How to
เมื่อวานนี้ถามไปว่าสุดสัปดาห์นี้ทำอะไรดี ถามเองแล้วตอบเองว่า เรียนทำอาหารซิจ๊ะ ใกล้คริสต์มาส ใกล้ปีใหม่ มีงานเลี้ยงทั้งคริสต์มาส ทั้งส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ แถมเพื่อนบางคนยังเกิดวันที่ 1 มกราคม เมื่อวานแนะนำไปถึงทำทองม้วนกรอบ ทองม้วนสด ราคาไม่แพงเพียง 1,605 บาท สัปดาห์หน้าวันศุกร์ที่ 16 เสาร์ 17 อาทิตย์ 18 มีเรียนประกอบอาหาร ทั้งอาหารกินเล่น อาหารหนักประเภทขาหมู ไส้กรอกอีสานยอดฮิต ซาลาเปา บาร์บีคิว เมนูหมูๆ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ น่ากินเป็นมื้อกลางวัน เริ่มจากวันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม จากคาวบอยคาเฟ่ 2 ร้านดังเจ้าตำรับ ไก่ทอดคาวอย ต้มซุปเปอร์ขาไก่รสแซ่บ กุ้งทอดครีมซอสมะนาว หมูหรือเก้งผัดพริกไทยดำ และหัวปลาแซลมอนต้มซีอิ๊วญี่ปุ่นยอดนิยม ที่นักชิมคนไทยต้องสั่งเมื่อเข้าร้านอาหารญี่ปุ่น ผู้สอนคือ เซฟปอพิชญ์ ใจชาญสุขกิจ ราคา 2,999 บาท (ไม่ถึง 3,000 บาท) วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม มีหลายรายการให้เลือก เริ่มจาก ตี่ โภชนา ร้านดังเรื่องขาหมูหมั่นโถว อาจารย์เกียรติก้อง จิรสุขานนท์ สอนสุดฝีมือ โดยเฉพาะหมั่นโถวนุ่มมือ ราคา 2,999 บาท ตามต่อด้วย นนท์เบเกอรี่ ร้านดังย่านเมืองนนท์ มาเรียนรู้เรื่องขนมปังหลากหลายไส
หลายคนเข้าใจว่า หากมีการตบตีทำร้ายร่างกายกันเล็กๆน้อยๆ จากนั้นก็ขึ้นโรงพัก เสียค่าปรับ ก็จบ แต่ในแง่ของกฎหมายแล้ว อาจไม่ได้เป็นเช่นนั้น เพราะการตบตี ทำร้ายร่างกายอาจเข้าข่ายเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 391ที่ว่า “ผู้ใดใช้กำลังทำร้ายผู้อื่นโดยไม่ถึงกับเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่กายหรือจิตใจ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ” ในกรณีความผิดตามมาตรา 391นี้ เป็นคดีลหุโทษ ตามกฎหมายอาญามาตรา 102 ที่ว่า “ความผิดลหุโทษคือ ความผิดซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ” สำหรับคดีลหุโทษ หากจะเลิกกันได้ ต้องเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 37 และโดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรา 38 นั่น คือ เจ้าพนักงานต้องเห็นว่าผู้ต้องหาไม่ควรได้รับโทษถึงจำคุก จะมีอำนาจเปรียบเทียบปรับได้ ขณะเดียวกัน ต้องมีความยินยอมของผู้ต้องหาและผู้เสียหายด้วย คดีจึงจะเลิกกันได้ด้วยการปรับของเจ้าพนักงาน ดังนั้น ประเด็นจึงอยู่ที่ว่าถ้าเจ้าพนักงานไม่เห็นควร หรือ หากผู้เสียหายไม่ยินยอม หรือแม้ผู้เสียหายยินยอมแต่ผู้ต้องหาไ
“แมงกะพรุนลอดช่อง” คือ แมงกะพรุนที่นิยมบริโภคทั้งทำในรูปตากแห้ง ไปแปรรูปใส่เย็นตาโฟ ใส่ในสุกี้ยากี้ รวมทั้งส่งออก หรือส่งออกไปตลาดต่างประเทศ ญี่ปุ่น จีน วิธีการดองแมงกะพรุนให้กรอบ ด้วยวิธีธรรมชาติ 1. การแช่น้ำจืด นำแมงกะพรุนสดๆ ที่ตักได้มาแช่น้ำจืด ทิ้งไว้ 1 คืน ให้ตัวสะอาดไม่มีเมือก และให้น้ำฝาดเปลือกอินทรีย์ซึมเข้าในตัวแมงกะพรุน 2. การล้างทำความสะอาด ล้างน้ำให้สะอาด 3-4 ครั้ง จนเห็นตัวใส 3. แช่น้ำเปลือกอินทรีย์ นำแมงกะพรุนวางในภาชนะ ตุ่ม กะละมัง ใส่น้ำเปลือกอินทรีย์ ใช้ผ้าปิดคลุมไว้ แช่ทิ้งไว้อย่างน้อย 5 วัน และ 4. การรับประทาน นำมาล้างให้น้ำฝาดออก 4-5 ครั้ง จิ้มกับน้ำจิ้มถั่ว เนื้อแมงกะพรุนดองอร่อย ต้องใช้เนื้อเปลือกต้นอินทรีย์ที่แก่จัดและให้เข้าเนื้อแมงกะพรุน เวลารับประทานจะมีกลิ่นหอมน้ำฝาด เนื้อจะกรุบกรอบโดยเฉพาะตรงอก การทำน้ำฝาดเปลือกอินทรีย์ และน้ำจิ้มถั่วให้อร่อย การทำน้ำฝาดจากเปลือกต้นอินทรีย์ น้ำฝาดจากเปลือกต้นอินทรีย์ที่นำมาดองแช่แมงกะพรุน “น้ำฝาด” จะช่วยขับน้ำออกจากตัวแมงกะพรุน ยางในเปลือกช่วยรักษาเนื้อของแมงกะพรุนให้สด น้ำฝาดมีสีแดงๆ เมื่อนำมาดองแมงกะพรุนเนื้อจึงสีแดง ชมพ
เรื่องโดย / พนิดา สงวนเสรีวานิช นิตยสารเส้นทางเศรษฐี ถ้าเป็นขนมหวานไทยๆ ประเภทขนมหม้อ อย่าง บัวลอย ข้าวเหนียวมูน สาคูน้ำกะทิ รวมมิตร ซ่าหริ่ม ลอดช่อง ฯลฯ ไม่มีใครไม่รู้จัก “ขนมหวานป้าเยาว์” มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ล้วนแล้วแต่เป็นระดับเศรษฐีย่อมๆ เพราะได้วิชาบริหารเสน่ห์ปลายจวัก กวักเรียกลูกค้าเข้ามาใช้บริการขนมหวานไม่ขาดสาย ป้าเยาว์ หรือ พะเยาว์ กฤษแก้ว เป็นคนบ้านแพน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แต่พ่อแม่พาครอบครัวเข้ามาตั้งรกรากที่เมืองฟ้าอมร ป้าเยาว์จึงเข้ามาเป็นสาวโรงงานที่บริษัท โทเรไนล่อนไทย แถวลาดปลาเค้า นานถึง 16 ปี และแล้วโชคชะตาก็เล่นตลก ภาวะเศรษฐกิจที่ติดๆขัดๆ ทำให้โรงงานที่ทำอยู่แบกรับภาระต่อไปไม่ไหว ประกาศให้พนักงานเออรี่รีไทร์ ป้าเยาว์ คือ หนึ่งในนั้นที่ก้าวออกมาพร้อมเงินก้อนหนึ่งเป็นทุนครั้งใหม่ หลังออกจากงาน ป้าเยาว์เล่าว่าได้ไปดูดวงกับหลวงพ่อรูปหนี่ง ซึ่งท่านบอกว่า จะให้ดีน่าจะทำค้าขาย แล้วอาชีพแม่ค้าก็เริ่มต้นขี้นจากตรงนั้น ขนมชนิดแรกที่ป้าเยาว์ประเดิมขายคือ ขนม “บัวลอย” เพราะเป็นสิ่งที่คุ้นเคยมาแต่เด็ก ด้วยเคยช่วยแม่ทำขนมหวานและช่วยขายบ้างเป็นบางคราว
“สเต๊กอินดี้ บายเพาะช่าง เชียงใหม่” ตั้งอยู่เลขที่ 509/2 ถนนเชียงใหม่-ลำพูน ตำบลหนองหอย อำเภอเมืองเชียงใหม่ ขึ้นป้ายหน้าร้านว่า “คนพิการทานฟรีครับ” ให้คนพิการ-คนเร่ร่อนกินฟรีแบบไม่อั้น เจ้าของร้านชื่อคุณสุรชัย หรือคุณโอ ปัจจุบันอายุ 36 ปี ศิษย์เก่าคณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ คุณโอ บอกกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า เปิดร้านสเต๊กเมื่อวันที่ 21 พ.ค. 2559 เป็นร้านสเต๊กหมู ไก่ ปลาดอลลี่ และเนื้อวัว มีเมนูกาแฟด้วย จำนวนเงินที่ใช้ลงทุนราว 2 หมื่นบาท จุดเด่นสเต๊ก คือ ให้ปริมาณเยอะ น้ำซอสทำเอง มีส่วนผสมของมะเขือเทศ เป็นสูตรลับเฉพาะของทางร้าน ราคาเริ่มต้นจานละ 49 บาท ตั้งแต่เปิดร้านมา กระแสการตอบรับค่อนข้างดี รายได้ต่อวันที่ยังไม่หักค่าใช้จ่าย เกือบ 7,000 บาท สำหรับความตั้งใจที่ให้ “คนพิการทานฟรี คนเร่ร่อนทานฟรี” เจ้าของร้าน เผยว่า ก่อนที่จะมาเปิดร้านสเต๊ก เคยได้มีโอกาสไปใช้ชีวิตร่วมกับคนเร่ร่อน คนพิการที่ลำบากไม่มีบ้านอยู่ ไม่มีอาหารกิน บางคนต้องไปคุ้ยขยะกินเพื่อประทังชีวิต เกิดความสงสาร คิดว่าทำไมคนถึงไม่เท่าเทียมกัน ตั้งใจว่าหากสักวันมีร้านอาหารจะให้คนพวกนี้ได้กินของดีๆ พอมีร้านขึ้นมาจร
วันที่ 7 ธันวาคม 2559 จากการที่จังหวัดหนองคาย อุณหภูมิลดลงต่อเนื่องมาหลายวัน ส่งผลให้อากาศเย็นสบาย ไม่ร้อน ไม่หนาว และไม่ชื้น อุณหภูมิเฉลี่ย 20 – 25 องศาเซลเซียส นอกจากจะส่งผลดีกับพืชผลการทางการเกษตร และสัตว์เลี้ยงขนาดใหญ่แล้ว ยังส่งผลดีกับจิ้งหรีดที่เกษตรกรบ้านโพนงาม ต.วัดธาตุ อ.เมือง จ.หนองคาย เลี้ยงง่าย โตเร็ว อัตราการตายน้อยกว่าทุกช่วงที่ผ่านมา ประกอบกับช่วงนี้จิ้งหรีดราคาดีถึงกิโลละ 150 บาท ไม่เพียงพอกับความต้องการของตลาด ทั้งในจังหวัดหนองคายและ สปป.ลาว ส่งผลให้เกษตรกรมีรายได้สูงขึ้น และเกษตรกรได้ขยายพื้นที่เลี้ยงเพิ่มขึ้นเพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของตลาด อีกทั้งเกษตรกรผู้เลี้ยงจิ้งหรีดยังไม่ประมาทกับอากาศที่จะหนาวจัดที่จะกระทบกับการเลี้ยงจิ้งหรีด โดยได้มีการเตรียมความพร้อมของโรงเรือนที่ใช้เลี้ยงให้มิดชิด และเตรียมหลอดไฟที่จะสร้างความอบอุ่นให้กับจิ้งหรีด อีกทั้งได้มีการปรับเปลี่ยนสายพันธุ์ให้มีความแข็งแรงทนทานต่อทุกสภาพอากาศมากขึ้น และมีอัตราการตายน้อย นายบุญร้อย โพชราช สองสามีภรรยา เกษตรกรกลุ่มผู้เลี้ยงจิ้งหรีดบ้านโพนงาม ตำบลวัดธาตุ อ.เมือง จ.หนองคาย บอกว่า ช่วงนี้อากาศดี ไม่ร
คนไทยนอกจากจะยิ้มเก่งแล้ว ยังจิตใจดีไม่แพ้ชาติใดในโลก ดั่งเช่นบรรดาเจ้าของร้านอาหารใจบุญ ที่เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ได้นำมาเสนอ ซึ่งคนท้องมากินฟรีเลย “ร้านรับทรัพย์ข้าวมันไก่” จังหวัดขอนแก่น ตั้งอยู่ใกล้ๆ โรงแรมขอนแก่นโฮเต็ล ริมถนนพิมพสุต เขตเทศบาลนครขอนแก่น เมนูมี ข้าวมันไก่ ไก่กรอบ ไก่แซ่บ ไก่สไปซี่ (spicy chicken) ไก่มะนาว ขายในราคาจานละ 35 – 40 บาท เจ้าของร้านชื่อคุณเพ็ญนิภา นกยูง อายุ 44 ปี คุณเพ็ญนิภา เผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า ขายข้าวมันไก่มานานกว่า 10 ปีแล้ว ตั้งแต่เป็นรถเข็น กิจการดีขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งซื้อตึกพาณิชย์ 1 คูหา เพื่อเปิดร้าน จุดเด่น คือ คิดสูตรเอง มีเมนูที่หลากหลาย อาทิ ไก่แซ่บ คือ ไก่กรอบนำไปยำ ไก่สไปซี่ คือ ไก่ที่ใส่ผงปรุงรสลาบ ไก่มะนาว คือ นำไก่ต้มมายำ ปกติวันธรรมดาทางร้านจะใช้ไก่วันละ 50 ตัว หากขายไม่ค่อยดีราว 30 ตัว ใช้ข้าวประมาณ 30 – 40 กิโลกรัม หญิงสาว บอกต่อว่า เมื่อปี 2546 เศรษฐกิจไม่ค่อยดี เกิดความรู้สึกว่า อยากช่วยเหลือคนมีรายได้น้อย และผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ เลยจัดโปรโมชั่นให้คนท้องกินฟรี หากทานที่ร้านจะไม่จำกัดจำนวน จะทานกี่จาน กี่รอบก็ได้ แต่หากจะห่อไปทาน
เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศริมถนนระแงะมรรคา เส้นทางนราธิวาส ตันหยงมัส บ้านลำภู ต.ลำภู อ.เมือง จ.นราธิวาส เป็นไปอย่างคึกคัก หลังจากมีพ่อค้าแม่ค้าที่นำปลาน้ำจืด ที่หามาได้จากน้ำท่วมในพื้นที่มาวางขายให้กับประชาชน ที่สัญจรไปมา โดยปลาส่วนใหญ่มีหลากหลายสายพันธุ์ เช่น ปลาดุกนา ปลาช่อน ปลารำพัน ปลายี่สก ปลาบึก ปลาไหล และปลาตะเพียน ราคาก็จะแตกต่างกันไป เช่น ปลารำพันกิโลกรัมละ 70 บาท ปลาช่อนที่ยังไม่ได้ผ่า กิโลกรัมละ 170 บาท ปลายี่สก กิโลกรัมละ 80 บาท บางส่วนก็รับซื้อมาจากคนในหมู่บ้าน บ้างก็ให้คนในครอบครัวช่วยกันหามาให้ เพื่อที่จะได้นำมาขายเลี้ยงครอบครัวในช่วงที่ฝนตกหนักแบบนี้ เพราะกรีดยางไม่ได้ และถือว่าเป็นรายได้หลัก ณ ตอนนี้ นางคอรียะ สือเม๊าะ แม่ค้าที่นำปลามาขาย กล่าวว่า รายได้ตอนนี้ได้ประมาณวันละ 400-500 บาท ซึ่งจะเป็นกำไรที่หักจากต้นทุนที่รับซื้อปลามาจากเพื่อนบ้าน สามารถช่วยเหลือครอบครัวในช่วงหน้าฝนที่ไม่ได้กรีดยาง นอกจากนี้ ยังมีแม่ค้านำมันนานาชนิดมาขายเช่น มันมือเสือ กิโลกรัมละ 30 บาท มันสับปะหลัง กิโลกรัมละ 10 บาท มันเทศ กิโลกรัมละ 25 มันขี้หนู กิโลกรัมละ 30 บาท
หลายปีก่อน หญิงนุ่น – ม.ร.ว.สุทธิภาณี ยุคล ธิดาของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล ลงทุนกับหุ้นส่วนชีวิต คุณกี้ – รณิษฐา จริตกูล เปิดร้านอาหารสไตล์โฮม คุกกิ้ง ชื่อ Garden of Dream ในซอยสุขุมวิท 51 ควบคู่กับทำงานประจำ สายโฆษณาและการตลาด กระทั่งสัญญาเช่าร้านหมดลง จึงหารือกัน หากทำต่ออาจต้องรีโนเวตใหญ่ ซึ่งต้องลงทุนอีกมาก เลยตกลงใจ ปิดหน้าร้านในซอยสุขุมวิท 51 หญิงนุ่น – ม.ร.ว.สุทธิภาณี ยุคล (คนแรก) และหันมาใช้ครัวของบ้านพักย่านสุทธิสาร เป็นสถานที่ผลิตอาหารไดเอต ส่งให้ลูกค้าถึงที่ ภายใต้ชื่อเรียก My Happy Diet (มาย แฮปปี้ ไดเอต) ล่าสุด คุณกี้ ถูกทาบทามไปเป็นที่ปรึกษาให้กับร้านอาหารหลายแห่ง ส่วนตัวหญิงนุ่น เอง ช่วงนี้กลับไปทำงานประจำด้านการตลาดกับเจ้านายเก่า ธุรกิจทำอาหารไดเอตจึงต้องชะงักลงด้วยเรื่องของเวลา ทว่า ยังมีลูกค้าประจำ ทั้งจากร้านเดิมและจากอาหารไดเอต ถามไถ่และเรียกร้องเข้ามาตลอดว่าเมื่อไหร่จะได้ทานอาหารอร่อยๆ จากฝีมือเชฟกี้สักที หุ้นส่วนทั้งสองจึงหารือกัน น่าจะใช้เวลาว่างช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ทำในสิ่งที่ถนัด และยังมีแฟนคลับจำนวนหนึ่งถามหาอยู่ คุณกี้ (ซ้ายสุด) “เพราะความฝันของเ
วันที่ 6 ธันวาคม 2559 หน้าหนาวชาวบ้านพันลำ ต.วิศิษฐ์ อ.เมืองบึงกาฬ จ.บึงกาฬ หันมาปลูกผักปลอดสารพิษขายสร้างรายได้ โดยใช้พื้นที่ริมตลิ่งแม่น้ำโขงปลูกผักเป็นขั้นบันได เพาะปลูกผักหลากหลายชนิดล้วนเป็นผักปลอดสารพิษเป็นที่นิยมของตลาด ขายได้ราคาดี โดยนางบัวศรี หัตดา อายุ 75 ปี หนึ่งในผู้ปลูกผักปลอดสารพิษ กล่าวว่า เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวน้ำในแม่น้ำโขงลดลง ชาวบ้านก็อาศัยพื้นดินริมตลิ่งทำแปลงปลูกผักแบบขั้นบันได ยิ่งแม่น้ำโขงลดลงมากก็จะมีพื้นที่ปลูกผักมากขึ้น อีกทั้งดินที่มีน้ำท่วมถึงจะมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืชผักไหลมากับน้ำ เมื่อน้ำโขงลดลงสารอาหารเหล่านั้นก็ตกตะกอนทับถมกับพื้นดินริมแม่น้ำโขงจึงเหมาะกับการเพาะปลูก ผักที่ปลูกเป็นผักปลอดสารพิษโดยไม่ใช้สารเคมีทุกชนิด ปุ๋ยก็ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่เกษตรกรผลิตขึ้นมาใช้เอง รวมทั้งใช้ปุ๋ยมูลสัตว์ “ผลผลิตที่ออกมาก็นำไปขายที่ตลาดสดและตามตลาดนัด นอกจากนี้ยังมีชาวลาวที่รักสุขภาพมาสั่งซื้อเป็นประจำ ช่วงนี้เป็นช่วงปลูกผักใหม่จึงมีผักปลอดสารพิษออกสู่ตลาดน้อย ไม่เพียงพอต่อความต้องการของตลาด ผักที่ปลูกก็ทั้งผักคะน้า ต้นหอม พริก กะหล่ำปลี ผักกาดหอม ส่วนราคาขาย
