Exclusive
เพราะอยากส่งต่อวัตถุดิบท้องถิ่นให้คนรู้จักและเข้าถึงง่ายขึ้น ทำให้ คุณฌา-ฬิฌฌา ตันติศิริวัฒน์ กับ คุณมิ้นท์-เสาวลักษณ์ กิจวิกรัยอนันต์ ร่วมกันเปิดร้าน “ไสใส” (Saisai) มาจนถึงปีที่ 4 เพื่อส่งต่อวัตถุดิบท้องถิ่นจากเกษตรกรและชาวบ้านให้ผู้บริโภคได้ลิ้มรสชาติผ่านเมนูหวานเย็นอย่าง น้ำแข็งไส และ โยเกิร์ตโบวล์ ถูกใจทั้งลูกค้าคนไทยและชาวต่างชาติ คุณฌาให้สัมภาษณ์กับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า จากการทำธุรกิจข้าวพื้นเมือง ทำให้เธอได้ลงพื้นที่และรู้จักเกษตรกรมากมาย ได้เห็นบริบทของข้าว รวมถึงวัตถุดิบอื่นๆ ในชุมชน จนเห็นว่า มันจะหายไปในที่สุด แต่ถ้ามีคนสนใจวัตถุดิบเหล่านี้มากขึ้นเท่าไหร่ จะยิ่งช่วยต่อยอดให้คนต้นน้ำได้มากขึ้นเท่านั้น “วัตถุดิบที่เราทำงานร่วมด้วย มีเรื่องราวของภูมิปัญญาและวิถีชีวิต แต่คนส่วนใหญ่ค่อยๆ เห็นคุณค่าน้อยลง และหันไปสนใจของรุ่นใหม่มากขึ้น ถ้ามองในแง่ของดีมานด์กับซัพพลาย ความต้องการซื้อน้อยลง หรือคนสนใจน้อยลงเรื่อยๆ ท้ายที่สุด คนต้นน้ำก็จะไม่ได้ทำต่อ อย่าง น้ำตาลพื้นเมือง น้ำตาลพื้นบ้าน กว่าจะปาดน้ำหวานมาเคี่ยว เขาไม่ได้มีไบเบิ้ลว่าต้องทำยังไง แต่ใช้ภูมิปัญญาล้วนๆ ถ้า
“เราไม่ได้ผันตัวมาเป็นเกษตรกร แต่เราเป็นเกษตรกรตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว” คำพูดของ เจ๊นิด-พุธชาติ ลาภผล อายุ 50 ปีต้นๆ เจ้าของร้านทุเรียนน้องนิด ระยองฮิ! หากพูดถึงร้านทุเรียนเจ้าดังที่เป็นกระแสอยู่ตลอดๆ ต้องนึกถึงร้านเจ๊นิด ที่เปิดขายในองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร หรือ ตลาด อ.ต.ก. ที่เรารู้จักกันดี ทุกคนรู้หรือไม่ว่า ทุเรียนพันธุ์หมอนทองร้านเจ๊นิดมีราคาที่สูงถึงกิโลกรัมละ 12,000 บาท เลยทีเดียว ต้องบอกว่าขณะที่นั่งคุยกับเธอ ได้ทั้งแนวคิด วิธีการจัดการร้านมากมาย และในระหว่างที่นั่งฟังเจ๊นิดเล่า ก็มีลูกค้าแวะเวียนมาซื้อกันอยู่ตลอดๆ บ้างก็ราคา 20,000 บาท บ้างก็ 10,000 บาทต้นๆ เรื่องราวของเจ๊นิด กับการเริ่มต้นอาชีพเกษตรกรตั้งแต่วัย 13 ปี ย้อนไปเมื่อเธอยังเด็ก เจ๊นิดก็เริ่มทำสวนทุเรียนมา อยู่ที่บ้านเกิดจังหวัดระยอง เพราะเป็นการทำจากรุ่นสู่รุ่น แต่การทำสวนทุเรียนในรุ่นปู่รุ่นย่า ผลผลิต หรือรายได้ไม่ได้ดีมากเท่าไหร่นัก ทั้งกำหนดราคาเองไม่ได้ และโดนกดราคาอยู่ตลอด ทำแล้วไม่คุ้มราคาเหมือนการทำนาในสมัยนี้ “พี่นิดเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆ เข้า เราก็พยายามจะพลิกวิกฤต ปรับเปลี่ยนใหม่ในรุ่นของเรา
ท่ามกลางตึกสูงรายล้อมและรถไฟฟ้าตัดผ่านในย่านอารีย์ยังมีโฮสเทลเล็กๆ ซ่อนตัวอยู่ เราเรียกที่นี่ว่า “The Yard Hostel” ที่พักสายกรีนบนพื้นที่ 300 ตารางวาเปิดมานาน 11 ปี ของ คุณส้มเล็ก-อติพร สังข์เจริญ และ คุณส้มใหญ่-อมรรัตน์ อมรศิริชัยรัตน์ อดีตพนักงานประจำและเจ้าของธุรกิจเสื้อผ้าในตลาดนัดจตุจักรที่ผันตัวมาทำ “ที่พัก” ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มจาก “ลองเสี่ยง” จุดเด่นของที่นี่คือการผูกเรื่องสิ่งแวดล้อมไว้ในทุกมุมของที่พัก ตั้งแต่การเลือกใช้วัสดุ อุปกรณ์ต่างๆ ไปจนถึงการจัดการขยะให้เหลือทิ้งน้อยที่สุด ประกอบกับบรรยากาศความเป็นกันเองเหมือนมาพักบ้านญาติ ทำให้ที่พักแห่งนี้กลายเป็นขวัญใจนักท่องเที่ยวต่างชาติถึง 95% ในคอลัมน์ Sustainability เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จะพาไปพูดคุยกับ “คุณส้มใหญ่” ถึงแนวทางการสร้างที่พักสายกรีนและการเชื่อมโยงผู้คนกับสิ่งแวดล้อม จากงานประจำสู่โฮสเทล ธุรกิจที่เริ่มจาก “ลองเสี่ยง” ก่อนตัดสินใจทำธุรกิจที่พัก คุณส้มเล็กและคุณส้มใหญ่ทำงานบริษัทและขายของในตลาดนัดจตุจักรควบคู่กัน โดยขายมาตั้งแต่ร้านเล็กนอกรั้วก่อนขยับเข้ามาเช่าร้านด้านใน ซึ่งขายดีขึ้นเรื่อยๆ คุณส้มใหญ่จึงตัดสิ
จากนักแสดงมากฝีมือที่โลดแล่นอยู่ในวงการบันเทิงมาอย่างยาวนาน วันนี้เราได้เห็นอีกด้านความสามารถของ “ดุ๊ก-ภาณุเดช วัฒนสุชาติ” ผ่านบทบาท“นักจัดสวน” แพชชันที่เขามีมาตั้งแต่วัยเด็ก จากการฝึกเพาะชำในเรือนกล้วยไม้ของคุณพ่อและลงมือจัดสวนในบ้านของตัวเอง สู่การรับจัดสวนให้เจ้าของบ้านที่หลงใหลในสไตล์เฉพาะตัวของเขาที่มองการจัดสวนเป็น “งานศิลปะ” ตามความเป็นอาร์ตติสต์ แม้เขาจะบอกว่าไม่ใช่นักจัดสวนร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ผลงานการสร้างสรรค์อันโดดเด่นกลับเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง จนชื่อของเขาโลดแล่นอยู่ในวงการจัดสวนอย่างปฏิเสธไม่ได้ ในคอนเทนต์ชุดพิเศษ “โอกาสธุรกิจเกษตร” เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ x เทคโนโลยีชาวบ้าน ขอพาไปพูดคุยกับ “คุณดุ๊ก” ถึงศาสตร์แห่งการจัดสวน ที่ไม่เพียงเนรมิตสวนสวยให้กลายเป็นพื้นที่สีเขียวสำหรับ “ฮีลใจ” และเติมความสุขให้เจ้าของบ้าน แต่ยังช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับต้นไม้และดอกไม้อีกด้วย จากแพชชันในวัยเด็กสู่นักจัดสวนผู้สร้างแรงบันดาลใจ คุณดุ๊กเริ่มบทสนทนาอย่างเป็นกันเอง ท่ามกลางสวนสวย ณ เขาใหญ่ สถานที่ที่เขานิยามไว้ว่าเป็น “บ้านหลังสุดท้าย” ว่า งานจัดสวนเป็นแพชชันของเขามาตั้งแต่วัยเด็ก โดยอาศัยเร
รายได้วิศวกรไม่พอเลี้ยงทั้งครอบครัว ผันตัวเป็นพ่อค้าชาใต้สายครีเอเตอร์ ลูกค้าต่อคิว พีกสุด 316 แก้วต่อวัน จากงานประจำที่มั่นคง ตัดสินใจลาออก มาเดินในทางของการเป็นพ่อค้าที่เริ่มต้นจากศูนย์ เรียนรู้ ลองผิดลองถูก นำคำแนะนำมาปรับให้เกิดประโยชน์ จนต่อยอดกลายเป็นความสำเร็จในระดับหนึ่ง คุณคิว-นเรศ ปลอดทุกข์ เจ้าของร้าน สำราญ ชาใต้ ในวัย 25 ปี เดิมทำอาชีพเป็นวิศวกร ในตำแหน่ง System Engineer และเป็นอาชีพแรกหลังเรียนจบ ซึ่งทำมาได้ถึง 3 ปี ก็เกิดเหตุการณ์ที่เรียกได้ว่าเป็นเสมือนจุดเปลี่ยนของชีวิต “จุดเปลี่ยนของชีวิต จากหนุ่มวิศวกร สู่ พ่อค้า” อาชีพเดียวที่ทำอยู่ ก็เพียงพอ แต่เพียงพอต่อการดำรงชีพคนเดียว ไม่เพียงพอที่จะเอื้อไปให้กับแม่และน้องได้ เขาจึงคิดว่าอยากจะหารายได้เสริม เพราะคุณแม่เริ่มมีอาการป่วย จึงคิดว่า งานประจำนี้ คงไม่เพียงพอต่อค่ารักษาแน่นอน พอมีความคิดนี้ เขาเลยอยากจะทำชาใต้ขาย ในช่วงแรกเป็นช่วงทดลองสูตรก็ยังคงทำงานประจำควบคู่กับการทำชาไปด้วย แต่ยังไม่ทันได้ทำร้านอย่างเต็มตัว คุณแม่ก็เสียชีวิตไปก่อน หลังจากเสร็จงานศพคุณแม่ ทำให้เขาตัดสินใจแน่วแน่ และยื่นใบลาออกทันที “งานประจำ มั่นคงด
“เนสไลน์” (NEZLINE) แบรนด์ขนมนำเข้าของคนไทยกลายเป็นหนึ่งใน Trendsetter ทางเลือกใหม่ของตลาดสแน็ก ด้วยสินค้าเรือธงขนมข้าวโอ๊ตอัดแท่ง (OAT CHOCO) ที่หลายคนคุ้นเคย แต่อาจไม่เคยรู้ว่า OAT CHOCO ยอดนิยมต้นตำรับมาจากแบรนด์เนสไลน์ ซึ่งปัจจุบันนำเข้าขนมจากต่างประเทศมาจัดจำหน่ายในไทยกว่า 70 SKU “ไฉไล อินเตอร์เทรด” ผู้นำเข้าขนมครบวงจร จากการตัดสินใจลองลงทุนครั้งแรก 20,000 บาทในช่วง COVID-19 สู่รายได้กว่า 300 ล้านบาทต่อปี ทำให้แบรนด์ “เนสไลน์” กลายเป็นผู้เล่นสำคัญของตลาดสแน็ก พร้อมตั้งเป้าขยายธุรกิจแตะ 1,000 ล้านบาทในอีก 4 ปีข้างหน้า เบื้องหลังการเติบโตของบริษัทไฉไล อินเตอร์เทรด จำกัด ก่อตั้งโดย 3 ผู้บริหารรุ่นใหม่ ได้แก่ คุณไฟซอล เจ๊ะอุมา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คุณอับดุลมาติน หะยียะโกะ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ (COO) และ คุณเมธัส สนิทมัจโร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด (CMO) ที่วางเป้าหมายเป็น ผู้นำธุรกิจนำเข้าขนมจากต่างประเทศรายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เริ่มจากขาย Gadget และสินค้าไอที สู่ธุรกิจขนมโตร้อยล้าน คุณไฟซอล เจ๊ะอุมา CEO เล่าว่า ก่อนหน้านี้บริษัททำธุรกิจนำเข้าแ
“เมื่อก่อนบอกตรงๆ เลยว่าอยู่กับแม่น้อยมาก แต่การทำร้านนี้กลายเป็นช่วงเวลาที่โคตรมีความสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน ได้ทำอะไรด้วยกัน ได้เห็นแม่มีความสุข อันนี้ก็คือความสุขของผมจริงๆ” ประโยคนี้เป็นคำพูดของ คุณกุ๊ก-อำนวยสินธุ์ พุกรักษา ผู้ก่อตั้งร้าน Happy Mum Happy Me คาเฟ่ที่เกิดจากการอยากทำตามความฝันของแม่ นั่นคือการเปิดร้านอาหาร วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสได้พูดคุยกับ คุณกุ๊ก และ แม่กุ้ง-วรนุช แซ่ปั่ง เกี่ยวกับจุดเริ่มต้นของสถานที่ฮีลใจแห่งนี้ ที่เป็นเหมือนการมาเที่ยว มากินข้าวบ้านเพื่อน สร้างความอบอุ่นให้กับใครหลายคน รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนวัยเกษียณ ให้กลับมามีไฟอีกครั้งหนึ่ง จุดเริ่มต้นจากบ้านร้าง 20 ปี ก่อนที่จะเกิดเป็นคาเฟ่ Happy Mum Happy Me แต่เดิมคุณกุ๊กมีเงินเก็บอยู่ก้อนหนึ่งที่เตรียมไว้สำหรับไปเรียนต่อต่างประเทศ แต่กลับต้องหยุดชะงักเพราะวิกฤตโควิด-19 “ตอนนั้นโควิดค่อนข้างหนักมาก เราเลยมองว่ามีบ้านอยู่หนิ เลยอยากรีโนเวตแล้วมาทำคาเฟ่กับแม่ เพราะความฝันของแม่คือเขาอยากเปิดร้านอาหารตามสั่ง” เขากล่าว ทางด้าน แม่กุ้ง เล่าถึงความรู้สึกช่วงนั้นให้ฟังว่า “โห ตอนนั้นตื่นเต
ในวันที่ชีวิตเหมือนไร้หนทาง หลายคนอาจจะยอมแพ้ แต่สำหรับ คุณดรุณี วัฒน์นครบัญชา หรือ “คุณอ้อย” เจ้าของสวนพสุธารา เธอเลือกที่จะลุกขึ้นสู้และใช้ธรรมชาติเป็นยาเพื่อเยียวยาตัวเอง จากผู้ป่วยที่ต้องทนทุกข์กับโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) เธอพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส สร้างอาณาจักรธุรกิจเลมอน ณ อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับผู้คนมากมาย จุดเริ่มต้นจากความเจ็บป่วย สู่การค้นพบ “พสุธารา” เมื่อ 20 ปีก่อน คุณอ้อยต้องเผชิญหน้ากับโรค SLE ที่ทำให้ร่างกายอ่อนแอ เธอเลือกที่จะไม่ใช้สเตียรอยด์ แต่หันมาศึกษาศาสตร์การแพทย์ทางเลือกที่เน้นการใช้ชีวิตและอาหารที่ “สด” และ “บริสุทธิ์” จากธรรมชาติ ทำให้เธอได้ค้นพบว่า แม้ในประเทศไทยจะหามะนาวหรือผักสดจากต้นได้ง่าย แต่สิ่งที่หาได้ยากกลับเป็น “เลมอน” ที่ปราศจากการเคลือบแวกซ์และสารเคมี เพราะเลมอนที่นำเข้าจะต้องผ่านการเดินทางหลายวัน นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เธอตัดสินใจปลูกเลมอนด้วยตัวเอง ในปี พ.ศ. 2558 คุณอ้อยเริ่มต้นปลูกเลมอนเพียง 1-2 ต้นในสวนเล็กๆ ของเธอโดยไม่ได้หวังผลผลิต แต่เพื่อต้องการเลมอนที่สดใหม่และปลอดภัยสำหรั
ในย่านที่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อย่าง “ทรงวาด” หรือที่คนยุคก่อนเรียกว่า “ถนนอบเชย” (Cinnamon Road) กลิ่นหอมของสมุนไพรที่คุ้นเคยกำลังถูกตีความใหม่ผ่านเครื่องดื่มที่เราทุกคนรู้จักดีอย่าง “โคล่า” แต่สำหรับ “คุณเพียงพลอย–รุจิยาทร โชคสิริวรรณ อายุ 35 ปี” เจ้าของร้าน oh! vacola หรือ โอ้วา โคล่า เรื่องราวของคราฟต์โคล่าของเธอ ไม่ใช่แค่น้ำอัดลมในอุตสาหกรรมทั่วไป แต่มันคือการเดินทางย้อนกลับไปหาต้นกำเนิดของโคล่าเมื่อ 100 กว่าปีที่แล้วที่มองว่าการดื่มโคล่าเป็นเสมือนการดื่มน้ำสมุนไพร จากแล็บในร้านอะโวคาโด สู่การเฉิดฉายในฐานะ Cola Specialty คุณพลอยคลุกคลีอยู่ในวงการคาเฟ่มานานกว่า 13 ปี โดยเริ่มจากการทำร้าน Oh! Vacoda (โอ้วา คาโด) ซึ่งถือว่าเป็นร้านที่ขาย Avocado Specialty แห่งแรกๆ ในไทย ด้วยความที่เธอเป็นคนชอบทดลองทำให้เธอเปลี่ยนร้านให้กลายเป็น “แล็บ” เพื่อต้มเครื่องดื่มต่างๆ ทั้งรูทเบียร์ เหล้าบ๊วย และโคล่า จนกระทั่งสูตรโคล่าที่เธอซุ่มพัฒนาและเทสกับลูกค้ามานานถึง 4-5 ปี พอสูตรเริ่มนิ่งและได้รับฟีดแบ็กที่ดี เธอจึงตัดสินใจแยกมันออกมาเป็นร้าน Specialty Cola เต็มตัวที่ย่านทรงวาดเมื่อไม่กี่เดือนที
จากงานอดิเรกของบล็อกเกอร์สาว สู่ธุรกิจหลัก เดือนละ 13 ล้าน! “Penny Linn Designs” ธุรกิจปักเฟรมผ้าใบ จากขายเล็กๆ บนออนไลน์ สู่หน้าร้าน แฟนคลับต่อแถวตั้งแต่ตี 5 ในยุคที่เศรษฐกิจไม่มีความแน่นอน การหารายได้เสริมนอกเหนือจากงานประจำแล้วนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะในแต่ละวัน แต่ละเดือน มีค่าใช้จ่ายตามมาอย่างไม่หยุดหย่อน ดังนั้น การหารายได้เสริมจะช่วยทำให้ใช้ชีวิตได้อย่างอิสระและมีทางเลือกมากขึ้น เช่นเดียวกันกับเรื่องราวของ คริสต้า เลอเรย์ (Krista LeRay) สาววัย 33 ปี ที่สามารถเปลี่ยนงานอดิเรกให้กลายเป็นรายได้หลักที่มั่นคงได้ คริสต้า เลอเรย์ เธอใช้เวลาแค่ 2 ชั่วโมงขายผ้าใบปักเข็ม สร้างรายได้ถึง 25,000 ดอลลาร์ หรือประมาณ 875,000 บาท หลังจากเปิดตัว “Penny Linn Designs” เมื่อกันยายนปี 2020 ครั้งแรกดูเหมือนจะไปได้สวย แต่เมื่อมานั่งคิดบัญชีจริงๆ ถึงรู้ว่าผ้าใบเล็ก ประมาณ 4×4 นิ้ว ที่ขายผืนละ 50 ดอลลาร์ ประมาณ 1,675 บาท ต้องใช้เวลาวาดถึง 6 ชั่วโมง ใช้เวลาทำกันอยู่ 4 เดือน กว่าจะเสร็จแต่ละผืน เมื่อหักค่าวัสดุไปกำไรที่ได้ก็ตกแค่ชั่วโมงละ 2 ดอลลาร์ หรือประมาณ 67 บาท “ตอนนั้นคิดเลยว่าแบบนี้ไม่ไหวแ
