังสือ “ในรอยรสพริก” ได้ร่างถึงการเดินทางที่สะท้อนเรื่องราวของ “พริก” ในวัฒนธรรมอาหารจากทั่วทุกมุมโลกมาบรรจบกันที่สำรับไทย จากเชฟลอนดอน สู่การตามหา “หัวใจ” ของวัตถุดิบ จุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้ย้อนกลับไปในช่วงปี 1999-2003 ขณะที่อาจารย์ต้นใช้ชีวิตเป็นเชฟที่ลอนดอน ในยุคที่ “Fusion Food” กำลังรุ่งเรืองถึงขีดสุด อาจารย์ต้นเล่าถึงประสบการณ์ในร้านอาหารชื่อดังอย่าง Tsunami ว่ายุคนั้นคือการหยิบจับวัตถุดิบข้ามสายพันธุ์มาผสมกันอย่างอิสระ การทำอาหารอย่าง Fusion Food มีคำนิยามง่ายๆ ว่า “เอาอาหารพื้นถิ่นมาผสมกับวัตถุดิบข้ามสายพันธุ์” เช่น การใช้ “วาซาบิ” มาแทนพริกเพื่อสร้างเลเยอร์ความเผ็ดที่แปลกใหม่ แต่สิ่งที่อาจารย์ต้นได้รับกลับมาไม่ใช่แค่สูตรอาหาร แต่วิธีคิดเรื่อง Terroir (แตรัว) จากเชฟชาวญี่ปุ่น “อาหารไม่ใ
