Exclusive
เรื่องราวชีวิตของแม่ใจสู้ ค้าขายมาสารพัด หวังเพียงให้ลูกๆ ได้เรียนหนังสือสูงๆ แม้ปัจจุบันสังขารเริ่มจะอ่อนแรงไปตามวัย แต่ยังตั้งหน้าตั้งตาหารายได้ ความขยันขันแข็ง หวังส่งต่ออาชีพทำ “บ๊ะจ่าง” ให้ลูกหลาน มีช่องทางสร้างรายได้เลี้ยงตัวอีกทาง เจ้าของเรื่องราวนี้ คนเก่าแก่ในเมืองมหาชัย-สมุทรสาคร หลายท่านอาจรู้จักกันดีที่ชื่อ “เจ๊ม้วยนี้” หรือ คุณมณี ปราณีธยาศัย อายุ 70 ปี ท่านเป็นลูกหลานชาวจีน ที่บรรพบุรุษข้ามน้ำข้ามทะเลจากเมืองซัวเถา มาตั้งถิ่นฐานอยู่ในเมืองไทย โดยมาตั้งรกรากที่ ตำบลท่าฉลอม เมืองสาครบุรี ชื่อสมัยก่อน หรือจังหวัดสมุทรสาคร ในปัจจุบัน ในวัยเด็ก คุณมณี ต้องทำงานหนักเพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัว โดยมีแม่เป็นต้นแบบที่ฝึกให้ทุกอย่าง โดยเฉพาะการทำอาหารเลี้ยงคนในบ้านที่มีอยู่หลายคน ซึ่งรวมถึงการทำบ๊ะจ่าง ที่ต้องช่วยกันทำเมื่อใกล้เทศกาลไหว้บ๊ะจ่าง ที่จะไหว้กันในวันที่ 5 เดือน 5 “สมัยก่อนต้องช่วยทำกันทั้งบ้าน ทำเป็นกันหมดล่ะ พี่น้อง 4 คน เป็นผู้หญิงหมด ทำอาหารเก่งหมด ดูแม่ทำแล้วก็ทำได้ทั้งนั้นคาวหวาน แป๊ฉ่าย ขนมเทียน ขนมเข่ง บ๊ะจ่าง” คุณมณี เคยว่าไว้อย่างนั้น เมื่อแยกครอบค
คุณปลา-กัญภร สุขารมย์ เจ้าของกิจการร้านดอกไม้ปาหนัน อำเภอเมือง จังหวัดตาก ให้สัมภาษณ์ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ถึงบรรยากาศการค้าขาย “พวงมาลัยมะลิ” รับเทศกาลวันแม่ในปีนี้ว่า ตามปกติพ่อค้าแม่ขายดอกไม้สดในพื้นที่จังหวัดตากส่วนใหญ่ จะรับมะลิสดมาจากเกษตรกรผู้ปลูกในจังหวัดนครสวรรค์ โดยมีพ่อค้าคนกลาง ไปรวบรวมมะลิจากตามบ้านมาขายให้อีกต่อ โดยนอกจากจะมี “มะลิดอก” มาขายแล้ว ยังมีมะลิร้อยเป็นเส้นๆขายส่งมาด้วย คุณปลา ให้ข้อมูลอีกว่า ตามปกติ มะลิ จะออกดอกมากช่วงหน้าร้อนประมาณเดือนเมษายน-พฤษภาคม ซึ่งช่วงนั้นราคาจะไม่แพง มะลิดอก ราคากิโลฯละประมาณ 150-200 บาท ซึ่งพอถึงเดือนสิงหาฯ จึงไม่ใช้หน้าของมัน ประกอบกับเดือนนี้ มีเทศกาล “วันแม่” ความต้องการซื้อมีมากเป็นพิเศษ ราคาดอกมะลิจึงแพสูงเป็นพิเศษ ล่าสุดเมื่อวันก่อน พ่อค้าคนกลาง ที่จะนำ มะลิ มาขายส่งให้ บอกปีนี้ “มะลิดดอก”กิโลกรัมละพันกว่าบาท แต่กว่าเท่าไหร่นั้น ตนไม่ได้ถาม เพราะพอได้ยินราคาขึ้นไปถึงหลักพันก็ไม่เอาแล้ว “ปกติที่ร้านจะสั่งมะลิมาร้อยมาลัยขายวันแม่ทุกปี แต่ปีนี้ไม่สั่งเลย เพราะคิดว่าน่าจะขายยากและต้องคอยอธิบายกับลูกค้าว่าทำไมพวงหนึ่งถึงต้องข
ที่จริง บาหลี เป็นเกาะที่มีเรื่องราวโดดเด่นน่าสนใจมากไปกว่าทะเลสวย ภูเขางาม เพราะเกาะนี้เป็นเกาะที่มีอิทธิพลฮินดู ในขณะที่พื้นที่ส่วนอื่นของอินโดนีเซียเป็นมุสลิม นอกจากนั้นบาหลียังเป็นฮินดูที่เคร่งครัด ขณะที่นักท่องเที่ยวก็สามารถใช้ชีวิตเสรีได้ ในพื้นที่ริมทะเล แต่ในศาสนสถานต่างๆ นั้น ชาวบาหลียังคงเคร่งครัดกับธรรมเนียมประเพณีปฏิบัติที่สืบเนื่องกันมายาวนาน และเรียกร้องให้นักท่องเที่ยวปฏิบัติตาม เขาเคร่งครัดได้มากกว่าคนไทย อูบุด เป็นเมืองเล็กๆ หรือเรียกอีกอย่างว่าย่านเล็กๆ ของบาหลี และก็น่าจะเป็นย่านที่มีคนรู้จักมากที่สุดของบาหลี แม้จะไม่ติดทะเล แถมยังอยู่กลางเกาะ เหมือนจะไม่น่าสนใจ แต่อูบุด กลับเป็นเพชรเม็ดใหญ่ยอดมงกุฎ อูบุด (Ubud) เป็นคำที่มาจากคำว่า “อูบัด” ในภาษาบาหลี แปลว่า ยา เป็นคำเรียกพืชที่ขึ้นใกล้แม่น้ำจัมปูฮัน ซึ่งมีสรรพคุณรักษาโรค เมืองเล็กกลางเกาะบาหลีแห่งนี้ เป็นจุดหมายปลายทางของนักเดินทางเสมอมา เป็นศูนย์กลางของแรงบันดาลใจ และวิถีชีวิตที่สุนทรี นอกจากอูบุด จะเป็นเมืองที่สวยงามด้วยวิวทิวทัศน์แล้ว ยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งศิลปวัฒนธรรมของเกาะ อูบุด ตั้งอยู่ตอนกลางของเกาะ เป็น
ร้านเช่าวิดีโอ-วีซีดี-ดีวีดี “เฟม วีดีโอ ท่าพระจันทร์” ที่เปิดให้บริการมายาวนานกว่า 30 ปี จนเป็นขวัญใจบรรดา “คอหนัง” หลากหลายวัย มีอันต้องโบกมือลาวงการในไม่ช้านี้ ด้วยเหตุเพราะพฤติกรรมการดูหนังที่เปลี่ยนไปเพราะความก้าวหน้าของเทคโนโลยี โดยเมื่อวันก่อน ธุรกิจเก่าแก่แห่งนี้ ได้ส่งสารถึงลูกค้า ผ่านทางเพจของทางร้านโพสต์ข้อความสร้างความใจหายให้กับบรรดาลูกค้าจำนวนมาก ว่า “ใกล้ปิดตำนานร้านให้เช่าวีดีโอ วีซีดี ดีวีดี” พร้อมยังเผยแพร่ภาพบรรยากาศภายในร้านที่ขึ้นป้าย SALE, ลดล้างสต๊อก, ปิดกิจการ ล่าสุด “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ลงสำรวจบรรยากาศภายในร้าน “เฟม วีดีโอ ท่าพระจันทร์” ปรากฏมีบรรดา “คอหนัง” หลากหลายวัย ทั้งวัยรุ่น-หนุ่มสาว รวมถึงลูกค้ารุ่นใหญ่วัยเกษียณ ต่างพากันไปเลือกซื้อหนังกันอย่างคึกคัก โดยราคาที่ทางร้านแจ้งไว้อยู่ที่แผ่นละ 40 บาท “ใจหาย เมื่อก่อนได้ดูหนังแปลกๆ หนังดีมีสาระจากที่นี่เยอะมาก ไม่คิดว่าจะปิด” ลูกค้าท่านหนึ่ง เผยความรู้สึก ม้วนวิดีโอเทป ยังมีให้เลือกเก็บอีกเป็นจำนวนไม่น้อย ด้าน คุณธานี จิริยะสิน เจ้าของร้าน ซึ่งกำลังง่วนกับการให้บริการลูกค้าที่มายืนออหน้าเคาน์เตอร์อยู่
แนะเคล็ดลับ จัดการอย่างไร เมื่อลูกค้าจองคิว แต่กลัวไม่มาตามนัด ในงานบริการ หลักของ “การจองคิว” ไม่ซับซ้อน ต้องให้โอกาสกับลูกค้าที่มีการจองเป็นอันดับแรก หากคิดว่าไม่อยากวุ่นวาย และไม่อยากเสียโอกาสจากลูกค้าบางรายที่นิสัยไม่ดี ชอบเบี้ยวไม่มาตามนัด ก็ควรยกเลิกระบบการจองไปเลย แนะเคล็ดลับเมื่อมีการรับจอง ต้องไม่มีการ 2 มาตรฐานกับลูกค้า และควรมีการปฏิบัติดังนี้ เพื่อลดปัญหาจากกระบวนการรับจอง ปัญหาที่ว่าทั้งที่จะเกิดกับลูกค้า และจะเกิดกับตัวธุรกิจเอง ประการที่หนึ่ง ในขั้นตอนการรับจอง ต้องมีการทบทวน ยืนยันเพื่อความเข้าใจตรงกัน โดยเฉพาะวันเวลา ไม่ควรพูดทบทวนกับลูกค้าแค่วันที่ ควรพูดวันไปด้วย เช่น ขออนุญาตทบทวนนะคะ/นะครับ ว่าเป็นวันจันทร์ที่ 10 กรกฎาคม 2560 เวลา 11.00 น. เพื่อป้องกันการเข้าใจคลาดเคลื่อนกับลูกค้า ประการที่สอง ต้องมีการแจ้งเงื่อนไข และสิทธิ์ต่างๆ ทั้งของลูกค้า และส่วนที่สงวนสิทธิ์เอาไว้ของธุรกิจ เช่น รบกวนคุณลูกค้ามาตรงเวลาด้วยนะคะ/นะครับ หากมีเหตุขัดข้องกรุณาแจ้งเลื่อนเวลาที่หมายเลข…ก่อนเวลา…หากท่านมาช้ากว่าเวลานัดหมาย 15 นาที ทางเรามีความจำเป็นต้องขออนุญาตให้บริการลูก
อำเภอมวกเหล็ก หากพูดชื่อนี้เชื่อว่ามีหลายคนรู้จัก แต่รู้หรือไม่ว่าที่อำเภอแห่งนี้เป็นแหล่งผลิตน้ำนมดิบ หนึ่งในอาชีพพระราชทานของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 9 ส่งเสริมการเลี้ยงโคนมเพื่อสุขอนามัยที่ดีของประชาชนชาวไทย สหกรณ์แห่งนี้เดิมมีชื่อเรียกว่า “สหกรณ์ผู้เลี้ยงโคนมนิคมมวกเหล็ก” ก่อตั้งขึ้นเมื่อ 28 สิงหาคม 2515 ราว 46 ปี ต่อมาในปี 2526 ได้ทำการจดทะเบียนเพื่อแก้ไขข้อบังคับและเปลี่ยนมาใช้ชื่อ “สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก จำกัด” เป็นสหกรณ์การเกษตร และขยายพื้นที่ครอบคลุมทั้งเขตพื้นที่จังหวัดสระบุรี และเขตพื้นที่บางส่วนของจังหวัดนครราชสีมา คือ อำเภอปากช่อง จวบจนปัจจุบัน สมาชิก 555 ฟาร์ม เลี้ยงโคนม 12,000 ตัว สหกรณ์โคนมมวกเหล็ก มีสมาชิกผู้เลี้ยงโคนมกว่า 555 ฟาร์ม เลี้ยงดูโคนมรวมทั้งสิ้น 12,000 ตัว มีทุนเรือนหุ้น 85.5 ล้านบาท เงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจแต่ละปีสูงกว่า 1,400 ล้านบาท ซึ่งเป็นเม็ดเงินที่กระจายไปถึงชุมชนเกษตรกรรายย่อยซึ่งเป็นสมาชิกของสหกรณ์โดยตรง คุณนครินทร์ สีวงกต ที่ปรึกษาสหกรณ์โคนมมวกเหล็ก เล่าว่า สหกรณ์โคนมมวกเหล็กเริ่มจากการรวบรวมสมาชิกเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนมในพื้นที่เพียง 7 ท่านเท่านั้
สำหรับหลายๆ คน ทุกวันนี้การทำอาชีพเดียวไม่พอแล้ว ต้องมีอาชีพที่ 2 เอาไว้เป็นรายได้เสริม หรือสำรองในยามที่อาชีพแรกอยู่ในภาวะไม่แน่ไม่นอน เช่นเดียวกับการทำธุรกิจที่จะหวังพึ่งรายได้ทางเดียวก็อาจไม่พอ ควรมองหาลู่ทางเพิ่มเงินในกระเป๋าให้ได้ 2 เด้ง หรือมากกว่านั้นก็ยิ่งดี ในสหรัฐอเมริกา มีไอเดียน่าสนใจจากการทำให้ร้านอาหารที่เปิดขายในช่วงเย็นจนถึงดึก สามารถหารายได้เพิ่มเติมในช่วงกลางวัน โดยปรับให้เป็นพื้นที่สำนักงานร่วมกัน หรือที่เรียกกันว่า โคเวิร์กกิ้งสเปซ (Co-working Space) เป็นการนำแนวคิดแบบเศรษฐกิจแบ่งปันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ “นิวยอร์ก ไทม์ส” หยิบยกเรื่องราวของร้านอาหาร “อีลีท คาเฟ่” (Elite Café) ซึ่งใช้เวลาว่างระหว่างวันตั้งแต่ 08.30-17.00 น. ของวันจันทร์-ศุกร์ เปิดให้บรรดาผู้ประกอบการ ฟรีแลนซ์ รวมถึงพนักงานบริษัทที่อยากเปลี่ยนบรรยากาศ เข้ามานั่งทำงาน ส่วนเวลาหลังจากนั้นก็ให้บริการในฐานะร้านอาหารตามปกติ ปัจจุบัน แนวคิดการทำพื้นที่สำนักงานร่วมกำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เพราะตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ ทั้งที่ต้องการเป็นเจ้านายตัวเอง รวมถึงคนที่รู้สึกว่าสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ในโลก ไม่จำ
คุณสมหมาย แพทรอน อายุ 38 ปี นักจิตวิทยาประจำศูนย์พัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมผู้สูงอายุบ้านบางแค ผู้รับผิดชอบกิจการ ร้านอาหาร “My Mom – มาย มัม” แห่ง “บ้านบางแค” ให้ข้อมูลว่า แต่เดิมร้านอาหารแห่งนี้ เป็นสถานที่ทำกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุในบ้านบางแค แต่ด้วยสุขภาพร่างกายของหลายๆ ท่าน ทำให้ดำเนินกิจกรรมไม่ไหว ร้านจึงถูกปล่อยว่างไว้ ทางผู้บริหารจึงมีนโยบายเปิดโอกาสให้นักเรียนผู้สูงอายุ ของบ้านบางแค รุ่นที่ 2 ซึ่งเป็นบุคคลภายนอก มาทำกิจกรรมในร้านแทน “บ้านบางแค มีโครงการโรงเรียนผู้สูงอายุ หลักสูตร 3 เดือน ผู้เข้ารับการอบรม เป็นผู้สูงอายุ วัย 60 ปีขึ้นไป เป็นบุคคลภายนอกหรือภายในบางแคก็ได้ มารวมกลุ่มกันทำกิจกรรมต่างๆ เช่น เรียนรู้การดูแลสุขภาพ การทำอาหาร รู้จักกฎหมายและกิจกรรมฟื้นฟูผู้สูงอายุ โดยมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาช่วยสอน” คุณสมหมาย ให้ข้อมูลอย่างนั้น และว่า สำหรับการจัดการภายในร้าน “My Mom” แห่งนี้ มีเธอเป็นผู้ดูแลหลักในการบริหาร ทั้ง เป็นผู้จัดซื้อวัตถุดิบ ดูแลด้านบัญชีรายรับ-รายจ่าย และความเรียบร้อยโดยภาพรวม ส่วนการทำอาหารและบริการลูกค้านั้น เป็นหน้าที่ของนักเรียนผู้สูงอายุ รุ่น 2 ข
บังเอิญไปเห็นข่าวชิ้นเล็กๆ เกี่ยวกับศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) หรือ “SACICT” ที่มีความคิดจะจับมือกับหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนในการส่งเสริม “ผ้าขาวม้า” ให้เป็นของที่ระลึกประจำชาติ โดยเฉพาะช่วงปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงในปี 2562 เนื่องจากปีนั้นจะมีการจัดงานฝ้ายทอใจ ซึ่งจัดต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 12 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ที่ทรงมีพระราชประสงค์ให้ราษฎรมีอาชีพการทอผ้าฝ้าย เพื่อสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว ทั้งยังเป็นการสนับสนุนการจำหน่ายผ้าฝ้ายศิลปาชีพให้ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องด้วย ผมอ่านแล้วก็เกิดความน่าสนใจ ยิ่งเมื่อฟัง “อัมพวัน พิชาลัย” ผู้อำนวยการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ (องค์การมหาชน) พูดถึงทิศทางของการจัดงาน ฝ้ายทอใจในปี 2562 โดยเธอบอกว่า SACICT จะยกระดับความเป็นสากลเพื่อต่อยอดความก้าวหน้าของการพัฒนาผ้าขาวม้า-ผ้าฝ้ายไทยในปีหน้าให้เป็นของ ที่ระลึกประจำชาติ “เพื่อใช้เป็นสิ่งแทนคุณค่าความเป็นสัญลักษณ์ หรือตัวแทนของประเทศไทย สำหรับนักท่องเที่ยว และชาวต่างชาติ
คุณอุดมศักดิ์ รักรอด ประธานบริหารบริษัท อาร์ดีบ็อกซ์ ผู้ก่อตั้ง Rudedog แบรนด์เสื้อยืดแฟชั่นที่คนนับล้านวางใจและบอกต่อ ศึกษาแนวโน้มการเติบโตของตลาดเสื้อยืดมาตลอด 7 ปีที่ พบว่ามีการเติบโตในระดับที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาดในกลุ่มประเทศอาเซียน มีอัตราการบริโภคสินค้าในกลุ่มเสื้อผ้าแฟชั่นสูง และจากปัจจัยภายนอก ด้านการเมืองเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะการเติบโตของตัวเลขผู้เข้าถึงเทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต ทำให้ตลาดในภูมิภาคนี้มีศักยภาพและมีโอกาสขยายตัวได้อีก จึงมีการขยายสินค้าเพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าทั้งในประเทศและภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าในประเทศ ซึ่งถือเป็นฐานลูกค้าสำคัญของทาง Rudedog เนื่องจากจุดแข็งของแบรนด์ Rudedog คือการรักษาคุณภาพของสินค้าทุกชิ้นด้วยมาตรฐานเดียวกัน ใส่ใจในทุกรายละเอียด ทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การเลือกเส้นใยผ้าที่ดีที่สุดทำให้เนื้อผ้านุ่มใส่สบาย ผ่านการทอด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ทำให้ซักแล้วไม่ยืด ไม่ย้วย ไม่หด รวมถึงการตัดเย็บอย่างปราณีต และการสกรีนที่ไม่ซ้ำแบบ ทำให้ Rudedog ได้รับการยอมรับในตลาด ว่าเป็นสินค้าที่มีคุณภาพคุ้มค่า ในราคาที่จับต้องได้ ในปีนี้ บริษัท
