Exclusive
ย่างเข้าสู่เดือนกุมภาพันธ์ทีไร ก็มักจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศหวานชื่น ที่บรรดาร้านรวงต่างๆ เตรียมพร้อมต้อนรับเทศกาลแห่งความรัก สำหรับคนที่ยังไม่มีคู่อาจจะรู้สึกแสลงใจนิดๆ แต่หากใครกำลังตกหลุมรัก หรือมีคนอยู่เคียงข้างแล้ว เทศกาล “วาเลนไทน์” นับเป็นช่วงเวลายอดนิยมในการเลือกซื้อสินค้า เพื่อมอบให้แทนใจและความรู้สึกดีๆ เทรนด์สินค้าต้อนรับเทศกาลแห่งความรักในปีนี้พัฒนาตามเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น เว็บไซต์สำนักข่าวเอพี รวบรวมสารพัดสินค้าทั้งแบบธรรมดาและไฮเทคของบริษัทสตาร์ตอัพน้องใหม่ ซึ่งน่าจะเป็นทางเลือกใหม่ๆ สำหรับคนที่ต้องการเลือกซื้อของขวัญให้คนรัก นอกเหนือจากดอกไม้ การ์ด ช็อกโกแลต และลูกกวาด โดยเฉพาะของขวัญสำหรับคนรักที่ไม่ได้อยู่ด้วยกัน หรือต้องอยู่ห่างไกลกัน ในปีนี้มีสินค้าฝ่าฟันระยะทางหลากหลายรูปแบบ ซึ่งก็สามารถซื้อให้กับคนในครอบครัวได้ด้วย เพื่อสื่อถึงความรัก ความคิดถึง ที่ไม่ได้ห่างตามระยะทาง เริ่มจาก “ฟิลิมิน” (Filimin) โคมไฟสื่อรัก ที่มองผิวเผินก็เหมือนกับโคมไฟตั้งโต๊ะทั่วไป แต่มีความพิเศษอยู่ที่สามารถส่งความคิดถึงไปยังคนไกลได้ โคมไฟของฟิลิมินออกแบบโดย “จอห์น แฮร์ริสัน” และ “วาเนสซา
แวดวงงานด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ตำแหน่งบรรณาธิการ คงเป็นความฝันใฝ่ของหลายๆท่าน ส่วนในกลุ่มคนทำโฆษณา ถ้าพูดถึง “เก้าอี้ผู้กำกับ” อาจไม่มีใครปฏิเสธ…นั่นคือเป้าหมายสูงสุดในอาชีพ ช่วงบ่ายของวันทำงานตามปฏิทินของชาวออฟฟิศ แต่เป็นวันว่างของ เดวิด-วรเดช บีแกนเดอร์ ฟรีแลนซ์หนุ่มลูกครึ่งไทย-สวีเดน ในฐานะผู้กำกับหนังโฆษณา ซึ่งพกพาบุคลิกสุภาพอ่อนน้อม มานั่งพูดคุยกันก่อนเวลานัดหมาย เริ่มต้นบทสนทนา…ด้วยน้ำเสียงร่าเริง “ตอนเรียนมัธยมฯ ดื้อมาก แทบเรียนไม่จบ จนวันหนึ่งคิดได้ ถ้ายังเป็นคนแบบนี้อยู่ โตขึ้นจะไปทำอะไร ต้องทำงานโรงงานหรือเสิร์ฟอาหาร แค่นั้นเหรอ ขณะที่เชื่อว่าตัวเองมีศักยภาพพอที่จะเรียนจบปริญญา ความจริงใบปริญญาใม่ใช่สิ่งสำคัญในชีวิตขนาดนั้น แต่คิดว่าคนเป็นพ่อเป็นแม่ คงอยากไปงานรับปริญญาของลูก ผมเลยตั้งหลักใหม่” แต่เพราะเป็นคนไม่ชอบอ่านหนังสือ พอเห็นเพื่อนเคร่งเครียดในการสอบเอ็นทรานซ์ เลยรู้สึกว่าทำไมต้องเครียดขนาดนั้น เขาจึงสมัครเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยของเอกชนทันทีที่จบม.6 โดยไม่ได้ไปสมัครสอบเอ็นทรานซ์ให้เสียเวลา เริ่มต้นใช้ชีวิต “เฟรชชี่” ยังไม่มีอะไรหวือหวา กระทั่งขึ้นปี 2 เริ่มได
“โฮมสเตย์” คงไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวดังว่า เริ่มเข้ามามีบทบาทในบ้านเรา ตั้งแต่เมื่อกว่าสิบปีก่อน จนปัจจุบันขยายครอบคลุมไปแล้วแทบทุกท้องถิ่น ด้วยไม่ต้องลงทุนด้วยเม็ดเงินมากนัก ขอเพียงมีอัธยาศัยไมตรีเป็นมิตรกับผู้มาเยือนเสมือนญาติ ก็สามารถหารายได้จากที่พักอาศัยของตัวเองได้ไม่มีกำหนด แถมยังได้ใช้ชีวิตชนบท เรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติ เหล่านี้อาจเป็นเหตุผล ทำให้ทุกวันนี้ ยังมีผู้คนจำนวนมากอยากมี “โฮมสเตย์” สักแห่ง เป็นธุรกิจ…ในบั้นปลาย “บ้านกลางทุ่ง – ออร์แกนิคโฮม” อาจเป็นโฮมสเตย์ ต้นแบบในฝันของใครหลายคน และเป็นที่ถูกอกถูกใจชาว “สโลว์ไลฟ์” เป็นหนักหนา อยู่ในเขต ตำบลหนองขาว อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี มี คุณทิพวัน ประเสริฐกุล หรือรู้จักกันดีในละแวก ว่า “ป้าแอ๊ด” เป็นเจ้าของดูแล ป้าแอ๊ด เริ่มต้นบทสนทนาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มใจดี ย้อนความเป็นมาของโฮมสเตย์แห่งนี้ให้ฟังว่า เมื่อราวห้าปีที่แล้ว ทั้งตัวเธอและสามี- คุณสาคร ประเสริฐกุล เกิดเจ็บไข้ได้ป่วยด้วยกันทั้งคู่ เลยตัดสินใจลาออกจากงาน มาหาซื้อที่ดินในเมืองกาญจน์ หวังมาอยู่อาศัยใช้ชีวิตแบบ “ชีวจิต”
คุณอภิชาติ จันทร์ทองแท้ กรรมการผู้จัดการ และผู้ร่วมก่อตั้ง Hi School บริษัท แบ่ง-ปัน-ให้ (วิสาหกิจเพื่อสังคม) จำกัด ในฐานะ ผู้ริเริ่มการทำธุรกิจเพื่อสังคม ผ่านแอพพลิเคชั่นและ Online platform ต่างๆ โดยนำธุรกิจร้านอาหารควบรวมเข้ากับเครือข่ายโรงเรียนขนาดเล็กที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ในจังหวัดสมุทรสาคร ภายใต้แนวคิดการทำธุรกิจเพื่อสังคม ที่ครอบคลุมเชื่อมโยงระดับประเทศ คุณอภิชาติ เผยว่า จากประสบการณ์ในการช่วยเหลือสังคม และปัจจุบันยังดำรงตำแหน่งนายกสมาคมอนุบาลของจังหวัดสมุทรสาคร ทำให้มองเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นในแง่ของการระดมทุนเพื่อโรงเรียนขนาดเล็กที่เป็นไปได้ยากมาก รวมทั้งได้รับแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่จากในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงทุ่มเทเพื่อพสกนิกรชาวไทยอย่างมากจนหาที่สุดมิได้ ทำให้อยากริเริ่มที่จะทำอะไรเพื่อสังคมและเพื่อคนไทยอย่างจริงจัง จึงได้เริ่มการระดมทุน ระดมสมอง ก่อนเกิด Hi School สตาร์ตอัพในรูปแบบธุรกิจเพื่อสังคม รายแรกของประเทศไทย Hi School สตาร์ตอัพในรูปแบบธุรกิจเพื่อสังคม รายแรกของประเทศไทย นั้นจะครอบคลุมเชื่อมโยงระดับประเทศ ผ่านความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่มีความเชื่อเรื่องการสร้างคุณค่าด้วยการแ
สาว ป. โท ลูกข้าราชการไทย เห็นช่องว่างธุรกิจเสิร์ฟน้ำตามงานเลี้ยงโต๊ะจีน – งานสังสรรค์รื่นเริง ปิ๊งไอเดียสร้างรายได้ด้วยบริการรับเสิร์ฟเครื่องดื่มตามงาน หรือที่เรียกว่า “บาร์น้ำ” สร้างจุดเด่นชูความหลากหลายของเครื่องดื่ม และชุดยูนิฟอร์มเด็กเสิร์ฟสุดเนี๊ยบ ใส่สูท ผูกเนคไท คิดราคาย่อมเยา 4 ชม. เหมาจ่ายคนละ 40 บาท รับงานทั่วราชอาณาจักร ธุรกิจขนาดเล็กที่อาศัยการเติบโตของเศรษฐกิจ คุณเหมือนฝัน เย็นเจริญ หรือคุณเอ๋ย สาวอัธยาศัยดีวัยเพียง 25 ปี เล่าว่า ธุรกิจบาร์น้ำเป็นของครอบครัวบุกเบิกโดยคุณพ่อ คุณแม่ ดำเนินกิจการมาแล้ว 12 ปี ปัจจุบันตนเองเข้ามารับไม้ต่อ ช่วยหาลูกค้า และหวังต่อยอดให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น คุณพ่อและคุณแม่ของคุณเอ๋ยรับราชการ ส่วนธุรกิจบาร์น้ำ คือ อาชีพเสริม คุณเอ๋ย เล่าว่า จากการสังเกตของคุณพ่อคุณแม่เห็นว่าโต๊ะจีนบางร้านเสิร์ฟแต่อาหาร ไม่เสิร์ฟน้ำ ทางเจ้าภาพต้องหาน้ำดื่มมาเอง หรือ โต๊ะจีนบางเจ้ามีเสิร์ฟน้ำ แต่ไม่มีพนักงานเสิร์ฟ แขกรินน้ำดื่มเอง บางครั้งเกิดปัญหาน้ำไม่พอ จุดนี้เองเลยเกิดบริการบาร์น้ำขึ้นมา บริการ “บาร์น้ำ” ของหญิงสาว เธอสร้างจุดขายด้วยความหลากหลายของเครื่องดื่
นอกจากข้าวเหนียวมะม่วง ขนมหวานขึ้นชื่อของไทย ก็ไอศกรีมกะทินี่แหละ ที่หวาน มัน อร่อย โดนใจนักท่องเที่ยวเกือบทุกชาติ ไอศกรีมบ้านแพ้ว ร้านไอศกรีมเจ้าดังที่ตลาดนัดจตุจักร รีวิวแน่น ลูกค้าตอบรับดี ยอดขายทะลุวันละ 3 พันถ้วย เปิดร้านสร้างความอร่อยมายาวนานตั้งแต่ปี 2008 นับรวมตอนนี้กว่า 10 ปี โดย คุณภคมน วรกฤตเวคิน หรือ คุณแมคกี้ อายุ 34 ปี จุดเริ่มต้นของธุรกิจนี้ มาจากการที่คุณแมคกี้อยากหางานเสริมทำช่วงเสาร์–อาทิตย์ สมัยเรียนปริญญาโท คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ถามว่า ทำไมถึงเป็นไอศกรีมกะทิ คุณแมคกี้ บอกว่า แถวบ้านมีร้านไอศกรีมกะทิใส่ถ้วย ใส่ขนมปังขายที่เราเห็นกันทั่วไป คุณพ่อของเธอชอบซื้อมะพร้าวเผามาทานอยู่แล้ว จึงลองซื้อไอศกรีมกะทิมาทานคู่กับมะพร้าวเผา สองอย่างนี้เป็นอะไรที่ลงตัว เป็นแพ็กเกจจิ้งที่น่าสนใจ จึงรับไอศกรีมกะทิโฮมเมดจากร้านแถวบ้าน เปิดร้านขายที่ตลาดนัดจตุจักร ขายวันแรกผลตอบรับยังไม่ดี “แมคใช้วิธีให้เพื่อนเป็นหน้าม้ามาซื้อไอศกรีมที่ร้าน วิธีการนี้ดีมาก ได้รับผลตอบรับทันตาเห็น คนเริ่มสนใจเดินเข้ามาซื้อมากขึ้น เลยปรับร้านให้เป็นรูปเป็นร่าง ทำโมเดล วอล์กอัพตั้งโชว์หน้าร้าน ทำป
นิตยสารเส้นทางเศรษฐีจัดกิจกรรมเพื่อสังคมในโอกาสครบรอบ 23 ปี ก้าวสู่ปีที่ 24 พร้อมทั้งเชิญชวนสมาชิกผู้อ่านนิตยสารเส้นทางเศรษฐี และแฟนเพจเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ รวมถึงผู้ประกอบการ เอสเอ็มอี ที่มีสายสัมพันธ์อันดีกันมาโดยตลอด เข้าร่วมกิจกรรมทำเพื่อสังคม พร้อมกับศึกษา เรียนรู้แนวทางการประกอบอาชีพตามเส้นทางกรุงเทพ – เขาใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ในวันที่ 24-25 กุมภาพันธ์นี้ จุดปล่อยรถ ด้านหน้าตึกบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) สู่จุดหมาย โรงแรมคีรีมายา กอล์ฟ รีสอร์ท สปา เขาใหญ่ โดยระหว่างการเดินทางจะมีกิจกรรมให้ความรู้และให้ความสุข อาทิ ศึกษาและเรียนรู้ กระบวนการปลูกข้าวโพดและแปรรูปข้าวโพดเป็นน้ำนมข้าวโพด สินค้าเพื่อสุขภาพที่กำลังเป็นที่นิยมในตลาด ณ ไร่สุวรรณ จากนั้นร่วมกันทำกิจกรรมกับน้องๆ นักเรียนชั้นประถมศึกษา โรงเรียนบ้านเขาวง ด้วยการส่งต่อ “ความรัก–ความหวังดี” มอบอุปกรณ์กีฬา ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นรวมถึงหนังสือ ก่อนเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทาง ที่ โรงแรมคีรีมายา กอล์ฟ รีสอร์ท สปา เขาใหญ่ เพื่อร่วมกิจกรรมสุดชิค พร้อม “ปาร์ตี้ บาร์บีคิว” เพื่อให้คุณดื่มด่ำกับความหรูหรา แบบมีสไตล์ จน
ด้วยค่าครองชีพที่สูงขึ้น แต่ค่าจ้างแรงงานตามไปไม่ทันกับข้าวของที่แพงขึ้น ทางเดินของมนุษย์เงินเดือนมีอยู่สองตัวเลือกคือ ประหยัด ลดค่าใช้จ่าย หรือ หารายได้เสริมเพิ่มเติมเข้ามา (ในขณะที่บางคนก็ทำทั้งสองทาง) เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ มีโอกาสไปร่วมงาน วันยางพาราและกาชาดบึงกาฬ 2561 ที่ จ.บึงกาฬ เมื่อช่วงวันที่ 17-23 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้พบเห็นคนทำอาชีพอิสระมากมาย ทั้งทำเป็นหลักและทำเป็นอาชีพเสริม อย่าง คุณฐิติวรดา วงษ์วาสน์ หรือ คุณต่าย คุณต่าย บ้านอยู่ อ.เซกา จ.บึงกาฬ แต่มาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่กองคลังและการเงิน ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดบึงกาฬ ซึ่งอยู่ห่างกันราว 80 กิโลเมตร จึงเลือกที่จะมาเช่าหออยู่ในตัวเมืองบึงกาฬ ระหว่างเวลาปกติก็ทำงานปกติ แต่เมื่อมีเวลาว่างช่วงเย็น ก็มาสวมบทบาทแม่ค้าขาย เนื้อโคขุนย่าง ไม้ละ 10 บาท ซึ่งเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ ก็ได้พบกับเธอ ตอนที่เธอมายืนย่างเนื้อขายที่งานวันยางพาราและกาชาดบึงกาฬ 2561 นี่เอง คุณต่าย เล่าว่า ปกติ ช่วงเย็นๆ ถึงค่ำ วันจันทร์ถึงพฤหัส เธอจะขายอยู่ในตลาด หน้าร้านยำ ซึ่งเป็นร้านของคนที่รู้จักกัน ส่วนเย็นวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ จะมาขายที่ถนนคนเดินที่ทางเทศ
แม้เคยอยู่ในกระแสมาตั้งแต่เริ่มต้น แต่ระยะหลังต้องยอมรับว่ามีช่วง“ขาลง” บ้าง ทางผู้บริหาร “รุ่นลูก” จบใหม่ จึงขอเข้ามาดูแลรับช่วงต่อจาก “รุ่นแม่” แบบเต็มตัว เรื่องราวเกี่ยวกับร้านอาหาร “หอมปลาเผา” รัชดาฯ ซอย 18 นี้มี คุณเต๋า–ธนภูมิ จูงพล อายุ 24 ปีเศษ ผู้บริหารกิจการเจ้าของเรื่องราวดังกล่าว เป็นผู้ถ่ายทอดข้อมูล เริ่มให้ฟัง ตัวเขาจบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะนิเทศศาสตร์ สาขาประชาสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เคยค้าขายออนไลน์มาตั้งแต่สมัยเรียน ก่อนหน้านี้เข้ามาช่วยงานที่ร้านอาหาร “หอมปลาเผา” ของคุณแม่ “นันณภัส จูงพล” บ้าง แต่ไม่ได้รับผิดชอบอะไรเป็นพิเศษ พอเรียนจบจึงได้เข้าไปช่วยแบบเต็มตัว “คุณพ่อเสียตั้งแต่ผมยังอยู่ในท้อง คุณแม่เป็นคนดูแลพวกเราสามคนพี่น้องมาตลอด เช้าไปทำงานบริษัทแถวสีลม ตกเย็นกลับมาหรือช่วงวันหยุดจะต้องทำอาหารอร่อยๆ ให้ลูกทาน เรียกว่าเป็นเวิร์กกิ้ง วูแมน เต็มตัวเลยครับ” คุณเต๋า เล่าก่อนยิ้มกว้าง และว่า กระทั่งเมื่อราวสี่ปีที่แล้ว คุณแม่คิดอยากเปิดร้านอาหารงานที่ตัวเองรัก เพื่อหารายได้เสริมอีกทาง จึงเริ่มมองหาทำเล กระทั่งมาลงตัวที่รัชดาฯ ซอย 18 ก่อนจะแบ่งหน้าที่กันใน
จากการที่คณะกรรมการค่าจ้างประกาศปรับอัตราค่าจ้างขั้นต่ำแยกตามกลุ่มจังหวัด 7 กลุ่ม ตั้งแต่ 5-22 บาท ส่งผลให้ค่าแรงขั้นต่ำเฉลี่ยทั่วประเทศอยู่ที่ 315.97 บาทต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 โดยจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 เมษายน 2561 นี้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนแรงงานของไทยที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ภาคเกษตร และภาคบริการ ซึ่งมีการใช้แรงงานจำนวนมากและมีต้นทุนแรงงานในสัดส่วนที่สูง คุณสุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยว่า ภายหลังประกาศปรับขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำ สสว. ได้ดำเนินการวิเคราะห์ด้วยแบบจำลอง SME-CGE ของ สสว. และศึกษาโครงสร้างต้นทุนค่าแรงจากตารางปัจจัยการผลิตและผลผลิต (SME Input-Output Table) พบว่าอัตราส่วนการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำร้อยละ 1 จะส่งผลให้ต้นทุนค่าแรงงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.16 ดังนั้นการปรับขึ้นค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำในอัตราเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.4 จึงส่งผลให้ต้นทุนค่าแรงงานเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.54 ทำให้ต้นทุนสินค้าขยับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 0.05 ซึ่งนับว่ามีผลกระทบต่อต้นทุนสินค้าไม่มาก โดยปัจจุบันต้นทุนค่าแรงงานเ
