How to
ในขณะที่โลกใบนี้ยังไม่ยอมหยุดหมุน โลกของความงามดูเหมือนจะไม่หยุดนิ่งด้วยเช่นกัน เพราะในทุกช่วงมีการค้นพบสิ่งใหม่ๆ เพื่อนำมาใช้บำรุงเรือนร่างให้ดูเปล่งปลั่งสดใส แถมยังเป็นการเสริมสร้างช่วยการชะลอวัยอีก ครั้นเมื่อเข้าสู่ยุคดิจิตอล ใครจะไปคิดว่ากาแฟกับความงามสามารถเป็นสิ่งเคียงคู่กัน เพราะคุณสมบัติที่มีในกาแฟสร้างความสวยงามบนเรือนร่างของคุณได้ ฉะนั้น ตอนนี้รสชาติ และความหอมของกลิ่นกาแฟไม่ได้เพียงสร้างความสุขแก่นักดื่ม แต่ยังเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยทำให้คุณมีเสน่ห์แลดูอ่อนเยาว์อีกด้วย จากข้อมูลพบว่า กาแฟเป็นตัวชำระล้างและดับกลิ่นได้เป็นอย่างดี พร้อมไปด้วยคาเฟอีนที่ช่วยกระชับผิวทำให้ ผิวเนียนเรียบ ส่วนเมล็ดกาแฟมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์อยู่มากด้วย ปัจจุบันตลาดความงามจึงนิยมนำกาแฟมาใช้ทำสครับขัดผิวเพื่อให้เกิดการขจัดเซลลูไลต์ ทำให้ผิวเนียนนุ่ม ชุ่มชื่น ไม่แห้งตึง นอกจากนั้นแล้ว คุณสมบัติเฉพาะของกาแฟยังช่วยดูดซับสารพิษและทำความสะอาดสิ่งที่ตกค้างบนผิวกายและใบหน้า ลดการอักเสบของรูขุมขนที่เป็นสาเหตุสำคัญของสิวอักเสบได้ จึงเป็นที่มาของการผลิตสบู่กาแฟ ที่อุดมไปด้วยคุณค่าของกาแฟ เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย แล
“มะลิวรรณ อำพล”อดีตสาวออฟฟิศวัย 42 ปี ขอผันตัวมาสร้างธุรกิจเครื่องดื่มน้ำสมุนไพรบรรจุขวดหลากหลายรสชาดด้วยเงินลงทุนเริ่มต้นเพียง 20,000บาท จากกิจการเล็กๆ ถูกประคบประหงมเรื่อยมาจวบจนทุกวันนี้เติบโตมีโรงงานเป็นของตัวเอง พร้อมพนักงาน 30 คน กำลังผลิตกว่า 30,000 ขวดต่อวัน ยอดขายปี 2558 ที่ผ่านมารวมแล้ว 60 ล้านบาท ทุกวันนี้กลายเป็นเถ้าแก่เงินล้านแถมสร้างงาน สร้างรายได้ให้คนในชุมชน ให้เกษตรกรอีกด้วย อยู่แวดวงธุรกิจเครื่องดื่ม ผันตัวทำธุรกิจเอง ประวัติคุณมะลิวรรณ หรือ คุณเอ๋ เธอเรียนจบ Food Science จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ก่อนหน้านี้เคยทำงานประจำในบริษัทผู้ผลิตเครื่องดื่มรายใหญ่ของประเทศราว 7-8 ปี เรียกว่าสั่งสมประสบการณ์และรับรู้กระบวนการผลิตธุรกิจเครื่องดื่มครบทั้งระบบจนกระทั่งปี พ.ศ. 2547ฝันอยากจะมีธุรกิจเป็นของตัวเอง ในเมื่อมีความรู้ธุรกิจเครื่องดื่มดีพอ เลือกที่จะออกมาทำเอง ใช้เงินทุนเริ่มต้นเพียง 20,000 บาท คุณเอ๋ เล่าเพิ่มเติมว่าตอนที่ทำงานประจำก็เป็นเหมือนมนุษย์เงินเดือนทั่วๆไปที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัวเอง และในเมื่อมีความรู้ด้านการผลิตเครื่องดื่มอยู่แล้ว เลือกที่จ
เรื่องโดย // ข่าวสดออนไลน์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาพอากาศในจังหวัดพิษณุโลกหนาวเย็นมาก โดยเฉพาะในตอนเช้าอุณหภูมิเฉลี่ย 19-20 องศาเซลเซียส อาหารที่ให้ความอบอุ่นคลายความหนาว เริ่มมีมาวางขายกันแล้วในช่วงนี้ โดยผู้สื่อข่าวไปสำรวจที่ตลาดใต้หรือตลาดเทศบาล 1 อ.เมือง จ.พิษณุโลก ร้านเจ๊ยงค์ หรือนางลำยงค์ เพ็ญวิจิตร ร้านค้าที่ขายแอ่บผึ้ง หรือรังผึ้งหลวงห่อใบตองมากว่า 20 ปี ได้รับความสนใจจากประชาชน มาอุดหนุนกันเป็นอย่างมาก เพราะเป็นอาหารกินที่ให้พลังงานและเพิ่มความอบอุ่น มีรสชาติที่อร่อย กลิ่นหอมจากการห่อใบตองย่าง ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า โดยในช่วงฤดูหนาวนี้ ทุกเช้าเจ๊ยงค์จะมานั่งขายรังผึ้งหลวงหั่นเป็นชิ้นพอเหมาะ โรยด้วยเกลือและพริกไทยเล็กน้อย จากนั้นห่อด้วยใบตอง นำไปย่างบนเตาถ่านร้อนๆ พอใบตองไหม้ รังผึ้งข้างในร้อนระอุจนสุกเป็นอันใช้ได้ รสชาติออกเค็มนิดๆและมันๆ ด้วยตัวอ่อนของผึ้ง วางขายชุดละ 80 บาท นางลำยงค์ กล่าวว่า สำหรับรังผึ้งหลวงที่เห็นวางขายร้านทุกเช้า จะมีพ่อค้าสองพ่อลูกซึ่งยึดอาชีพหารังผึ้งหลวงประจำมาจากจ.พิจิตร นำมาส่งขายให้ โดยตั้งแต่เช้ามืดตนจะนำรังผึ้งมาวางพร้อมตั้งโต๊ะวางขายก่อ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม ในช่วงนี้สภาพอากาศยังคงหนาวเย็นต่อเนื่อง มีอุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยที่ประมาณ 14 -15 องศาเซลเซียส ถึงแม้จะส่งผลกระทบต่อชาวบ้านในพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง ประสบปัญหาภัยหนาว เนื่องจากมีลมกระโชกแรง แต่ปีนี้กับเป็นผลดีต่อเกษตรกรที่ยึดอาชีพเกษตรพอเพียง ปลูกพืชผักสวนครัว ตามแนวริมฝั่งแม่น้ำโขง โดยเฉพาะปีนี้ถือเป็นโอกาสทองของเกษตรกรริมแม่น้ำโขง เนื่องจากสภาพอากาศเป็นใจ ทำให้ส่งผลดีต่อผลผลิตทางการเกษตรพืชผักสวนครัว โตเร็ว ใช้ระยะเวลาสั้น ในการเก็บผลผลิต อีกทั้งมีราคาแพง เนื่องจากหลายพื้นที่ประสบปัญหาภัยแล้ง ไม่สามารถปลูกได้ แต่สำหรับพื้นที่ติดแม่น้ำโขง ได้เปรียบเรื่องแหล่งน้ำ สามารถทำการเกษตรได้ตลอดปี ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด ยิ่งในช่วงนี้ พืชผักสวนครัว ประเภท กะหล่ำปี สลัด คะน้า รวมถึงต้นหอมจะมีราคาแพง เช่นเดียวกันกับชาวบ้านเกษตรกรริมฝั่งแม่น้ำโขงในพื้นที่ ต.ดงขวาง อ.เมืองนครพนม และ พื้นที่ ต.แสนพัน อ.ธาตุพนม จ.นครพนม ในช่วงหน้าแล้งทุกปีจะมีการทำเกษตรพอเพียงปลูกผักสวนครัว ไม่ต่ำกว่า 500 ไร่ ตามแนวแม่น้ำโขง ซึ่งในช่วงนี้กำลังเร่งเก็บผลผลิตต้นหอม มีพ่อค้า แม่ค้า มาจ
เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงอากาศหนาวเย็นมีเกษตรกรจำนวนมากในพื้นที่ อ.ธาตุพนม จ.นครพนม พากันแห่ปลูกต้นหอม หรือชาวอีสานเรียกว่า “หอมแบ่ง” ผักใช้น้ำน้อยทนแล้ง โดยเฉพาะที่ ต.แสนพัน ถือเป็นแหล่งปลูกใหญ่ ตามแนวริมฝั่งแม่น้ำโขงไปจาก บ.แสนพัน หมู่ 5 ปลูกยาวสุดลูกหูลูกตา เรื่อยไปจนถึง บ.ศรีนคร ต.พระกลางทุ่ง ระยะทาง 3-4 กิโลเมตร ถึงขนาดมีพ่อค้าคนกลางมาจองคิวและนำเงินมัดจำล่วงหน้า ทำให้เกษตรกรผู้ปลูกกว่า 50 ราย พื้นที่ปลูกกว่า 100 ไร่มีรายได้ตกเดือนละ 1 แสนบาท โกยเงินเข้ากระเป๋าเป็นล่ำเป็นสัน นางแอ๋ม ต้นสวรรค์ วัย 36 ปี และนายสมชาย ต้นสวรรค์ อายุ 42 ปี ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน บ.แสนพัน หมู่ 5 สองสามีภรรยาหนึ่งในเกษตรกรผู้ปลูกต้นหอมกล่าวว่า ตนและสามีมีที่ดินริมฝั่งโขงเนื้อที่ 6 ไร่ เดิมทีปลูกยาสูบพันธุ์เบอร์เลย์แต่ราคาไม่ดี เพราะโรงงานรับซื้อคัดเกรด จึงหันมาปลูกพืชผักระยะสั้นทนแล้งแทนได้นาน 5-6 ปี เริ่มจากแบ่งพื้นที่ปลูกพริก มะเขือเทศ ต้นหอม ข้าวโพด สลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปในเนื้อที่ดังกล่าว และยังเลี้ยงสุกรแม่พันธุ์ไว้ 13 ตัว พร้อมเลี้ยงโค-กระบือไว้ขายลูกอีกจำนวนหนึ่งด้วย เพื่อเ
ชมกระบวนการผลิตเวเฟอร์ในโรงงาน เริ่มตั้งแต่นำแผ่นแป้งเปล่าที่อบแล้ว ผ่านเครื่องเพื่อเคลือบครีมทั้งแผ่น จากนั้นนำมาซ้อนกันถึง 4 ชั้น แล้วจึงจะตัดเป็นชิ้นพอดีคำ ที่มา ประชาชาติธุรกิจ
“สุนัข” ได้ชื่อว่าเป็นสัตว์ 4 เท้า ที่จงรักภักดี และรักเจ้าของแบบถวายชีวิตให้เลย ซึ่งบรรดาผู้ที่ทำธุรกิจประเภทฟาร์มขายสุนัขก็สรรหาพัฒนาสายพันธุ์สุนัขขึ้นมาเรื่อยๆ อาทิ สุนัขตัวจิ๋ว หรือ T Cup ส่วนใครที่ชอบสุนัขตัวใหญ่ ต้องยกให้สุนัขสายพันธุ์ “คอเคเซียน เชพเพิร์ด” (Caucasian Shepherd) เพราะเจ้าตูบสายพันธุ์นี้มีน้ำหนักตัวหลักร้อยกิโลกรัม นิสัยฉลาด ไหวพริบดี ไอคิวสูง หูไวตาไว กล้าหาญ ซื่อสัตย์ สู้ยิบตา คุณพักตร์วิมล ทองทา หรือ คุณบี เจ้าของร้าน asiapuppy นำเข้า-ส่งออก สุนัขหายากกว่า 60 สายพันธุ์ เช่น ทิเบตัน มาสติฟ, เซนต์เบอร์นาร์ด, นโปเลี่ยน มาสติฟ, พูลี่, เซ็นทรัลเอเชีย, นิวฟันด์แลนด์, เกรทเดน, เคน คอร์โซ่, อลาสกัน มาลามิวต์, เชาว์ เชาว์, รัฟ คอลลี่, บูลด็อก, ฟิล่า บราซิเลียโร ฯลฯ เอาใจคนรักสุนัขสายพันธุ์ใหญ่บางสายพันธุ์ มีคุณบีนำเข้าแต่เพียงผู้เดียวในเมืองไทย คุณบี อยู่ในแวดวงธุรกิจซื้อ-ขายสุนัขมายาวนาน เธอเล่าว่า ครอบครัวของเธอทำฟาร์มสุนัขมาก่อนอยู่ที่องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) จตุจักร โดยเปิดร้านจำหน่ายสุนัขนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลักเกือบทุกสายพันธุ์ ทั้งเล็กและใหญ่ แต่ระยะหลั
ปิดฉากไปเรียบร้อยแล้วสำหรับงานTHAILAND OTOP INTERTRADER GRAND OPENING 2016 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ที่ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารบี ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ ถือเป็นงานใหญ่อีกงานของชาวโอท็อป เพราะเป็นครั้งแรกในการจัดงานดังกล่าวที่มีบรรดาเทรดเดอร์ของโอทอปเป็นเจ้าภาพจัด ภายใต้การดูแลของคุณวัชรพงษ์ ระดมสิทธิพัฒน์ ประธานโอทอป เทรดเดอร์ ไทยแลนด์ และประธาน บริษัท อยุธยา โอทอป อินเตอร์เทรดเดอร์ จำกัด คุณอภิชาติ โตดิลกเวชช์ อธิบดีกรมพัฒนาชุมชน กล่าวตอนหนึ่งในการเป็นประธานเปิดงานว่า รู้สึกสบายใจเพราะเป็นงานเดียวที่ทางกรมไม่ต้องเสียงบประมาณในการจัด ซึ่งที่ผ่านมาปัญหาสำคัญของสินค้าโอท็อปคือช่องทางการตลาด เพราะเรื่องการผลิตและคุณภาพสินค้านั้นเป็นที่ยอมรับอยู่แล้วในระดับสากล แม้กระทั่งจุดกำเนิดสินค้าโอทอปที่ทางไทยไปนำต้นแบบมาจากประเทศญี่ปุ่น ยังบอกว่าโอทอปของไทยพัฒนาก้าวหน้าไปมาก ไม่จำเป็นต้องไปดูงานที่ประเทศญี่ปุ่นอีกต่อไปแล้ว เทรดเดอร์เข้มแข็ง10 จังหวัด อย่างไรก็ตามตอนนี้ปัญหาการตลาดของโอทอปมีทางแก้แล้วนั่นคือ โอทอป เทรดเดอร์ ซึ่งจะมาช่วยเพิ่มช่องทางการขายให้มากขึ้น และสอดรับกับนโยบายไทยแลนด์4.0 ข
เรื่องและรูป : ยศพิชา คชาชีวะ ผมก็เป็นคนใต้ เพราะอยู่กรุงเทพฯ ใต้นนทบุรีไง 5555 วันนี้อยากเป็นคนใต้ ผมชอบกินอาหารใต้มาก ชอบที่สุดคือ แกงหอยแครงใบชะพลูราดข้าวสวยร้อนๆ มีหมูหวานแนม ไม่ก็ไข่ดาวเค็ม ตามด้วยผักเหนาะแบบของใต้เยอะๆ หรอยจังฮู้… ที่นึกถึงอาหารใต้ขึ้นมา ก็ด้วยมีนักเรียนเมืองกรุงมาเรียนทำอาหารใต้เอาไปขายในเมืองกรุงนี่แหละ ที่โรงเรียนแม่บ้านทันสมัยเลยได้กินอาหารใต้กันสนุกสนาน แต่ไม่มีใครแหลงใต้กันเป็นสักกะคน อาหารใต้จัดเป็นอาหารเพื่อสุขภาพชั้นดี เนื่องจากมีผักให้กินทุกมื้อ และเป็นผักที่มีรสชาติ รสเคี้ยวสัมผัสที่แตกต่างกันไป ให้อรรถรสในการเคี้ยวแต่ละคำ เพิ่มความสนุกในการกินจริงๆ ผักใต้มีเยอะมาก เป็นดินแดนที่มีฝนตกชุก พืชพันธุ์เลยงาม ผักแต่ละอย่างมีสรรพคุณที่ไม่เหมือนกัน เช่น ยอดมะม่วงหิมพานต์มีรสฝาด กินแล้วบำรุงท้อง แก้ท้องเสีย พวกผักมีรสเปรี้ยวอย่างยอดมะกอก แก้ไอ ขับเสมหะได้ดี ผักรสร้อน เช่น ยอดหมุย (ที่บ้านผมปลูกไว้หลายต้น กลิ่นยอดเหม็นๆ ดี อันนี้ช่วยขับลม แก้ท้องอืด ผักรสขมหน่อยๆ อย่างใบบัวบก แก้ไข้ แก้อักเสบ ส่วนผักที่มีรสจืดแบบภาคกลาง แตงกวา ถั่วฝักยาว กินแล้วเพิ่มเยื่อใยอาหา
กรณีที่ ลูกจ้างลักสมุดเช็คจากนายจ้าง แล้วปลอมลายเซ็น นำเช็คไปขึ้นเงินที่ธนาคาร ธนาคารก็จ่ายเงินให้ได้ มีคำถามกรณีนี้ ทางธนาคารมีสิทธิ์ไปหักเงินจากบัญชีของนายจ้างหรือไม่ (ใครต้องเป็นฝ่ายรับความเสียหายนี้) จาก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๗๒ ถ้าฝากเงิน ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินทองตราอันเดียวกันกับที่ฝาก แต่จะต้องคืนเงินให้ครบจำนวน อนึ่ง ผู้รับฝากจะเอาเงินซึ่งฝากนั้นออกใช้ก็ได้ แต่หากจำต้องคืนเงินให้ครบจำนวนเท่านั้น แม้ว่าเงินซึ่งฝากนั้นจะได้สูญหายไปด้วยเหตุสุดวิสัยก็ตาม ผู้รับฝากก็จำต้องคืนเงินเป็นจำนวนดังว่านั้น นั่นหมายความว่า เงินที่ลูกค้า (เคสนี้คือนายจ้าง) นำไปฝากไว้กับธนาคาร ย่อมเป็นเงินของธนาคารแล้ว ดังนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นธนาคารจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ (ทางธนาคารจะไปหักเงินจากบัญชีของนายจ้างหรือลูกค้า หาได้ไม่) กรณีปัญหาดังกล่าวมีคำพิพากษาฎีกาที่เคยตัดสินไว้ ดังนี้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15447/2555 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติเกี่ยวกับวิธีเฉพาะการฝากเงินไว้ตามมาตรา 672 ว่า ผู้รับฝากไม่พึงต้องส่งคืนเป็นเงินทองตราอันเดียวกันกับที่ฝาก แ
