หลักสูตรเรียนฟรี
หลายวันก่อน ได้ไปเดินงานเที่ยวเมืองไทย ที่สวนลุมพินี ภายในงานได้รวบรวมของกินจากทุกภาคทั้งเหนือ อีสาน กลาง และใต้ มาไว้ในที่เดียวกัน เดินวนไปวนมา แวะชิมร้านโน้นที ร้านนี้ทีจนเพลิน ไม่พลาดหาร้านเด็ด น่าสนใจ จนไปเจอร้านๆหนึ่งแวะเข้าไปสอบถาม ร้านนี้ชื่อเก๋ไก๋ว่า ไข่เค็ม 9 แอร์ ของคุณณัฐ พัฒนศักดิ์ หรือแอร์ หนุ่มสุราษฎร์ธานี เจ้าของกิจการร้านอาหารในวัย 26 ปี จากบทสนทนา คุณแอร์ เล่าว่า เรียนจบคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี หลังเรียนจบ ตนไม่ได้ประกอบอาชีพในสายที่เรียน หันมาเปิดร้านอาหารได้ 2 ปี เป็นร้านอาหารพื้นเมืองประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานี “การทำธุรกิจอะไรสักอย่าง ถ้าไม่ใช่ของกินจะทำได้ยาก มีโอกาสประสบความสำเร็จน้อย ผมเลยเลือกมาทำร้านอาหาร” ส่วนไข่เค็มนั้น ตนเพิ่งเริ่มทำขายได้ไม่นาน มีหน่วยงานชวนมาออกบู๊ธ เลยปิ๊งไอเดียทำไข่เค็มออกขาย สร้างแบรนด์ในชื่อ ไข่เค็ม 9 แอร์ “ไข่เค็มเป็นของดีของสุราษฎร์ธานีอยู่แล้ว คนสุราษฎร์ฯ จะรู้วิธีการทำ ผมเจอลุงคนหนึ่งที่ทำไข่เค็มขาย แต่ลุงไม่ได้ติดแบรนด์ แค่ส่งร้านทั่วไป ผมเห็นโอกาสเลยจับมาทำแบรนด์” ส่วนตัวเป็นคนชอบทานอาหาร คนชอบคิด ชอบทำอะไรไม่เห
ชาวบ้านใน ต.กะลาเส อ.สิเกา จ.ตรัง เลี้ยงเป็ดไข่ในสวนปาล์ม เพื่อเก็บไข่สดส่งขายร้านเบเกอรี่ ร้านขายของชำในชุมชน และแปรรูปเป็นไข่เค็มใบเตยหอม จนสร้างรายได้ให้แก่คนในชุมชนได้ จากสภาวะราคายางพาราและปาล์มน้ำมันตกต่ำ สร้างผลกระทบต่อเกษตรกรเป็นวงกว้าง ดังนั้นชาวบ้าน ม.2 บ.คลองน้ำนิ่ง ต.กะลาเส อ.สิเกา จ.ตรัง จึงรวมกัน เลี้ยงเป็ดไข่กว่า 500 ตัว ในสวนปาล์มน้ำมัน น.ส.รัศมี เจี้ยวเห้ง ประธานกลุ่มเลี้ยงเป็ดไข่ กล่าวว่า ตนได้รวบรวมชาวบ้านในชุมชนกว่า 10 คน มาเรียนรู้การเลี้ยงเป็ดไข่ และการบริหารจัดการกลุ่ม ทั้งการจัดตั้งกลุ่ม การทำบัญชีครัวเรือน การแปรรูปไข่เค็มใบเตยหอม และการออกแบบฉลากและบรรจุภัณฑ์ โดยมี นางจุฑาภรณ์ พงศ์ประวัติ ครู กศน.ตำบลกะลาเส เป็นพี่เลี้ยงและประสานงานกับภาคีเครือข่าย ร่วมสนับสนุนกลุ่มเลี้ยงเป็ดไข่ ทั้งนี้จากการเลี้ยงเป็ดไข่มา 5 เดือน สร้างรายได้ให้กับกลุ่มอย่างงดงาม ซึ่งในแต่ละวันเป็ดจะออกไข่ 400-450 ฟอง ส่งขายในราคาฟองละ 3.50 สตางค์ รวมทั้งยังแปรรูปเป็นไข่เค็มใบเตยหอม ส่งขายในราคาฟองละ 8 บาท เนื่องจากไข่เค็มที่กลุ่มนำมาแปรรูปจะใช้วัตถุดิบธรรมชาติที่ดีต่อสุขภาพของผู้บริโภค ไม่ว่
อดีตร้านอาหารขนาด 1 คูหา ที่ใช้เงินลงขันของคนในครอบครัว คนละ 25,000 บาท มีเพียงเค้ก และไอศกรีม ยอดขายวันแรกเพียง 400 กว่าบาท ปัจจุบันกลายเป็นอาณาจักรเบเกอรี่ที่มีสาขาเกือบ 500 สาขา มีพนักงานมากถึง 7,000 คน แต่ละปีจำหน่ายเค้กได้ไม่ต่ำกว่า 3 ล้านก้อน รายได้รวมทั้งปีเหยียบหมื่นล้านบาท นั่นคือ บริษัท เอส แอนด์ พี จำกัด (มหาชน) เจ้าของสโลแกน “ชื่อนี้มีแต่ของอร่อย” บุกเบิกโดยคุณภัทรา ศิลาอ่อน คุณภัทรา ศิลาอ่อน เปิดร้าน S&P ร้านแรก อยู่ในซอยสุขุมวิท 23 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ปี 2516 ย้อนกลับไปสมัยนั้น ย่านนี้เป็นเพียงที่อยู่อาศัย มีร้านทำผม และร้านอาหารไม่กี่ร้าน ประกอบกับโรงแรมของคุณภัทรานั้นปิดตัวลง จึงมีอุปกรณ์ทำครัว ส่วนเงินลงทุน หุ้นกับญาติๆ 5 คน คนละ 25,000 บาท เปิดเป็นร้านไอศกรีม มีอาหารจานเดียวเสิร์ฟในห้องแอร์ สไตล์คอฟฟี่ช็อป แต่ราคาย่อมเยา ทำให้ได้การตอบรับที่ดี ในปี 2523 ขยายสาขาที่ 2 ไปยังสยามสแควร์ เมนูที่สร้างชื่อเสียงให้ร้าน คือ ข้าวไก่อบ ข้าวผัดอเมริกัน และเค้กการ์ตูน นับจากนั้นการขยายสาขาอื่นๆ ก็ตามมา เรียกได้ว่า S&P กลายเป็นผู้บุกเบิกร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า มีถึง
วันที่ 25 ม.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้พบกับ นายโอภาส ศรีผิว อายุ 45 ปี ชาวตำบลบ้านสิงห์ อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี ที่ทำเครื่องประดับลายไทยประยุกต์ลวดลายสวยงาม ไม่ว่าจะเป็น ต่างหู เข็มกลัด กำไล ปิ่นปักผม และที่รัดผม เป็นฝีมือแบบแฮนด์เมดของที่ผลิตขึ้นด้วยใจรัก และต้องการดำรงรักษาศิลปะหัตกรรมที่เป็นเครื่องประดับของตัวละครนาฏศิลป์ไทย ให้กลับกลายมาเป็นเครื่องประดับที่ใช้สำหรับบุคคลทั่วไปได้อย่างลงตัว เก๋ไก๋ และราคาไม่แพง นายโอภาส เปิดเผยว่า หลังจากได้มีโอกาสเข้าศึกษาต่อที่วิทยาลัยนาฏศิลป์เมื่อหลายสิบปีก่อน ทำให้ตนรู้สึกรัก และห่วงแหนศิลปะความเป็นไทยมาก จึงอยากส่งต่อความภาคภูมิใจนี้ไปยังคนอื่นๆ ในรูปแบบที่ทุกคนสามารถจับต้องได้ และด้วยเป็นผู้ที่ชอบทำงานประดิษฐ์ จึงได้ลองนำเอาความรู้ในวิชาปั้นหัวโขนจิ๋ว ซึ่งเป็นวิชาหนึ่งในหลักสูตรนาฏศิลป์ มาประยุกต์ดัดแปลงประดิษฐ์เป็นเครื่องประดับต่างๆ สำหรับผู้หญิง โดยในช่วงแรกที่ทำ ได้นำชิ้นงานไปแจกให้กับญาติ และเพื่อนได้ทดลองใส่ออกงานเลี้ยง ก็พบว่ามีเสียงตอบรับดี จึงได้ตัดสินใจทำชิ้นงานเพิ่มเติมให้ได้จำนวน แล้วออกร้านจำหน่ายตามงานวัฒนธรรมต่างๆ ซึ่งก็ได้ร
หลังจากที่มีการแชร์ภาพบนโซเชียลโชว์ความน่ารักของรถมินิคาร์ที่ประดิษฐ์จากถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร ติดเครื่องยนต์อเนกประสงค์ สามารถขับขี่ได้จริงนั้น เมื่อวันที่ 25 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้เดินทางไปพบ นายวัชรพงษ์ พาพาน อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นผู้ประดิษฐ์รถมินิคาร์ดังกล่าว ที่บ้านเลขที่ 16 หมู่ 7 บ้านหนองจิก ต.พระธาตุ อ.นาดูน จ.มหาสารคาม ทั้งนี้ นายวัชรพงษ์ เปิดเผยถึงแรงบันดาลใจที่คิดประดิษฐ์รถมินิคาร์จากถังน้ำมันว่า ทำงานเป็นช่างเชื่อมมานานกว่า 15 ปี ระเหเร่ร่อนไปเกือบทั่วทุกภาคของประเทศไทย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานรับเหมา รู้สึกอยากกลับบ้านมาดูแลลูก และพ่อแม่ที่อายุเริ่มมากขึ้น จึงตัดสินใจกลับบ้านเกิด “ช่วงนั้นใกล้จะถึงวันเกิดของลูกชาย ผมอยากหาของขวัญวันเกิดให้กับลูกชาย พอดีไปเดินตลาดคลองถม จ.ลพบุรี ไปเจอพวงมาลัยรถเก่าจึงซื้อมาในราคา 80 บาท จึงคิดที่จะประดิษฐ์รถคันเล็กๆ ให้กับลูกชาย เมื่อกลับบ้านจึงไปหาซื้อถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร มาตัด และหาเครื่องยนต์อเนกประสงค์มาใส่ ส่วนคันเร่ง และเกียร์ใช้อะไหล่รถจักรยานยนต์ โดยประกอบเป็นรถขนาดความกว้าง 60 เซนติเมตร ยาว 2.40 เมตร รวมราคาคันละไม่เกิน 20,000 บ
เพียงคืนเดียวที่ได้พักอยู่ในจังหวัดเล็กๆ ชื่อ “น่าน” ก็ทำให้คุณดนิตา สุภพัฒน์บงกช หรือคุณหนิง ตัดสินใจใช้ชีวิตที่เหลือต่อจากนี้ ที่นี่ คือ “บ้าน” แต่ทว่าในวัยก้าวสู่เลขสี่ ความหวั่นวิตกกับความเปลี่ยนแปลงย่อมเกิดขึ้นในใจ กาแฟ โดนกลุ่มเป้าหมาย ตอบโจทย์คนเมืองน่าน “ตอนนั้นเพื่อนเดินทางเพื่อจะเข้ามาติดต่อเรื่องงานที่จังหวัดน่าน เลยขอติดรถเพื่อนมาด้วย ถือโอกาสเที่ยวและดูตลาด เพื่อหาลู่ทางนำผลิตภัณฑ์ของทางบ้านมาวางจำหน่าย แต่เพียงคืนเดียวที่ได้อยู่ก็พบกับความสุข ที่นี่มีจักรยานคันเดียวสามารถเดินทางไปได้รอบเมือง ผู้คนน่ารัก สงบ อีกทั้งยังเป็นเมืองท่องเที่ยวจึงมองเห็นโอกาสในการทำธุรกิจ” “เดินทางมาที่น่านในเดือนกันยายน ปี 2556 จากนั้นเดือนตุลาคมก็เริ่มมองหาสถานที่เพื่อเปิดร้าน โดยเบื้องต้นคิดนำผลิตภัณฑ์ดูแลผมและผิวสินค้าโอท็อปของครอบครัวมาเปิดตลาด ชูความเป็นสมุนไพร อย่าง มะกรูด อัญชัน ซึ่งต่อมาในเดือนธันวาคมก็ได้พื้นที่ร้านให้เช่าในราคาหลักพันบาท จึงเริ่มลุย” ความกังวลกับตัวเลขอายุเริ่มบรรเทาลง ด้วยเพราะเห็นตัวอย่างเพื่อนคนหนึ่งซึ่งเดินทางจากบ้านเกิดมาอยู่จังหวัดน่าน เปิดร้านค้าขายเครื่องดื่ม ก
สาว ป.โท บริหารธุรกิจ ปิ๊งไอเดียทำน้ำดื่มกลิ่นดอกมะลิ พาสเจอไรซ์ หอม หวาน ชื่นใจ หวังเผยแพร่เรื่องราวทางวัฒนธรรมไทยผ่านเครื่องดื่มที่ทานง่าย ปลุกคนในยุคปัจจุบันให้หวนคิดถึงเรื่องราวในอดีต เมื่อครั้งอยู่กับ ปู่ย่า ตายาย ขณะเดียวกันเป็นเวลคัมดริ้งต้อนรับต่างชาติได้อีกด้วย คุณกมลทิพย์ สระทองล้อม หรือคุณปุ๊ก เจ้าของไอเดียน้ำดื่มกลิ่นดอกมะลิ วัยเพียง 25 ปี เธอจบการศึกษาปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชาวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง ปริญญาโทจากคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยรามคำแหง อดีตเคยทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แต่ปัจจุบันผันตัวมาเป็นเจ้าของกิจการเครื่องสำอาง และน้ำดื่มกลิ่นดอกมะลิ สร้างยอดขายแล้วกว่า 20,000 ขวด “หลังจบการศึกษา ป.ตรี ทำงานที่ อย. 2 ปี ระหว่างที่ทำงานประจำประกอบอาชีพเสริมไปด้วย นั่นคือ สร้างแบรนด์เครื่องสำอาง โดยเลือกใช้สารสกัดจากดอกกล้วยไม้ไทย พันธุ์หวายม่วงแดง และน้ำลอยดอกมะลิ แต่แล้วเมื่อเดือนกันยายนปี 60 ตัดสินใจลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัวอย่างจริงจัง” เครื่องสำอางที่คุณปุ๊กจะทำนั้น เธอบอกว่า ใช้สารสกัดจากดอกกล้วยไม้ไทย พันธุ์หวายม่ว
กลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่แห่งการท่องเที่ยวในอำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม สำหรับตลาดน้ำทุ่งบัวแดง ตลาดน้ำสุดชิคใกล้ชิดธรรมชาติที่เหล่าบรรดานักท่องเที่ยวต้องมาเช็กอิน เพราะ ณ เวลานี้ ไม่ต้องไปไกลถึงจังหวัดอุบลราชธานีก็มีดอกบัวสวยๆ ท่ามกลางบรรยากาศดีๆ มีร้านค้าขายของกิน ของฝาก เครื่องดื่มอร่อยๆ ตั้งอยู่บนเนื้อที่ 44 ไร่ เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนสิงหาคม รอให้นักท่องเที่ยวเข้ามาเยี่ยมเยียน คุณธานินทร์ เทพสุรินทร์ เจ้าของตลาดน้ำทุ่งบัวแดง ณ บางเลน เท้าความว่า ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นบ่อเลี้ยงปลา มีปลานิล ปลาจีน รวมแล้วประมาณ 30 ตัน แต่ปัจจุบันถูกเนรมิตให้เป็นทุ่งบัวแดง เพราะต้องการให้อำเภอบางเลน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ใกล้กรุงเทพฯ นักท่องเที่ยวสามารถมาได้ทุกวัน โดยไม่ต้องไปไกลถึงทุ่งบัวแดงจังหวัดอุบลราชธานี เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว เมื่อเดือนสิงหาคม 2560 ที่ผ่านมา คุณธานินทร์ เดิมเป็นมัคคุเทศก์ เขา บอกว่า ไม่ถนัดเลี้ยงปลา ประกอบกับมีความฝันอยากทำตลาดน้ำที่ไม่เหมือนกับที่ไหน เลยเปลี่ยนจากบ่อปลาเนื้อที่ 44 ไร่ แบ่งเป็นโซนต่างๆ อาทิ ร้านค้าขายของกิน ของฝาก เครื่องดื่ม และ 24 ไร่ เป็
ย้อนไปเมื่อปี พ.ศ. 2553 ผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานการเกษตรที่เกาะไต้หวัน และได้กิ่งพันธุ์ชมพู่ยักษ์ไต้หวันมาเลี้ยงให้ต้นเจริญเติบโต และได้นำยอดมาเสียบบนต้นชมพู่พันธุ์ทับทิมจันท์ ที่ “สวนคุณลี” อยู่ที่ ตำบลคลองคะเชนทร์ อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร โทร. (081) 886-7398, (056) 613-021 เวลาประมาณ 2 ปีต่อมา ยอดชมพู่พันธุ์ไต้หวันเจริญเติบโตดีเรื่อยมา และตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2555 เป็นต้นมา ทางผู้เขียนเห็นว่าต้นชมพู่ไต้หวันแตกทรงพุ่มใหญ่ เห็นว่าควรจะใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อบังคับให้ต้นชมพู่ออกดอกติดผลนอกฤดู โดยใช้สารแพคโคลบิวทราโซล ในการบังคับให้ต้นชมพู่ออกนอกฤดูนั้น ผลปรากฏว่า ต้นชมพู่ได้ออกดอกมาเพียง 1-2 ช่อ เท่านั้น ผู้เขียนรู้สึกตื่นเต้นมาก ได้พยายามบำรุงรักษาเป็นอย่างดีเพื่อดูว่าผลชมพู่จะมีขนาดผลใหญ่จริงหรือไม่ ในขณะที่ต้นชมพู่เลี้ยงผลอยู่เพียง 1-2 ช่อนั้น (เนื่องจากต้นยังมีขนาดเล็ก) พอเข้าเดือนมีนาคม 2555 ผลปรากฏว่าต้นชมพู่ยักษ์ไต้หวันที่เสียบไว้ทยอยออกดอกและติดผลทั้งต้น หลังจากที่ห่อผลชมพู่ไต้หวันไปได้ประมาณ 25-30 วัน (โดยเริ่มห่อในระยะที่ผลชมพู่ถอดหมวก หรือผลใหญ่ขนาดนิ้วโป้ง) พบว่า ผลชมพู่
ระหว่างวันที่ 17-23 มกราคม 2561 มีงานวันยางพาราและกาชาดจังหวัดบึงกาฬ ประจำปี 2561 ภายใต้แนวคิด “ศาสตร์พระราชารุ่งเรือง เมืองศูนย์กลางยางพารา เกษตรอินทรีย์ก้าวหน้า เปิดประตูการค้าอินโดจีน” ณ สนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ ภายในงานมีอบรมอาชีพฟรี ดังนี้ วันศุกร์ที่ 19 มกราคม เวลา 13.00-16.00 น. อบรมอาชีพทำข้าวเหนียวมูน 4 หน้า (หน้าสังขยา หน้ากระฉีก หน้าปลา และหน้ากุ้ง) วันเสาร์ที่ 20 มกราคม เวลา 09.00-12.00 น. อบรมอาชีพการทำสปาเกตตี 3 เมนู (คาโบนาร่า ซีฟู้ดไข่กุ้ง เบค่อนพริกแห้ง) เวลา 13.00-16.00 น. ไอศกรีม 3 รส ได้แก่ มะยมพริกเกลือ กล้วยบวชชี และฟักทองแกงบวด วันอาทิตย์ที่ 21 มกราคม เวลา 09.00-12.00 น. ข้าวหน้าไก่ เวลา 13.00-16.00 น.ก๋วยเตี๋ยวหมูตุ๋น วันจันทร์ ที่ 22 มกราคม เวลา 09.00-12.00 น. ซี่โครงหมูย่างและปีกไก่ทอดบาร์บีคิว เวลา 13.00-16.00 น. ขนมจีนน้ำยา 3 ชนิด ได้แก่ ขนมจีนซาวน้ำ น้ำยาปู และน้ำพริกกุ้งสด วันอังคารที่ 23 มกราคม เวลา 09.00-12.00 น. ข้าวหน้าหมูทอดทงคัตซึ ข้าวหน้าแกงกะหรี่หมูไข่ข้น เทมปุระผักรวม ซุปมิโสะ เวลา 13.00-16.00 น. เมนูป
