Inspiration เคล็ดลับผู้ประกอบการ

Mistine แบรนด์ไทยที่ถูกรักโดยคนจีน จากสาวแค็ตตาล็อกขายตรง สู่เครื่องสำอางหมื่นล้านในจีน

“นิ้ง..หน่อง มิสทินมาแล้วค่ะ” ประโยคในตำนาน ที่เอ่ยขึ้นพร้อมกับสาวมิสทินที่ยืนรออยู่หน้าบ้าน หากใครเกิดทันก็คงอายุไม่ต่ำกว่า 30 แล้ว ใครเลยจะรู้ว่าธุรกิจขายตรงที่เริ่มจากพนักงานเพียง 4 คนในวันนั้น จะกลายมาเป็นแบรนด์ไทยยอดขายหมื่นล้านบาท

และนี่คือเรื่องราวของ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด และแบรนด์ Mistine กรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดของธุรกิจไทย สู้จากการขายเครื่องสำอางราคาร้อยบาท สู่แบรนด์ที่ได้รับการยอมรับระดับสากล

เริ่มจาก Pain Point ของหญิงไทย

เมื่อปี พ.ศ. 2531 ตลาดเครื่องสำอางในประเทศไทยยังเต็มไปด้วยสินค้านำเข้าราคาแพง ผู้หญิงจำนวนมากอยากสวย แต่ไม่สามารถเข้าถึงเครื่องสำอางคุณภาพดีได้ง่ายนัก นี่คือ Pain Point ที่ ดร.อมรเทพ ดีโรจนวงศ์ เจ้าของฉายา “ราชาขายตรงเมืองไทย” มองเห็น 

ดร.อมรเทพ ได้ก่อตั้ง บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ขึ้นด้วยแนวคิดง่าย ๆ แต่ทรงพลัง คือ สร้างชีวิตที่ดีขึ้นให้คนไทย สมกับชื่อ Better Way

ในวันที่ธุรกิจขายตรงยังไม่เป็นที่รู้จักในไทย มิสทินได้เริ่มจากอาคารพาณิชย์เพียง 3 คูหา มีพนักงานเพียง 4 คน และสินค้าน้อยกว่า 100 รายการ แต่สิ่งที่แบรนด์มีมากกว่าคนอื่นคือความเข้าใจผู้บริโภค 

โจทย์ของมิสทินคือการทำให้ผู้หญิงไทยทุกคนเข้าถึงความสวยได้ในราคาไม่แพง นั่นทำให้มิสทินเลือกใช้โมเดลขายตรงผ่านแค็ตตาล็อก ซึ่งในยุคนั้นถือเป็นเรื่องใหม่มากในไทย การได้เลือกสินค้าถึงหน้าบ้าน โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาออกไปเดินหาในตลาด ทั้งยังมีหญิงสาวคอเดียวกันคอยให้คำแนะนำ ยิ่งทำให้ตัดสินใจซื้อได้ไม่ยาก

สโลแกนในตำนาน

“นิ้ง…หน่อง มิสทินมาแล้วค่ะ” ประโยคสั้น ๆ ที่ไม่ได้เป็นเพียงคำโฆษณา แต่เป็นสโลแกนง่าย ๆ บอกความเป็นไทยและสื่อถึงการขายตรงได้อย่างชัดเจน สุดท้ายมันได้กลายเป็นภาพจำของยุคสมัย และทำให้แบรนด์เข้าไปอยู่ในชีวิตประจำวันของคนไทย

สร้างอาณาจักรธุรกิจด้วยวิธีคิดแบบ Mass Brand

หัวใจสำคัญที่ทำให้ Mistine เติบโตคือ การพยายามสร้างมุมมองความงามใหม่ว่า เป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้ ตรงข้ามกับแบรนด์ต่างชาติในขณะนั้นที่พยายามทำแบรนด์ให้ดูพรีเมียม เลอค่า จับต้องได้ยาก มิสทินกลับเลือกลุยตลาดแมส และพิสูจน์ว่าราคาจับต้องได้ไม่จำเป็นต้องแลกกับคุณภาพต่ำ

แบรนด์ใช้กลยุทธ์สร้างเครือข่ายสมาชิกทั่วประเทศ จนมีสมาชิกมากกว่า 1 ล้านคน กลายเป็นทั้งช่องทางขายสินค้า และกลไกกระจายรายได้ให้คนไทยจำนวนมหาศาล

บริษัทได้ลงทุนกับระบบหลังบ้านอย่างจริงจัง ทั้งศูนย์กระจายสินค้า Betterland Distribution Center ที่ถูกยกให้เป็นหนึ่งในศูนย์กระจายสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงการนำเทคโนโลยีเข้ามาบริหารออเดอร์วันละหลายหมื่นรายการ สะท้อนว่าการเติบโตของแบรนด์ส่วนหนึ่งมาจากระบบที่แข็งแรงด้วย

กันแดดคือใบเบิกทาง

มิสทินค่อย ๆ เปลี่ยนจากแบรนด์ขายตรงในประเทศ ให้กลายเป็นตัวแทนภาพความงามแบบสาวไทยในสายตาต่างชาติ โดยเฉพาะในประเทศจีน

แบรนด์เริ่มได้รับความนิยมในจีน เพราะเริ่มจากนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางมาไทย แล้วซื้อสินค้ากลับไปใช้ต่อ จนเกิดการบอกต่อจนกลายเป็นสินค้าที่ใครมาไทยก็ต้องซื้อ

สินค้าที่ได้รับความสนใจอย่างมากจากชาวจีน คือ กันแดดมิสทีน เพราะประเทศไทยในสายตาคนจีนคือประเทศเมืองร้อน แดดแรง แต่สาวไทยยังผิวดี แปลว่าผลิตภัณฑ์กันแดดมีคุณภาพ

มิสทินจึงอาศัยจุดนี้ต่อยอดด้วยการวางตำแหน่งตัวเองเป็น “ผู้เชี่ยวชาญเรื่องกันแดดจากเมืองร้อน” จนทำให้ “ครีมกันแดดฝาเหลือง” กลายเป็นสินค้าไวรัลในจีน และสามารถครองอันดับ 1 ตลาดกันแดดจีน ด้วยมูลค่ากว่า 1,150 ล้านหยวน (ราว 6 พันล้านบาท) ในปี 2023

ถอดสูตรลับตีตลาดจีนของมิสทิน

การบุกจีนของมิสทินในปี 2016 ถือเป็นการเดิมพันครั้งสำคัญ เพราะตลาดนี้เต็มไปด้วยคู่แข่งระดับโลกทั้งยุโรป ญี่ปุ่น และแบรนด์ท้องถิ่นจีน แต่สิ่งที่มิสทินทำได้ดีคือการไม่พยายามเป็นแบรนด์พรีเมียม แบรนด์เลือกจับตลาดแมส ด้วยสินค้าคุณภาพดี ราคาต่ำกว่า 100 หยวน อันเข้าถึงผู้บริโภคส่วนใหญ่ได้ง่ายกว่า

ขณะเดียวกันก็เข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคจีนอย่างลึกซึ้ง แบรนด์พยายามปรับตัวรับมือกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลตลอดเวลา โดยเฉพาะการใช้ E-commerce และ Social Commerce เพราะกว่า 95% ของยอดขายในจีนมาจากแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Tmall และ Douyin หรือ TikTok

อีกจุดสำคัญคือการใช้ KOLs และอินฟลูเอนเซอร์ รวมถึงการเลือกพรีเซนเตอร์ที่ตรงกับคนรุ่นใหม่ เช่น Zhao Lusi และ Zhang Hao เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่เข้าถึง Gen Z รวมถึงการออกสินค้าพิเศษ “Only at China” ที่ออกแบบมาเพื่อตีตลาดจีนโดยตรง

Key Success ที่พาแบรนด์ไประดับโลก

หากมองลึกลงไป ความสำเร็จของมิสทิน แม้เริ่มมาจากสินค้าราคาถูก แต่กลับสร้างมูลค่าได้มหาศาล เป็นแบรนด์ไทยที่สามารถทำให้คนต่างชาติอยากใช้สินค้าจากประเทศไทย เพียงแค่เข้าใจผู้บริโภค และสร้างภาพจำได้แข็งแรงพอ

ตั้งแต่ยุคสาวมิสทินเดินส่งแค็ตตาล็อกตามบ้าน จนถึงยุคสาว Douyin และ E-commerce แบรนด์ไม่เคยหยุดปรับตัวแม้แต่วันเดียว

นี่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องราวของแบรนด์เครื่องสำอาง แต่เป็นกรณีศึกษาของธุรกิจไทยที่สามารถสร้างแบรนด์จากรากฐานท้องถิ่น แล้วยกระดับตัวเองขึ้นไปแข่งขันในตลาดโลกได้สำเร็จ

ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า ความสำเร็จในแดนมังกรของมิสทินนั้น ไม่ได้มาจากการเอาสินค้าไทยไปขายจีนเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเข้าใจวัฒนธรรมผู้บริโภคของประเทศนั้นอย่างถ่องแท้

Related Posts