Exclusive
การทำกายภาพบำบัดไม่เพียงช่วยให้ร่างกายฟื้นตัว แต่ยังช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงปกติมากที่สุด แต่ความจริงที่เกิดขึ้นคือ ผู้ป่วยกว่า 97% ไม่สามารถทำตามแผนการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง เพราะติดข้อจำกัดเรื่องการเดินทาง และภาระเวลาของลูกหลานที่ต้องดูแล ช่องว่างดังกล่าวทำให้ “ชานนท์ อมรชัยศักดา” วิศวกรโยธาก่อตั้งแพลตฟอร์ม “OLDK” ให้บริการจองทำกายภาพบำบัดที่บ้านขึ้นมา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการด้านสุขภาพได้สะดวกขึ้น วิศกรโยธาปั้นสตาร์ทอัพให้บริการด้านสุขภาพ อาชีพของชานนท์เป็นทั้งวิศวกรโยธาสายงานบริหารงานก่อสร้าง ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาบริหารโครงการหมู่บ้านจัดสรร และทำธุรกิจนำเข้าสินค้ามาขายออนไลน์ ควบคู่กับการเป็นสตาร์ทอัพปั้นแพลตฟอร์ม OLDK บริการจองทำกายภาพบำบัดที่บ้าน ธุรกิจนี้เกิดจากการมองเห็นช่องว่างของบริการด้านสุขภาพ สังคมผู้สูงอายุในประเทศไทยที่เข้าสู่ระดับสูงวัยแบบสมบูรณ์มาตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งมีอัตราการเพิ่มขึ้นปีละ 1 เปอร์เซ็นต์ คาดว่าในปี 2574 จะแตะสัดส่วน 28% กลายเป็นสังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) ซึ่งอาจเป็น “ระเบิดเวลา” ในการดูแลรักษาสุข
ใครจะคิดว่าโอกาสเล็กๆ จากการได้ “ชิ้นเนื้อทอด” จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของธุรกิจใหม่ของคนรุ่นใหม่ ที่ไม่เคยมีพื้นฐานด้านอาหารมาก่อน แต่กลายเป็นแบรนด์ที่กำลังเติบโต และพูดถึงมากขึ้นในตลาด วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณจั๊ม-สสิน วิโรจนาภิรมย์ เจ้าของแบรนด์ “เนื้อทอดเทวดา” ที่หลังจากเรียนจบมาเขาก็ได้รับภารกิจปั้นแบรนด์นี้ทันที จนสามารถสร้างรายได้กว่า 6 หลักต่อเดือน ปั้นแบรนด์ “เนื้อทอดเทวดา” คุณจั๊มเล่าว่า หลังจากเรียนจบที่มหาวิทยาลัยมหิดล อินเตอร์ สาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ก็ได้เริ่มต้นทำธุรกิจ “เนื้อทอดเทวดา” ซึ่งถือเป็นงานแรกในชีวิต แม้พื้นฐานครอบครัวจะทำธุรกิจก่อสร้าง และไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับสายอาหารมาก่อน แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นจาก “โอกาส” เมื่อคุณพ่อของเขาได้มีโอกาสลิ้มลองเนื้อทอดสูตรหนึ่งจากเพื่อน และมองเห็นศักยภาพของสินค้า ทั้งในแง่รสชาติและโอกาสทางการตลาด จากนั้นทางครอบครัวจึงตัดสินใจ “ซื้อกิจการเนื้อทอดเทวดา” เข้ามาพัฒนา พร้อมมอบหมายให้คุณจั๊มเข้ามารับหน้าที่บริหารเต็มตัว โดยมีโจทย์สำคัญคือการ “รีแบรนด์” ให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ ทั้งภาพลักษณ
จากจุดเริ่มต้นของการนำ “กล้วยน้ำว้า” ผลผลิตจากสวนของเกษตรกรไทย มาต่อยอดเป็นเมนูขนมพื้นบ้านอย่าง “กล้วยบวชชี และกล้วยปิ้ง” รวมถึงขนมไทยอีกหลากหลายรายการ วันนี้แบรนด์ “แม่ซู่กี๊ ขนมไทย” ภายใต้ บริษัท เจ เอช แอนด์ สโนว์ กรุ๊ป จำกัด ได้พัฒนาแนวคิดการแปรรูปวัตถุดิบไทยให้กลายเป็นขนมที่เข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ โดยยังคงเอกลักษณ์รสชาติแบบไทย พร้อมวางจำหน่ายในร้านเซเว่น อีเลฟเว่นทั่วประเทศ เบื้องหลังความสำเร็จของขนมไทยบนชั้นเชลฟ์ ไม่ได้มีเพียงรสชาติที่คุ้นเคยเท่านั้น แต่ยังมาจากการบริหารวัตถุดิบต้นน้ำอย่างเป็นระบบ โดยบริษัทรับซื้อกล้วยน้ำว้าจากเกษตรกรเฉลี่ยกว่า 48,000 กิโลกรัมต่อเดือน เพื่อนำมาแปรรูปเป็นสินค้าหลากหลายเมนู พร้อมขยายพอร์ตสินค้าในเซเว่นฯ ถึง 12 รายการ ด้วยกำลังการผลิตกว่า 120,000 ชิ้นต่อวัน ทำให้แบรนด์แม่ซู่กี๊ ขนมไทยสามารถครองใจลูกค้าในเซเว่นฯ ได้อย่างต่อเนื่องจนธุรกิจเติบโต “คุณก้อง” ก้องปพัฒน์ เรืองจินดาชัยกิจ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจ เอช แอนด์ สโนว์ กรุ๊ป จำกัด เล่าย้อนกลับไปถึงเส้นทางการเข้าสู่ร้านเซเว่นฯ เริ่มต้นขึ้นในปี 2554 เมื่อบริษัทตัดสินใจนำสินค้าเข้าไปเสนอเป็นบิงซ
เมื่อประมาณสัปดาห์ที่แล้วมีโอกาสได้ไปเดินแถวๆ พลับพลาไชย อีกหนึ่งชื่อที่อยู่เชื่อมกับย่านเยาวราช จะเป็นชุมชนที่มีไทย-จีน อยู่กันเยอะ อยู่ใกล้กับแหล่งท่องเที่ยวหรือแหล่งธุรกิจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นตลาดสำเพ็ง พาหุรัด และยังมีร้านอาหารดังๆ ให้ได้เข้าไปลองชิม แอน ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่ หนึ่งในร้านดังคู่ย่านพลับพลาไชยมาเป็นเวลากว่า 70 ปี ส่งต่อความอร่อยระดับตำนานจากรุ่นสู่รุ่น จากร้านที่ไม่มีชื่อกลายเป็นร้านรางวัลการันตีมิชลิน 6 ปีซ้อน เดินเข้าไปในร้าน ได้พบกับคุณแอน-พรหมพร โอภาสจรัสเรือง วัย 49 ปี ทายาทรุ่นที่ 3 เป็นลูกสาวคนเล็กในครอบครัวท่ามกลางพี่ชายทั้งหมด 4 คน เธอได้เล่าเรื่องราวตำนานความอร่อย กว่าจะเป็นแอน ก๋วยเตี๋ยวคั่วไก่อย่างทุกวันนี้ได้ ใช้เวลานานกว่า 10 ปี ทุกสิ่งที่ได้มาเพราะปริญญาชีวิต คุณแอนเป็นลูกคนที่ 5 ของครอบครัว เป็นลูกสาวคนเดียวในตระกูล มีพี่ชาย 4 คน ด้วยความเป็นครอบครัวคนจีน เขาก็จะเอ็นดูแต่ลูกผู้ชาย (เธอเล่าปนหัวเราะ) จึงทำให้เธอต้องทำงานตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ฐานะของครอบครัวไม่ได้มีความมั่งคั่งแต่อย่างไร ล้มลุกคลุกคลานกันมา พอถึงวัยเรียนก็เรียนโรงเรียนวัดแถวๆ นั้น เลิกเรียนมาก็ช่ว
ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของเมือง แต่เสน่ห์ของ “นางเลิ้ง” หนึ่งในตลาดเก่าแก่ที่อยู่คู่กรุงเทพฯ มานานนับกว่าร้อยปี ยังคงดึงดูดผู้คนและผู้ประกอบการรุ่นใหม่ให้เข้ามาสร้างสรรค์ธุรกิจบนพื้นที่แห่งนี้ หนึ่งในนั้นคือ “Ssoundnamm” หรือ ซาวน์น้ำ คาเฟ่เล็กๆ ในตึกเก่า ที่นำความคลาสสิกของแผ่นเสียงมาหลอมรวมกับวัฒนธรรมไทย ผ่านสินค้าท้องถิ่น เครื่องดื่มและเมนูภายในร้านได้อย่างลงตัว ในคอลัมน์ Entrepreneur เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ พาไปพูดคุยกับ คุณเงิน-ณพวุฒิ จุลไสย Co-founder ผู้ปั้นร้านซาวน์น้ำ ถึงจุดเริ่มต้นและการชูความเป็นไทยให้เป็นพื้นที่ของทุกเจเนอเรชัน จุดรวมความชอบของคู่รักสู่ธุรกิจ ซาวน์น้ำ เกิดขึ้นจากความชอบของ “คุณเงิน” และ “คุณอาย” รวิสรา ตั้งจิตรัตน์ คู่รักที่มีเส้นทางอาชีพหลักแตกต่างกัน คุณเงินทำงานด้านการเมืองและเป็นอาจารย์พิเศษประจำคณะสถาปัตยกรรมและการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ส่วนคุณอายทำงานเป็นแอร์โฮสเตส คนหนึ่งหลงใหลในแผ่นเสียงเก่าและเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทย ส่วนอีกคนมีความสุขกับโลกของกาแฟ ทำให้ทั้งคู่ร่วมกันสร้างพื้นที่แห่งนี้ขึ้นมาในตึกเก่าย่านนางเล
มนุษย์เราสัมผัสและรับความสุขเข้ามาเติมเต็มในใจได้ 6 ทาง ผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ แต่ทางที่หยั่งรากลึกและอยู่กับเราได้ยาวนานที่สุดก็คือ “อาหารที่เราทานเข้าไป” สำหรับ คุณจอม-ภูมิพันธ์ เอี่ยมปรเมศวร์ ผู้ก่อตั้ง “บ้านนอกเข้ากรุง” ร้านอาหารไทยพื้นถิ่นโคราช ที่ทุกความสุข ความสำเร็จล้วนมีจุดเริ่มต้นมาจาก “รสมือแม่” เป็นอาหารที่ทานเข้าไปแล้วสัมผัสได้ถึงความสุขอย่างบอกไม่ถูก ทั้งคนในครอบครัว แขกเหรื่อที่มาเยี่ยมเยือนบ้าน หรือแม้กระทั่งชาวต่างชาติที่ได้ลิ้มลอง ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “อาหารของแม่คุณจอม ทานแล้วมีความสุขอย่างบอกไม่ถูกจริงๆ” วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาทุกคนไปร่วมพูดคุยและเจาะลึกทุกแง่มุมชีวิตของ ‘คุณจอม’ อดีตหัวหน้าบัตเลอร์ที่ดูแลคนระดับโลกมาอย่างมากมาย จนมาสู่การเปิดร้านอาหารพื้นถิ่นโคราชตำรับคุณแม่ ที่สามารถคว้ารางวัลมิชลินได้ภายใน 5 เดือน จากโคราช…สู่มหานครนิวยอร์ก ย้อนกลับไปในอดีต คุณแม่และคุณพ่อของคุณจอมเติบโตมาในสองตระกูลใหญ่ แห่งตำบลโคกกรวดและอำเภอขามทะเลสอ จังหวัดนครราชสีมา โดยมีทางรถไฟเป็นเส้นกั้นระหว่างสองตระกูลนี้ นี่คือเหตุผลว่าทำไมหน้าร้าน บ้านนอก
“ความตั้งใจจริงๆ ของลุง ไม่ได้กะทำเป็นการค้า แค่อยากทำให้บั้นปลายชีวิตมีความสุข มีมุมเล็กๆ ให้พรรคพวกมานั่งสังสรรค์ เราอายุขนาดนี้ ถ้าเราทำแบบนี้ได้ ถือว่ามันประสบความสำเร็จแล้ว” คำบอกเล่าของ คุณเสาว์ชัย เหลืองชูฤทธิ์ หรือ ลุงใหญ่ วัย 70 ปี เจ้าของร้าน sao.home.matcha ที่กำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ใน จ.ราชบุรี อาชีพเดิมของลุงใหญ่คือการค้าขายรองเท้ามานานเกือบ 20 ปี แต่ได้เลิกกิจการไปในช่วงหลังโควิด ทำให้เขามีเวลาว่าง ประกอบกับมีพื้นที่หน้าบ้าน จึงได้ปรับเป็นมุมให้พรรคพวก กลุ่มแอโรบิกกับโยคะ ที่ตนเองและภรรยา (ป้าไก่-วชิราวลัย เหลืองชูฤทธิ์ วัย 68 ปี) เป็นครูสอนมานาน 30 ปี ได้มานั่งสังสรรค์กัน โดยมีชา กาแฟ และขนมมาเลี้ยง แบบไม่ได้ทำเป็นการค้ามานาน 2 ปี “ความตั้งใจจริงๆ ไม่ได้กะทำเป็นการค้า แค่อยากทำให้บั้นปลายชีวิตมีความสุข มีมุมเล็กๆ ให้พรรคพวกมานั่งสังสรรค์กัน เพราะลุงกับป้าอยู่กันแค่ 2 คน แล้วไม่ชอบเที่ยว ลูกก็บอกว่า ถ้าพ่อแม่ไม่ชอบเที่ยวก็เอาบ้านนี่แหละมาสร้างความสุข ไม่ต้องเหนื่อยนั่งรถ และความสุขที่ได้มันก็คุ้มค่า ตอนหลังพรรคพวก ลูกศิษย์เห็นใจ ครูก็เปิดขายไปเลยสิ ในเมื่อพ
“สิ่งที่ทำให้ผมมาได้จนถึงทุกวันนี้ คือผมไม่หยุดทำแม้แต่วันเดียว กาแฟอยู่ในสมองผมตลอดเวลา” ใครจะไปรู้ว่า จากเด็กมหาวิทยาลัยที่นั่งคั่วกาแฟในกระทะใบจิ๋วอยู่หลังหอพัก จะเติบโตมาเป็นเจ้าของคาเฟ่และโรงคั่วกาแฟที่สามารถส่งเมล็ดกาแฟขายได้กว่า 4 ตันต่อเดือน นี่คือเรื่องราวของ Young Entrepreneur ไฟแรง คุณเต้ย-เฉลิมชาติ สีเขียว วัย 30 ปี เจ้าของร้าน Momento Coffee Roaster จุดเริ่มต้นจากเด็กใต้ที่ไม่ได้มีฝันยิ่งใหญ่ คุณเต้ย เล่าว่า เขาเป็นคนใต้ อำเภอพะโต๊ะ จังหวัดชุมพร ชีวิตในวัยเด็กไม่ได้มีฝันที่เจาะจงว่าต้องเป็นอาชีพใด เพียงแต่ตั้งใจไว้ว่าเมื่อเรียนจบแล้วจะกลับไปหาอะไรทำที่บ้าน เนื่องจากมีสวนเกษตรอยู่แล้ว จุดพลิกผันที่ทำให้คุณเต้ยก้าวเข้าสู่วงการกาแฟเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในช่วงที่เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เหตุผลที่เริ่มสนใจกาแฟจริงๆ คือการที่ต้องดื่มกาแฟบ่อยๆ เพื่ออ่านหนังสือ แต่เมื่อได้ดื่มด่ำไปเรื่อยๆ ก็เกิดความอยากรู้ว่ารสชาติของกาแฟนั้นมีอะไรที่ลึกซึ้งไปกว่าที่เคยสัมผัสหรือไม่ “เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว เริ่มมีกาแฟดริป ทำให้เริ่มเห็นการคั่วขึ้นมา เ
เมื่อพูดถึง “ขันอะลูมิเนียมลายไทย” หลายคนอาจนึกถึงของใช้ประจำบ้านในอดีต ใช้ในเทศกาลสงกรานต์ หรืองานบุญต่างๆ แต่สำหรับสองพี่น้อง คุณเฟิร์น-ธนัชชา ตั้งสุขสว่างพร และ คุณหมิว-สาริศา ตั้งสุขสว่างพร สิ่งของชิ้นนี้ไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ที่อยู่คู่ครอบครัวมาหลายสิบปี แต่ยังเป็นมรดกที่ส่งต่อจากรุ่นอากง พวกเธอหยิบของใกล้ตัวที่หลายคนมองข้ามมาสร้างมูลค่าใหม่ ภายใต้แบรนด์ “Suchai Craft” พร้อมพิสูจน์ว่าขันอะลูมิเนียมลายไทยไปได้ไกลกว่าที่หลายคนคิด ครอบครัวของคุณเฟิร์นและคุณหมิวทำธุรกิจอะลูมิเนียมมาตั้งแต่รุ่นอากง หลังอพยพมาจากเมืองจีนตั้งแต่สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเริ่มจากเป็นลูกจ้างในโรงงานอะลูมิเนียม สั่งสมประสบการณ์และฝีมือก่อนหันมาสร้าง “โรงงานสุชัยโลหะการ” ธุรกิจของตัวเอง อากงทดลองทำสินค้าหลากหลาย หนึ่งในนั้นคือ เครื่องหนีบผมอะลูมิเนียม ลองผิดลองถูกอยู่หลายอย่างก่อนมาลงตัวที่ขันอะลูมิเนียมลายไทย สินค้ายอดนิยมที่คนไทยใช้ตามงานบุญ เทศกาลสงกรานต์ และในชีวิตประจำวัน “พวกเราคลุกคลีกับผลิตภัณฑ์นี้มานาน รู้กระบวนการทำ กว่าจะได้หนึ่งชิ้นใช้ทั้งฝีมือคนและอุตสาหกรรมช่วยผลิต มันมีความคราฟต์ และความสวย
ในย่านสวนตะไคร้ จังหวัดนครปฐม มีร้านเต้าหู้เก่าแก่ที่มีชื่อเสียงคือ “เต้าหู้ต้ามู่” ขึ้นชื่อเรื่องการทำเต้าหู้ทำมือ ใช้กรรมวิธีดั้งเดิมมานานนับ 100 ปี จุดเด่นอยู่ที่เนื้อเต้าหู้นุ่มละมุน ที่ขายมาตั้งแต่ก้อนละ 50 สตางค์ วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสเดินทางไปถึงจังหวัดนครปฐม ได้ดูกระบวนการทำแบบดั้งเดิม ตั้งแต่ขั้นตอนการโม่ถั่ว กรองถั่ว จนได้เป็นเต้าหู้หนึ่งก้อน พร้อมพูดคุยกับ อาม่าสุรีย์พร อางนานนท์ ทายาทรุ่น 3 วัย 70 ปี และ คุณเอก-วิโรจน์ อางนานนท์ ทายาทรุ่น 4 เกี่ยวกับเบื้องหลังของโรงเต้าหู้แห่งนี้ ว่าทำอย่างไรให้อยู่ได้มานานกว่า 100 ปี ส่งต่อกรรมวิธีจากรุ่นสู่รุ่น ก่อนจะไปเจาะลึกถึงเรื่องขั้นตอนการทำที่พิถีพิถัน อาม่าเล่าย้อนความหลังให้ฟังว่า ร้านนี้เป็นของเหล่ากงมาจากเมืองจีน สมัยนั้นก็มาแบบเสื่อผืนหมอนใบ กระทั่งอาม่ามารับช่วงต่ออาชีพนี้ตั้งแต่อายุ 17 ปี หลังจากแต่งงานเข้ามาในครอบครัวนี้ ซึ่งตอนแต่งเข้ามาใหม่ๆ ขายก้อนหนึ่ง 50 สตางค์ “สมัยก่อนจะใช้ถั่วทางเชียงใหม่ที่เดียว ที่อื่นใช้ไม่ได้ มันไม่สวย มันกระด้าง น้ำเต้าหู้มันจะไม่เหมือนกัน” ในส่วนของกระบวนการทำ อาม่าบอกว่าต้อ
