Exclusive
เรือสำเภาตามหลักฮวงจุ้ยศาสตร์จีนโบราณเสมือนสัญลักษณ์ของการค้าขาย ความมั่นคง การเดินทาง ฉะนั้นการมีเรือสำเภาจำลองประดับไว้ในบ้าน ร้านค้า หรือองค์กร จึงเป็นการช่วยเสริมโชคลาภ ค้าขายร่ำรวย ทั้งยังช่วยหนุนนำเสริมดวงชะตาชีวิตของผู้ครอบครองให้ประสบความสำเร็จในด้านต่างๆอย่างราบรื่น คุณณัฐวลัย โปทา หรือคุณหล้า บ้านเลขที่ 355/5 หมู่3 ตำบลหนองหาญ อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ มีอาชีพผลิตเรือสำเภาจำลอง จำหน่ายทั้งแบบปลีก-ส่ง เพื่อเป็นของฝาก ของขวัญ หรือของที่ระลึก รวมถึงยังถือเป็นวัตถุเสริมมงคลในการประกอบอาชีพการทำงานหรือค้าขาย โดยผลิตเรือสำเภาจำลองในชื่อ “ณัฐวลัย เรือใบจำลอง” คุณหล้าเล่าว่าความจริงแล้วอาชีพนี้พี่ชายเคยทำมาก่อน แต่หาตลาดขายไม่ได้ ทำแล้วไม่รู้จะไปขายที่ไหน จึงโอนมาให้เธอฝึกทำ จนมีความชำนาญจึงลองหาตลาดปรากฏว่าได้รับความสนใจ อีกทั้งยังขายได้ราคาดี ขณะเดียวกันทำไม่ทันเพราะตัวเองยังทำงานประจำอยู่ ดังนั้นจึงตัดสินใจลาออกจากงานแล้วมุ่งผลิตเรือไม้สำเภาจำลองเป็นอาชีพสร้างรายได้อย่างเดียว “สมัยที่พี่ชายทำอยู่ มีชาวบ้านในละแวกทำกันด้วยประมาณ 4-5 ราย แต่พอหาตลาดขายไม่ได้ก็เลยหยุดทำกันหมด
ขณะที่นักท่องเที่ยวทั่วโลกมีมติกึกก้องว่า หากจะไปเที่ยวประเทศไหนสักแห่ง สาธารณรัฐเช็กเป็นประเทศแรกที่ควรไป และเป็นประเทศเดียวที่ไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง ฉันก็มีมติกึกก้องของฉันว่าตลาดเช็กเป็นตลาดน่ารัก น่าเดินน่าจับจ่ายน่าเจรจา น่าแลกยิ้มแลกหัวเราะด้วยเป็นที่สุด สาธารณรัฐเช็ก หรือเช็กรีพับลิกนั้น เคยเป็นประเทศเดียวกับสโลวัก เรียกว่า เชโกสโลวาเกีย แต่เขาแยกประเทศกันมานับแต่ปี 2535 โน่น ภูมิประเทศที่สวยงาม อาคารบ้านเรือนที่สร้างและออกแบบเหมือนจะให้เป็นสมบัติของโลก ประพรมไปทั่วผืนดินเช็ก ทดแทนที่ประเทศไม่มีทางออกทะเลได้อย่างสมบูรณ์ ไม่น่าเชื่อว่าประเทศนี้จะผ่านสงครามมาอย่างหนัก บ้านเรือนสวยงามถูกละเว้นไว้จากหายนะประหนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดลใจ แต่ก็มีไม่น้อยที่ถูกทึ้งทำลาย ซึ่งเขาก็พยายามซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพใกล้เคียงกับของเดิม เป็นเรื่องน่ายกย่องสำหรับประเทศเล็กๆ ที่ไม่ได้ร่ำรวย และเผชิญปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำยาวนานหลายสิบปี ทั้งจากสงคราม และผลพวงหลังจากนั้น รวมทั้งการแตกเป็นหลายประเทศของยุโรปตะวันออก เช็ก ใหญ่กว่าประเทศไทยอักโขอยู่ ในเช็กมีแหล่งโบราณสถานที่ถูกขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยยูเนสโกถ
ฉันชอบไปเดินตลาดในแฟลตคลองจั่น ซึ่งเป็นศูนย์รวมของชาวใต้ ที่นั่นมีอาหารและวัตถุดิบสำหรับปรุงอาหารใต้ทุกชนิด หรือจะเป็นอาหารปรุงสำเร็จก็มากมายจนเลือกไม่ถูก รวมถึงของกินเล่นที่ฉันชอบมากๆ คือ ข้าวเกรียบปลา ที่เรียกว่า กรือโป๊ะ กือโป๊ะ หรือ กะโป๊ะ ซึ่งได้อิทธิพลมาจากมลายูที่เรียกว่า เกโรโปะก์ (Keropok) ภาษาอินโดนีเซีย เรียกว่า กรุปุ๊ก (Krupuk / Kerupuk) และภาษาฟิลิปิโน เรียกว่า โกรเปก (Kropek) กล่าวกันว่า ชาวอินโดนีเซียเป็นต้นตำรับของข้าวเกรียบที่เราๆ กินกันอยู่ในทุกวันนี้ โดยมีวัตถุดิบหลักคือ แป้งข้าวเจ้าและแป้งมัน ซึ่งในอดีตอาจจะใช้แป้งสาคูเป็นหลักเพราะหาได้ง่ายในท้องถิ่น แล้วผสมส่วนผสมอื่นๆ ลงไปทำให้เกิดข้าวเกรียบหลากหลายชนิด เช่น ข้าวเกรียบกุ้ง (Krupuk udang) ข้าวเกรียบปลา (Krupuk kemplang / Krupuk ikan) ข้าวเกรียบมันสำปะหลัง (Krupuk singkong/Krupuk kampang/ Krupuk putih) ข้าวเกรียบหัวหอม (Krupuk bawang) แม้กระทั่งเมล็ดของต้นเหมียงหรือต้นเหลียงก็สามารถเอามาทำข้าวเกรียบได้เรียกว่า เอมปิง (Emping) นอกจากนี้ยังมีข้าวเกรียบอีกสารพัดชนิด ซึ่งคนที่เคยไปอินโดนีเซียจะต้องพบกับข้าวเกรียบหลากชนิ
ใครที่ชอบตลาด ที่คนไม่พลุกพล่านนัก ยังไม่ใช่ตลาดรีเมก ที่คนแห่แหนกันไปตามโซเชียล แนะนำ ที่ตลาดบางหลวง ร.ศ.122 หรือ ตลาดบางหลวง 100 ปี ตั้งอยู่ที่ อ.บางเลน จ.นครปฐม ที่สำคัญ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน บรรยากาศร่มรื่น น่าเสียดายว่า เมื่อเดือนตุลาคม 2559 เกิดไฟไหม้ที่ตลาดแห่งนี้ วอดวายไปราว 30 ห้อง ไม่มีรายงานข่าวผู้เสียชีวิต แต่ตลาดที่ยังหลงเหลือ ก็ยังคงมีกลิ่นอายความเป็นตลาดเก่าอยู่มิใช่น้อย เนื่องจากตลาดแห่งนี้ มีความเป็นชุมชนค้าขายมาแต่โบราณ ตั้งอยู่ริมน้ำอันเป็นทางสัญจรหลัก บ้านเรือนจึงยังแสดงให้เห็นถึงความมั่งคั่งในอดีต ด้วย “บ้านเก่า เหล่าเต๊งไม้” ที่มีลักษณะเป็นบ้านไม้สองชั้นอยู่ติดกัน เช่นเดียวกับอาคารพาณิชย์ปัจจุบัน ส่วนสภาพตลาด ก็มีสินค้าขายคนในชุมชน ทั้งอาหารการกิน กับข้าว ข้าวของเครื่องใช้สารพัดสารพัน นอกจากนี้ ยังมีความพยายามรับนักท่องเที่ยว ด้วยการที่ทางเทศบาลทำโป๊ะยื่นลงไปในแม่น้ำเพื่อให้ผู้ที่มาเยือนได้นั่งรับประทานอาหาร ที่มีลักษณะการออกร้าน อยู่หลายร้าน ส่วนร้านในตลาด ร้านหนึ่งที่เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ สะดุดตา คือข้าวเกรียบปากหม้อ แต่นอกจากจะมีไส้กุยช่าย ไส้หน่อไม้ ที่เราเห็
หนุ่มวิศวะวัยเพียง 26 ปี ไม่เคยเรียนทำอาหาร แต่ได้แรงบันดาลใจจากลุงที่เป็นเชฟ ผันตัวจากอาชีพวิศวกรมาขายไก่ทอด สร้างแบรนด์ “อังเคิล ทิกเกอร์” (Uncle Tigger’s) คิดสูตรเอง รสชาติกลมกล่อม แป้งบางกรอบ ผ่านการหมักด้วยเครื่องเทศและเครื่องปรุงลับพิเศษถึง 14 ชนิด ใช้เวลาหมักนาน 12 ชั่วโมง ทอดสดๆ ก่อนเสิร์ฟ เปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ทอดทุกวัน เมนูซิกเนเจอร์ Chicken & Waffles (ชิกเก้นวอฟเฟิล) ไก่ทอดชิ้นใหญ่กินกับวอฟเฟิล ยังมีไก่ทอดโรยผงหม่าล่าเผ็ดร้อนจัดจ้าน เปิดร้านได้เพียงครึ่งปี ลูกค้าขาประจำเพียบ เล็งขยายสาขาเพิ่ม ประวัติชีวิตคร่าวๆ คุณณัฏฐ์ ไวศยานุวัฒน์ หรือ “ณัฏ” จบปริญญาตรี คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นวิศวกรที่ประเทศสิงคโปร์ 1 ปี ก่อนจะตัดสินใจบินกลับเมืองไทย แล้วร่วมหุ้นกับเพื่อน 4 คน เปิดร้านอาหาร ชูเมนูไก่ทอดฟิวชั่น แป้งบางกรอบ รสชาติกลมกล่อม “หลังจากเรียนจบผมไปทำงานที่สิงคโปร์ ไปพักอยู่บ้านญาติ ผ่านไป 1 ปี เริ่มรู้สึกเบื่อไลฟ์สไตล์งานประจำที่จำเจ แต่ละวันต้องตื่นเช้า ได้กลับบ้านตอนเย็น จึงเริ่มคิดทำธุรกิจเกี่ยวกับอาหาร เพราะโดยส่วนตัวชอบทำอาหาร” สำหรับที่มาของร้านไก่ทอด นัก
ใครได้ชื่อว่า “ทาสแมว” แล้วหล่ะก็ ขอให้ที่ไหนมีของใช้-ของกิน-ของเล่น ถูกใจ “เจ้านาย” เป็นต้องซื้อหามากำนัลให้ไม่เว้นแต่ละวัน “ที่ลับเล็บ” รูปทรงต่างๆ นับเป็นอีกหนึ่งชิ้นโปรดของ “บอส” ประจำบ้าน แต่หากหลังไหนไม่มีใช้ รับรองได้ว่าเฟอร์นิเจอร์ทั้งหลาย ไล่ไปตั้งแต่ ขาโต๊ะ ขาเก้าอี้ เบาะโซฟา หรือแม้แต่ประตู-หน้าต่าง มุ้งลวดแทบทุกบาน ย่อมมีอันต้องกระจุยกระจาย แบบไม่เหลือเค้าเดิมกันเป็นแน่แท้ “Kafbo-คาฟโบ” เฟอร์นิเจอร์ลับเล็บแมว คือสินค้าตอบโจทย์ความต้องการของบรรดาคนรักแมวยุคนี้ได้เป็นอย่างดี มี คุณโน๊ต – ขวัญชนก อมรธนานุบาล วัยสามสิบเศษ เป็นเจ้าของกิจการ เริ่มต้นแนะนำตัว จบปริญญาตรี จากคณะวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีธุรกิจของครอบครัวเป็นโรงงานผลิตพาเลทกระดาษ และเมื่อไม่นานมานี้ คุณพ่อได้จากไปอย่างไม่มีวันกลับ บรรดาลูกๆ ซึ่งรวมถึงตัวเธอ จึงต้องเข้ามารับหน้าที่สานต่อ แต่ด้วยความที่อยาก “ต่อยอด” ธุรกิจในแบบของตัวเอง คุณโน๊ตจึงผุดไอเดียทำเฟอร์นิเจอร์จากกระดาษสำหรับสัตว์เลี้ยงขึ้นมา ความจริงความคิดดังว่านี้ เธอมีขึ้นมาในหัวตั้งแต่สมัยคุณพ่อยังมีชีวิตอยู่แล้ว แต่ได้รับการทัดทานมาตลอด โดยท
ยามใดมีโอกาส ไปเดินเล่นชมสินค้าใน “ตลาดนัดเปิดท้าย” ตามหัวเมืองต่างๆ บรรดาข้าวของเครื่องใช้ซึ่งพบเห็นกันชินตา คงหนีไม่พ้น กระเป๋า เสื้อผ้า รองเท้า ทั้งมือหนึ่ง-มือสอง และสำหรับหมวดของกินนั้น มีให้เลือกชิมหลากหลาย ทั้งคาว-หวาน เรียกว่า ตามตลาดนัดลักษณะดังว่ามักมีของกินมาขายถูกปากได้ครอบคลุมแทบทุกกลุ่มกันเลยทีเดียว แต่สำหรับ “ของกิน”ซึ่งเพิ่งไปพบปะมาเมื่อไม่นาน ที่ตลาดเย็นอำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี ต้องยอมรับว่า แทบไม่เคยเห็นใครทำขายมาก่อน เลยอดไม่ได้ที่จะบันทึกภาพเก็บไว้ ก่อนเข้าไปเลียบเคียงพูดคุยกับคนต้นคิด คุณลุง-คุณป้า ใจดี เจ้าของกิจการ เล่าให้ฟังสั้นๆ กิจาการหลักของพวกเขา คือ ข้าวแกงและ อาหารตามสั่ง ส่วน กับข้าวสำหรับ “น้องหมา” นั้น ทำมาได้ 5-6 ปีแล้ว โดยมีจุดเริ่มต้นจากการทำเลี้ยงสมุนในบ้านตัวเอง โดยคิดนำเศษเนื้อไก่ หรือ เครื่องในหมู มาบดก่อนนำมารวนกับซอสจนมีกลิ่นหอม แถมเผยเคล็ดลับให้ฟังแบบไม่หวงสูตรว่า ก่อนรวนห้ามใส่น้ำมันลงไปเด็ดขาด เพราะจะทำให้มีน้ำมันออกมามากจนเลี่ยนเกินไป เจ้าของร้านท่านเดิม บอกอีกว่า ขายกับข้าว “น้องหมา” มาหลาปี ไม่มีทีท่าจะลูกค้าลดลง แถมมีหลายคนกลับ
“โครงการกำลังใจ” ในพระดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา จัดตั้งขึ้นเพื่อประทานความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ต้องการโอกาสในสังคมไทย เนื่องด้วยทรงดำริว่า ทุกคนในสังคมจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขก็ต่อเมื่อรู้จักรักษาสิทธิของตน โดยไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น กระบวนการยุติธรรม นับเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยให้ทุกคนเคารพสิทธิของผู้อื่น ซึ่งเมื่อกระบวนการยุติธรรมดำเนินไปจนถึงที่สุดแล้ว ผู้ที่ได้รับผลทุกฝ่ายในสังคมก็น่าที่จะได้มีโอกาสอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขอีกครั้งหนึ่ง “โอ๋ –ผดุงศักดิ์ สามัญเมือง” ชายวัยสี่สิบพื้นเพเป็นชาวชุมพร คือ อดีตผู้ต้องขังคดียาเสพติด ถูกศาลตัดสินจำคุก 12 ปี แต่ไม่เคยต้องคดีมาก่อน เมื่อรับสารภาพจึงได้รับการลดโทษเหลือจำคุก 6 ปี และก่อนที่จะพ้นโทษ ออกมา เขาสมัครและได้รับการคัดเลือกให้เข้าร่วมอบรมใน “โครงการกำลังใจ” ได้เรียนรู้วิชาการทำเกษตรและทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียง โอ๋ เล่าว่า ใช้เวลาอบรมในโครงการกำลังใจนาน 9 เดือน ได้เรียนกับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตร แม่โจ้ จนมีความรู้ สามารถเป็นวิทยากรอบรมให้กับผู้ต้องขังในโครงการกำลังใจรุ่นต่อมาได้ หลังจากนั้นได้มีโอกาสพบกับ คุณเบญจวรรณ
ช่วงนี้พี่น้องชาวไทยกำลังอินกับการตามรอยประวัติศาสตร์ มีโอกาสได้ร่วมทริป “ย้อนกาลเก่า เล่ารัตนโกสินทร์ ยินผ่านวรรณกรรม” ช่วงรัชกาลที่ 5- รัชกาลปัจจุบัน ไปกับ KTC เมื่อหลายวันที่ผ่านมา หนึ่งในสถานที่ที่แวะเวียนเข้าไปสัมผัสบรรยากาศ และกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ นั้นก็คือ ห้องอาหารแก้วเจ้าจอม ซึ่งตั้งอยู่ในโรงแรมวังสวนสุนันทา โดยอาหารที่ได้ลิ้มรสความอร่อยนั้น เป็นเมนูอาหารชาววัง ซึ่งเป็นสูตรของพระวิมาดาเธอ พระองค์เจ้าสายสวลีภิรมย์ กรมพระสุทธาสินีนาฏ ปิยมหาราชปดิวรัดา พระอัครชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมนูแรก ยำไก่อย่างเต่า ชื่อเมนูฟังดูแปลกไม่คุ้นไปสักเล็กน้อย เมนูนี้มีที่มาคือ มีผู้นำของมาถวายรัชกาลที่ 5 เป็นเนื้อสัตว์ สันนิษฐานว่าอาจจะเป็นเนื้อเต่าหรือเนื้อตะพาบ เมื่อเสวยแล้วติดใจอยากเสวยอีก พระวิมาดาเธอฯ จึงคิดสูตรใหม่ ใช้เนื้อไก่ส่วนอกและเครื่องในแทน เมนูที่สอง เป็นอาหารที่เป็นของเหลือจากผัดพริกเนื้อกับน้ำพริกกะปิ โดยพระวิมาดาเธอฯ ได้นำสองอย่างมารวมกัน ใส่น้ำ ปรุงรส ส่วนเหตุที่ตั้งชื่อว่าแกงรัญจวนก็เนื่องมาจากกลิ่นหอมรัญจวนของกะปิที่โดนความร้อนนั่นเอง เมนูที่สาม น้ำ
จากการสำรวจประชากร “หมา-แมว”ในประเทศไทย พบตัวเลขล่าสุดมีจำนวนรวมกันนับสิบล้านตัว สำหรับส่วนพฤติกรรมของ “ผู้เลี้ยง”ส่วนหนึ่ง อาจมองพวกมัน เป็นแค่สัตว์เลี้ยง ไม่ต้องประคบประหงมดูแลมากนัก แค่มีอาหารให้ไม่อดอยากน่าจะเพียงพอ แต่ขณะเดียวกัน ยังมีผู้เลี้ยงอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งทุ่มเทความรักความเอาใจใส่ให้ราวกับเป็นสมาชิกสำคัญในครอบครัว เรียกว่าหากมีผลิตภัณฑ์ดีๆที่เหมาะกับ “เพื่อนสี่ขา”ของพวกเขาแล้ว เป็นต้องเสาะหาไว้ในครอบครองแบบไม่รอช้า จึงอาจกล่าวได้ว่า พฤติกรรมของ “ผู้เลี้ยง”กลุ่มหลังนี้นี่เอง ที่ส่งผลให้ตลาดสินค้าและบริการเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงของบ้านเราในปัจจุบัน เติบโตจนมีมูลค่าสูงถึงกว่าหนึ่งหมื่นล้านบาท! “condoแมว” ที่เป็นได้ทั้งของเล่นให้แมวเหมียวปีนป่าย-ลับเล็บ-นอนเล่น เป็นได้ทั้งเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน ซึ่งกำลังถูกพูดถึงในกลุ่มคนรักแมวอยู่ขณะนี้ มีชายหนุ่ม วัยสามสิบกว่า “จิรภัทร แตงน้อย” หรือ คุณต่าย เป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่าย ส่วนความเป็นมาของธุรกิจส่วนตัวนี้ คุณต่าย ยินดีย้อนให้ฟังว่า ก่อนหน้าเคยทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ประจำบริษัทแห่งหนึ่ง กระทั่งอายุได้ 20 ปลายๆ เกิดความคิดอยากทำธุรกิจแต่ย
