Featured

LGBTQ+ ไม่อินกับแบรนด์ใน Pride Month สนับสนุนความหลากหลายจริงหรือแค่มาร์เก็ตติ้ง 

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา Pride Month กลายเป็นหนึ่งในช่วงเวลาสำคัญของโลกการตลาด แบรนด์จำนวนมากต่างพากันเปลี่ยนโลโก้เป็นสีรุ้ง ออกคอลเลกชันพิเศษ จัดกิจกรรมเฉลิมฉลอง หรือแสดงจุดยืนสนับสนุนความหลากหลายทางเพศอย่างคึกคัก จนหลายคนมองว่าสีรุ้งได้กลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์ทางการตลาดที่ทรงพลังที่สุดของเดือนมิถุนายน

แต่ในปี 2026 บรรยากาศกลับดูเปลี่ยนไป

เดือนแห่งความภาคภูมิใจ แต่แบรนด์ดูไม่จริงใจ

แม้ Pride Month จะยังคงได้รับความสนใจจากภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้คนจำนวนมากทั่วโลก แต่กระแสตอบรับต่อแคมเปญจากแบรนด์กลับไม่ได้ร้อนแรงเหมือนในอดีต หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า การสนับสนุนความหลากหลายทางเพศขององค์กรต่าง ๆ นั้นเกิดจากความเชื่อและความเข้าใจอย่างแท้จริง หรือเป็นเพียงอีกหนึ่งโอกาสทางธุรกิจที่ถูกหยิบมาใช้สร้างภาพลักษณ์ให้แบรนด์

ผลสำรวจล่าสุดจาก Taimi แอปพลิเคชันหาคู่สำหรับกลุ่ม LGBTQ+ ซึ่งมีผู้ใช้งานเกือบ 37 ล้านคนทั่วโลก ได้สำรวจความคิดเห็นของกลุ่ม LGBTQ+ จำนวน 1,100 คน เกี่ยวกับ Pride Month ในปัจจุบัน พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม 37% มองว่า Pride Month ในปัจจุบันถูกทำให้กลายเป็นกิจกรรมเชิงพาณิชย์มากขึ้น จนค่อย ๆ สูญเสียความหมายดั้งเดิมที่เคยเป็นพื้นที่ของการเรียกร้องสิทธิและการส่งเสียงแทนผู้ที่ถูกกีดกัน ขณะที่ 33% มองว่าเป็นสิ่งที่พวกเขาเลือกเฉลิมฉลองในพื้นที่ส่วนตัวมากกว่าการเข้าร่วมกิจกรรมสาธารณะ และมีเพียง 32% เท่านั้นที่รู้สึกสนุกและมีส่วนร่วมกับเทศกาลนี้อย่างแท้จริง

ความรู้สึกดังกล่าวสะท้อนผ่านคำตอบของผู้เข้าร่วมสำรวจบางคนที่มองว่า Pride กำลังถูกใช้เป็นสินค้าเพื่อสร้างรายได้ มากกว่าจะเป็นพื้นที่สำหรับรับฟังปัญหาและประสบการณ์จริงของชุมชน LGBTQ+ บางคนถึงกับเปรียบเทียบว่าตัวเองรู้สึกเหมือนเป็นเพียงตัวละครหนึ่งที่กำลังขึ้นแสดงบนเวทีงานเลี้ยง

เมื่อมองลึกลงไปในประเด็นเรื่องการเป็นตัวแทนของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ ผลสำรวจพบว่าแม้ 59% จะรู้สึกว่าประสบการณ์ของ LGBTQ+ ถูกนำเสนอผ่านกิจกรรมหรือสื่อต่าง ๆ ในช่วง Pride Month อยู่บ้าง แต่อีกกว่า 40% กลับไม่รู้สึกเช่นนั้น โดย 17% ระบุว่าไม่เคยเห็นตัวเองถูกสะท้อนผ่าน Pride กระแสหลักเลย 14% รู้สึกว่าถูกนำเสนอได้ไม่ดีนัก และอีก 9% มองว่าพวกเขาแทบไม่มีตัวตนในพื้นที่ดังกล่าว

สิ่งที่น่าสนใจคือ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมองข้าม LGBTQ+ โดยรวมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมองข้ามความหลากหลายภายในชุมชนเองด้วย กลุ่มคนที่อาศัยอยู่นอกเมืองใหญ่ กลุ่มไบเซ็กชวล แพนเซ็กชวล กลุ่มคนข้ามเพศ นอนไบนารี หรือ LGBTQ+ เชื้อชาติและวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน ต่างยังรู้สึกว่าตนเองถูกพูดถึงน้อยเกินไป หรือไม่ได้รับการมองเห็นมากเท่าที่ควร

คำถามเดียวกันนี้ถูกส่งต่อไปยังภาคธุรกิจ เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกต่อแบรนด์ที่เข้ามามีบทบาทในช่วง Pride Month ผู้ตอบแบบสอบถาม 23% ระบุว่ารู้สึกไม่รับรู้ได้ถึงความจริงใจขององค์กรที่ทำแคมเปญเกี่ยวกับ Pride ขณะที่ 19% มองว่าแคมเปญเหล่านั้นเป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์หรือการสร้างภาพ และอีก 9% ถึงขั้นระบุว่าพร้อมหลีกเลี่ยงแบรนด์ที่พวกเขามองว่าใช้ความหลากหลายทางเพศเป็นเครื่องมือทางการตลาด

ในทางกลับกัน มีเพียง 16% เท่านั้นที่รู้สึกดีมากขึ้นกับแคมเปญขององค์กรต่างๆ ที่ดูน่าสนใจขึ้น

ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ปัจจุบันผู้บริโภคไม่ได้ตัดสินแบรนด์จากสิ่งที่พูดเพียงอย่างเดียว แต่กำลังพิจารณาจากสิ่งที่องค์กรลงมือทำจริงตลอดทั้งปี

ประเทศไทยกับการเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030

ประเทศไทยถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับการจับตามองเรื่องความหลากหลายทางเพศมากขึ้น หลังการบังคับใช้กฎหมายสมรสเท่าเทียม และการผลักดัน Bangkok Pride ให้เติบโตสู่เวทีระดับโลก พร้อมเป้าหมายในการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพ World Pride 2030

ในปี 2026 ยังคงมีองค์กรขนาดใหญ่ที่เดินหน้าสนับสนุนประเด็นนี้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และพันธมิตรทางธุรกิจที่จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองขนาดใหญ่เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมและความหลากหลาย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่แตกต่างจากอดีตคือ ผู้คนเริ่มมองข้ามความอลังการของอีเวนต์ และหันมาให้ความสำคัญกับความต่อเนื่องและจริงใจมากกว่า

ถอดรหัสผลสำรวจ แบรนด์เรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ได้บ้าง

กรณีศึกษาที่มักถูกพูดถึงคือ “แสนสิริ” ซึ่งไม่ได้เพียงออกแคมเปญในช่วง Pride Month แต่เคยร่วมผลักดันให้คู่รักเพศเดียวกันสามารถกู้ร่วมซื้อบ้านได้ผ่านความร่วมมือกับสถาบันการเงิน จนกลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างของการเปลี่ยนจุดยืนให้กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้

หรือจะเป็น “ศรีจันทร์” หนึ่งในองค์กรต้นแบบที่ประกาศเพิ่มสวัสดิการสำหรับพนักงานกลุ่ม LGBTQ+ อย่างชัดเจน ประกอบด้วยการลาผ่าตัดแปลงเพศ โดยให้ลาเพื่อผ่าตัดแปลงเพศได้สูงสุด 30 วัน รวมถึงวันลาสมรสครอบคลุมสิทธิการลาสมรสสำหรับคู่รักเพศเดียวกัน

สิ่งที่แบรนด์ควรเรียนรู้จากผลสำรวจครั้งนี้ คือ ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ตัดสินองค์กรจากคำพูดหรือแคมเปญเพียงอย่างเดียว แต่กำลังมองไปถึงการลงมือทำจริงว่าแบรนด์สนับสนุนความหลากหลายทางเพศอย่างต่อเนื่องหรือไม่ ทั้งในด้านนโยบายองค์กร สวัสดิการพนักงาน และการผลักดันการเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้ เพราะความน่าเชื่อถือในปัจจุบันเกิดจากการกระทำมากกว่าการประกาศจุดยืน

นอกจากนี้ แบรนด์ยังต้องเข้าใจว่า LGBTQ+ ไม่ใช่กลุ่มคนที่มีความต้องการเหมือนกันทั้งหมด การสื่อสารแบบเหมารวมอาจทำให้หลายอัตลักษณ์รู้สึกถูกมองข้าม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไบเซ็กชวล แพนเซ็กชวล ทรานส์เจนเดอร์ นอนไบนารี ดังนั้น การสร้างภาพตัวแทนที่ดีจึงไม่ใช่แค่การมี LGBTQ+ อยู่ในโฆษณา แต่ต้องสะท้อนความหลากหลายและประสบการณ์ที่แตกต่างของผู้คนให้มากที่สุด

ขณะเดียวกัน ผลสำรวจยังสะท้อนว่า การใช้ประเด็นความหลากหลายทางเพศเพื่อการตลาดโดยขาดความจริงใจ เสี่ยงต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์มากกว่าช่วยส่งเสริม

นี่อาจเป็นเหตุผลว่าทำไมคำว่า “Rainbow Washing” หรือการตลาดสีรุ้ง จึงถูกพูดถึงมากขึ้นในช่วงหลัง เพราะผู้บริโภคเริ่มแยกออกว่าแบรนด์ใดกำลังสนับสนุนประเด็นนี้ด้วยความเชื่อจริง ๆ และแบรนด์ใดกำลังใช้สีรุ้งเป็นเพียงเครื่องมือสร้างยอดขายหรือภาพลักษณ์

คนเริ่มตั้งคำถามกับแบรนด์ต่าง ๆ ว่า ‘ความหลากหลายทางเพศ’ ที่พวกเขาสนับสนุน เป็นเพราะอยากเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน หรือเพียงเพราะมาร์เก็ตติ้ง?

ท้ายที่สุดแล้ว Pride Month ไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นเพื่อเป็นเทศกาลแห่งการตลาด แต่เป็นพื้นที่ที่เกิดขึ้นจากประวัติศาสตร์การต่อสู้เพื่อสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้คนจำนวนมาก

ดังนั้น สิ่งที่ LGBTQ+ ต้องการจากแบรนด์ อาจไม่ใช่โลโก้สีรุ้งที่ปรากฏขึ้นเพียงเดือนเดียวในรอบปี แต่อาจเป็นความจริงใจจากแบรนด์ที่เข้ามาร่วมสร้างสีสัน Pride Month เปิดพื้นที่รับฟังอย่างจริงจัง การสนับสนุนสิทธิอย่างต่อเนื่อง มากกว่าแค่เกาะกระแสแบบไร้ความจริงใจ

อ้างอิง : MyGwork , pinknews, taimi

Related Posts

นายเซยุน คิม ประธานบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์
LINE MAN หั่น GP เหลือ 10% หนุนไทยช่วยไทย พลัส (60/40)
เปลี่ยนบ้านเป็นบาร์ลับ! ธุรกิจเสริมของหนุ่มสิงคโปร์ เสิร์ฟค็อกเทลแก้วละหลักร้อย ลูกค้าหลายคนจองคิวไม่ทัน