เคล็ดลับผู้ประกอบการ
จากเจ้าแม่อีเวนต์ อินฟลูเอนเซอร์ และผู้ประกอบการร้านอาหารอย่าง จิ้นทอดป้าตือ และ ป้าตือไวไวเขย่า เส้นทางของ ป้าตือ – สมบัษร ถิระสาโรช ไม่ได้เกิดจากโชค แต่เกิดจากการมองหาโอกาส ศึกษาตลาด และค่อยๆ ลงมือทำอย่างไม่เกินตัว “เวลาจะเริ่มทำอะไรก็ตาม ต้องศึกษาก่อน ว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่กำลังจะทำคืออะไร ตลาดต้องการอะไร ความแตกต่าง ความยูนีค DNA ของเราอยู่ไหน และใส่ตัวตนของเราเข้าไป” คำบอกเล่าของ ป้าตือ บนเวที “สสว. UNLOCK ปลดล็อก ธุรกิจ SME ไทย” ก่อนแชร์ให้ฟังถึงสูตรการทำธุรกิจหลากหลาย หนึ่ง ให้เริ่มตั้งคำถามว่าตัวเองมี “ความชอบ” เรื่องอะไร เพราะถ้าทำสิ่งที่ชอบจะสามารถอธิบายให้ลูกค้าฟังได้ อย่าง จิ้นทอดป้าตือ ก็เริ่มต้นจากความชอบกินอาหารเหนือ “เราชอบกินอาหารเหนือ เลยมาขายอาหารเหนือในราคาถูก เพราะคนไทยชอบกินของจุกจิก และกินหลายอย่าง แต่ต้องราคาถูก จับต้องได้ ในยุคเศรษฐกิจแบบนี้ สอง ตลาดแบบนี้ในกรุงเทพฯ ในเมืองใหญ่ยังไม่มี หรือแม้แต่การเปิดไวไวเขย่า เราต้องสร้างซิกเนเจอร์ให้คนเขย่ากล่อง แต่ขณะเดียวกันต้องรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำมาแล้วอร่อย และราคาจับต้องได้ เป็นพื้นฐานเลย” สอง
ลองนึกภาพร้านอาหารที่ไม่มีเชฟมิชลินสตาร์ ไม่มีเมนูตายตัว แต่มีสิ่งหนึ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงเลย นั่นคือความรักที่ใส่ลงไปในทุกจาน เพราะคนที่ยืนทำอาหารอยู่หลังเตาไม่ใช่เชฟมืออาชีพ แต่คือคุณยายตัวจริงจากทั่วทุกมุมโลก เพราะเชฟคนแรกในชีวิตของหลายคนก็คือคุณแม่ แล้วก็คุณยาย ร้านอาหารบนเกาะ Staten Island นครนิวยอร์ก “Enoteca Maria” จึงได้ไอเดียออกคอนเซปต์สุดพิเศษ รับสมัครคุณยายไม่จำกัดเชื้อชาติ มาเป็นเชฟรังสรรค์อาหารออกมา ทำให้คนต้องนั่งเรือข้ามฟากเพื่อไปลิ้มรสอาหารที่เหมือนคุณยายทำเองจริงๆ จุดเริ่มต้นจากความสูญเสีย เรื่องราวของร้านนี้เริ่มต้นจากความเศร้า ไม่ใช่แผนธุรกิจ Joe Scaravella เจ้าของร้านได้สูญเสียแม่ ยาย และน้องสาวไปในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน หลังจากนั้นเขาตัดสินใจย้ายจากบรูคลินมาอยู่ริมน้ำที่ Staten Island และเกิดไอเดียเปิดร้านอาหารขึ้นมาเพื่อเป็นการรำลึกถึงผู้หญิงสำคัญในชีวิตที่จากไป จึงตั้งชื่อร้านตามชื่อแม่ของเขาว่า “Maria” Scaravella เคยเล่าถึงจุดเริ่มต้นของร้านนี้ไว้อย่างตรงไปตรงมาว่า เขาเปิดร้านโดยไม่มีแผนธุรกิจใดๆ ไม่เคยมีประสบการณ์ทำร้านอาหารมาก่อนเลย ทุกอย่างเกิดจากความคิดถึงและความ
ปูนแดงแกงร้อน แบรนด์ร้านอาหารน้องใหม่จาก “จีรภัทร ศรีทองคำ” ผู้ก่อตั้งพาสต้าอาม่า กับฝันก้าวใหญ่สร้าง ‘อาณาจักรร้านอาหาร’ และก้าวสู่ยอดขาย 1,000 ล้าน ภายใน 3 ปี ในวันที่กำลังซื้อชะลอตัว ต้นทุนเพิ่มขึ้น และผู้บริโภคมีทางเลือกมากกว่าที่เคย ธุรกิจจำนวนมากกำลังเผชิญโจทย์เดียวกัน คือ “จะทำอย่างไรให้ลูกค้าหวนหา” แต่มีแบรนด์หนึ่งท่ามกลางธุรกิจร้านอาหารมากมาย เมื่อลูกค้าได้เดินเข้าไปฝากท้องไว้หนึ่งมื้อ จะกลายเป็นร้านประจำในดวงใจตลอดไป นั่นคือจุดแข็งของร้านอาหารสไตล์ “จีรภัทร ศรีทองคำ” ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์ร้านอาหารที่ได้รับความนิยมและการยอมรับในวงกว้างอย่าง Pasta Ama ที่เก่งเรื่องเปลี่ยนลูกค้าหน้าใหม่ให้เป็นขาประจำ หวนกลับมาครั้งแล้วครั้งเล่าได้ หลังจากประสบความสำเร็จกับ Pasta Ama ไปแล้ว มีรายได้รวมกว่า 400 ล้านบาท แต่การเติบโตของธุรกิจไม่ได้หยุดที่แบรนด์เดียว จีรภัทรเร่งขยายพอร์ตโฟลิโอไปในธุรกิจของหวาน แตกแบรนด์ใหม่ “Karamizu” ร้านขนมทิรามิสุ ก่อนที่ปี 2569 นี้ จะวนมาที่ความเชี่ยวชาญของตนเองคือร้านอาหาร เมื่อแบรนด์หลักมั่นคงแล้วจึงแตกแบรนด์ใหม่กระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ
“นิ้ง…หน่อง มิสทินมาแล้วค่ะ” ประโยคในตำนาน ที่เอ่ยขึ้นพร้อมกับสาวมิสทินที่ยืนรออยู่หน้าบ้าน หากใครเกิดทันก็คงอายุไม่ต่ำกว่า 30 แล้ว ใครเลยจะรู้ว่าธุรกิจขายตรงที่เริ่มจากพนักงานเพียง 4 คนในวันนั้น จะกลายมาเป็นแบรนด์ไทยยอดขายหมื่นล้านบาท และนี่คือเรื่องราวของ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด และแบรนด์ Mistine กรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดของธุรกิจไทย สู้จากการขายเครื่องสำอางราคาร้อยบาท สู่แบรนด์ที่ได้รับการยอมรับระดับสากล เริ่มจาก Pain Point ของหญิงไทย เมื่อปี พ.ศ. 2531 ตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทยยังเต็มไปด้วยสินค้านำเข้าราคาแพง ผู้หญิงจำนวนมากอยากสวย แต่ไม่สามารถเข้าถึงเครื่องสำอางคุณภาพดีได้ง่ายนัก นี่คือ Pain Point ที่ ดร.อมรเทพ ดีโรจนวงศ์ เจ้าของฉายา “ราชาขายตรงเมืองไทย” มองเห็น ดร.อมรเทพ ได้ก่อตั้ง บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ขึ้นด้วยแนวคิดง่ายๆ แต่ทรงพลังคือ สร้างชีวิตที่ดีขึ้นให้คนไทย สมกับชื่อ Better Way ในวันที่ธุรกิจขายตรงยังไม่เป็นที่รู้จักในไทย มิสทินได้เริ่มจากอาคารพาณิชย์เพียง 3 คูหา มีพนักงานเพียง 4 คน และสินค้าน้อยกว่า 100 รายการ แต่สิ่งที่แบรนด์มีมากกว่
“ผมแค่อยากพาครอบครัวไปทานอาหารแล้วไม่ต้องดูราคา ผมแค่อยากใช้ชีวิตสบายๆ แต่คำว่าสบายมันต้องใช้เงิน” ประโยคที่ฟังดูจริงใจ ไม่ปรุงแต่งนี้ คือคำพูดแรกของ คุณจี-จีรภัทร ศรีทองคำ ผู้ก่อตั้ง “พาสต้า อาม่า” เมื่อถูกขอให้เล่าถึงเส้นทางธุรกิจจากศูนย์ ก่อนจะกลายมาเป็นเจ้าของอาณาจักรร้านอาหาร 400 ล้านบาทในปีนี้ จากอดีตพนักงาน HR Business Development ที่บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง CP ประจำภาคเหนือ เริ่มต้นจากการเป็นพนักงานออฟฟิศที่มีความฝันว่าอยากจะรวย อยากสบาย กลายเป็นสิ่งผลักดันให้เขากล้าลอง กล้าเริ่ม กล้าล้ม คุณจีเริ่มเล่าว่า ตนเองเป็นนักศึกษาคณะจิตวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งคณะนี้สามารถแบ่งออกได้เป็นนักจิตวิทยาสายคลินิก กับคนที่มาสายองค์กรเพื่อพัฒนาสายธุรกิจ ตอนที่เป็นพนักงานประจำก็ขับมอเตอร์ไซค์ไปทำงานยังไม่มีรถยนต์ขับ ที่บ้านไม่ได้มีธุรกิจ พ่อเป็นข้าราชการ แม่ขายก๋วยเตี๋ยวและอาหารตามสั่ง หลังเรียนจบมาก็มาเป็นพนักงานประจำอยู่ในสาย HR ล้วน 7 ปี “ผมอยากรวยครับ อยากใช้ชีวิตแบบสบายๆ ซึ่งคำว่าสบายๆ นี้มันต้องพึ่งพาสิ่งที่เรียกว่ามันนี่ ถ้าไม่มีตัวนี้ก็ไม่สบาย” เมื่อตอนสิบปีที่แล้วนั้น เงินเดือน
ในโลกของแฟชั่น คนจำนวนมากซื้อเสื้อผ้าเพียงเพื่อใส่ไม่กี่ครั้ง ก่อนจะปล่อยให้มันกลายเป็นขยะ โดยไม่ทันตั้งคำถามว่า สิ่งเหล่านั้นยังมีคุณค่าเหลืออยู่หรือไม่ และสิ่งที่หลายคนแทบไม่หยิบกลับมาใช้อีกเลยคือ “เนกไท” สำหรับบางคน เนกไทอาจเป็นเพียงเครื่องแต่งกายของวัยทำงาน เป็นของที่ถูกเก็บไว้ท้ายตู้ หรือไม่ก็ถูกปล่อยขายต่อในตลาดมือสองราคาหลักสิบ หากใครเคยไปเดินตลาดสินค้ามือสอง ภาพของเนกไทเก่าๆ ที่แม้จะเป็นยี่ห้อดัง แต่ถูกทิ้งแล้วนำมาวางขายอยู่เกลื่อนกลาด สิ่งที่แทบจะเรียกได้ว่า ‘ขยะ’ ที่คนอื่นมองข้ามไปนั้น กลับมีคนคนหนึ่งเลือกมองต่างออกไป คนนั้นคือ “บูม-คมิก วาจาเจริญกิจ” ผู้ก่อตั้งแบรนด์ @re.b0ut หากคุณเลื่อนฟีดในโซเชียลคงคุ้นหน้ากับเขาไม่น้อย คุณบูมคือคนทำคอนเทนต์ “เนกไทติดแกลม” ชุบชีวิตเนกไทมือสองให้กลับมาดูแฟชั่น เต็มไปด้วยเรื่องราว มีเอกลักษณ์จนหลายคนต้องแย่งกันซื้อ ทันทีที่วางขายก็ Sold Out ในเวลาเพียงไม่กี่วินาที แม้เขาจะเรียนจบด้านแฟชั่นดีไซน์มาโดยตรง แต่หลังเรียนจบกลับไม่ได้ทำงานในสายอาชีพที่เรียนมา เพราะกลัวความกดดันจากวงการแฟชั่นที่แข่งขันกันสูง สุดท้ายจึงเลือกเดินออกไปลองทำหลาย
ตี๋น้อยบาร์บีคิว คือร้านปิ้งย่างภายใต้อาณาจักรสุกี้ตี๋น้อย แต่ทำไม ถึงยังเลือกเปิดร้านปิ้งย่างอีกร้าน จะไม่แย่งลูกค้ากันเองหรือ? คำถามที่หลายคนคงคิดเมื่อเห็นข่าวการเปิดร้านปิ้งย่างใหม่ “นายพรานหมูกระทะ” ในเมื่อสุกี้ตี๋น้อยมี “ตี๋น้อย บาร์บีคิว” อยู่แล้ว ทำไมถึงยังลงทุนเปิด “นายพรานหมูกระทะ” เพิ่มอีกแบรนด์หนึ่ง ทั้งที่ดูเผินๆ แล้วต่างก็เป็นธุรกิจปิ้งย่างบุฟเฟต์เหมือนกัน ในทางการตลาด นี่คือกรณีศึกษาที่น่าสนใจของแนวคิด Brand Cannibalization หรือ “การกินส่วนแบ่งตลาดกันเอง” ซึ่งปกติแล้วเป็นสิ่งที่หลายบริษัทพยายามหลีกเลี่ยง แต่สำหรับบางองค์กร การยอมให้แบรนด์ในเครือแข่งขันกันเอง อาจเป็นกลยุทธ์ที่ดีกว่าปล่อยให้คู่แข่งจากภายนอกเข้ามาแย่งลูกค้าไป Brand Cannibalization คืออะไร Brand Cannibalization คือสถานการณ์ที่แบรนด์หนึ่งของบริษัทเข้าไปดึงยอดขายจากอีกแบรนด์หนึ่งของบริษัทเดียวกัน ตัวอย่างเช่น หากลูกค้าที่เคยกินตี๋น้อย บาร์บีคิว เปลี่ยนมากินนายพรานหมูกระทะแทน รายได้อาจไม่ได้เพิ่มขึ้นจริง เพราะเป็นการย้ายเงินจากกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวา โดยปกติแล้ว นักการตลาดมักมองว่าการ Cannibalization เป็นเรื่อง
บทความโดย : ดร.ยศพิชา คชาชีวะ กูรูวงการอาหาร เจ้าของคอลัมน์ “ตู้จดหมายพลศรี” คนรู้จักกันเป็นหมูไม่กลัวน้ำร้อน อยากเปิดร้านอาหาร ไปเช่าที่แถวพุทธมณฑลมาปรึกษาเรื่องการจัดวางผังร้านและครัว กำลังจะรื้อรีโนเวทห้องอยู่ โดยเฉพาะครัวร้านอาหารซึ่งเขาไม่มีความรู้พอในการวางผัง ครัวร้านอาหารตามตำราเขาให้จัดมีพื้นที่ 1 ใน 3 ของขนาดร้าน เช่น ร้านมีขนาด 100 ตารางเมตร แบ่งเป็นพื้นที่นั่งกินสัก 70 ตารางเมตร อีก 30 ตารางเมตร ต้องเป็นครัว สัดส่วนของครัวควรจะเพิ่มขึ้นตามขนาดของร้าน ถ้าครัวเล็กไปแต่ที่นั่งกินเยอะจะบริการแขกไม่ทัน หลักการง่ายๆ ต่อไปคือ ครัวควรเป็น “ห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือจัตุรัส” มีซอกมีมุม หลืบน้อยๆ และยังควรมีที่สำหรับจัดทำ “ห้องสต๊อกของ” มีทางเดินเข้าครัวจากในร้าน และช่องส่งอาหาร ผนังด้านหน้าที่ติดกับห้องอาหารจะแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ประตูทางเข้า-ออก (แนะนำเป็นบานสวิงคู่ หรือบานผลักง่ายๆ หรือ ม่านพลาสติกหนา เพื่อความสะดวกเวลาถือของ) และช่องส่งอาหาร ตรงช่องส่งอาหารนี้ควรทำเป็นบานปิดเปิดได้ หรือเป็นม่านจากวัสดุที่ไม่ดูดซับฝุ่น ควัน น้ำมัน ไม่ขึ้นราง่าย เพื่อป้องกันไม่ให้ลมเย็นจากเครื่องปรับอ
เข้าสู่ช่วงปลายเดือนเมษายน ถนนตรอกซอกซอยในหลายเมืองของจีนเริ่มอบอวลด้วยกลิ่นหอมของ “ราชาแห่งผลไม้” จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่งสัญญาณการเวียนมาของ “ฤดูทุเรียน” โดยระบบโลจิสติกส์ที่พัฒนาดีขึ้น และการขยายตัวของช่องทางอีคอมเมิร์ซได้ส่งเสริมการบริโภคทุเรียนจากซูเปอร์มาร์เก็ตในเมืองใหญ่ไปสู่ตลาดเมืองรอง โม่เจียหมิง พ่อค้าผลไม้ในเมืองหนานหนิง เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน ให้สัมภาษณ์ว่า การนำเข้าทุเรียนจากไทยและเวียดนามยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอดหลายปี โดยอัตราการเติบโตของทุเรียนจากเวียดนามเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว บางช่วงมีปริมาณเกือบเท่าหรือมากกว่าทุเรียนจากไทย แต่ทุเรียนไทยยังค่อนข้างได้เปรียบในแง่ปริมาณการค้าและแบรนด์ คุณภาพและความไว้วางใจที่มีมานาน จึงยังคงเป็นด่านสำคัญสำหรับทุเรียนเวียดนาม ข้อมูลจาก สำนักบริหารศุลกากรทั่วไปของจีน ระบุว่า จีนนำเข้าทุเรียนสดในปี 2025 สูงราว 1.86 ล้านตัน ทำให้จีนเป็นตลาดผู้บริโภคทุเรียนขนาดใหญ่ที่สุดของโลก โดยผู้คนในแวดวงอุตสาหกรรมทุเรียนมองว่าลักษณะการแข่งขันของทุเรียนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในตลาดจีนยังคงปรับเปลี่ยนไม่หยุด เนื่องจากพื้นที่เพาะป
ถ้าวันนี้คนตัดสินใจระดับสูง ต้องลงมาจับแก้ว ชงชา และเผชิญหน้ากับลูกค้าที่ต่อคิวยาวเหยียดด้วยตัวเองจะเป็นอย่างไร? และแน่นอนว่าเมื่อ คุณไผ่-กชณิชา ฐิติชนาโชติ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Nose Tea ตัดสินใจนำทีมบริหารและ Head ทุกฝ่ายลงจากออฟฟิศไปสวมผ้ากันเปื้อน ยืนขายชาหน้าร้านแบบเต็มตัว 1 วันเต็ม ซึ่งได้ออกมาโพสต์คลิปที่เป็นกระแสไวรัลทันที โดยระบุข้อความว่า “พี่ลองให้ทีมบริหารกับ Head ทุกฝ่ายมาทำงานหน้าร้านโนสทีแบบจริงจังเลย เพื่อที่ทุกคนจะได้รู้ปัญหาและจะได้แก้ไขพัฒนาแบรนด์ให้เติบโตไปในทิศทางเดียวกัน อะไรใหม่ ๆ ของโนสทีมาก” ในช่วงต้นคลิป แสดงออกให้เห็นเลยว่า หน้าร้านมีแต่ความวุ่นวายและปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้น ซึ่งในฐานะผู้บริหารหลายๆ ท่าน ก็อาจจะไม่เคยรับทราบถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริง แต่หากผู้อ่านลองย้อนดูคลิปดีๆ เราอาจจะเห็นถึงกลยุทธ์หรือแนวทางการทำธุรกิจอะไรบางอย่างจากการที่พาผู้บริหารมาลงพื้นที่ โดยเนื้อหาในคลิปช่วงหนึ่ง เหล่าผู้บริหารได้กล่าวว่า เมื่อระยะห่างลดลงวิสัยทัศน์จะชัดเจนขึ้น เหตุผลที่ทำไมถึงเอาผู้บริหารและเมเนเจอร์ลงมาทำงานหน้าร้าน คุณไผ่กล่าวในคลิปว่า วันนี้ที่ให้มาไม่ได้ต้องการ
