Exclusive
ตามที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. ได้จัดทำโครงการส่งเสริมพื้นที่ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism District) โดยมี จังหวัดน่าน เป็นจังหวัดนำร่องตามโครงการดังกล่าวนั้น คุณเอิบลาภ ศรีภิรมย์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงาน(แพร่,น่าน) กล่าวถึงความพร้อมในพื้นที่ว่า น่าน เป็นจังหวัดที่มีทรัพยากรค่อนข้างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นวิถีชีวิตของชุมชน ชาติพันธุ์ ธรรมชาติ ศิลปวัฒนธรรม งานหัตถศิลป์ ฯลฯ ซึ่งหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ความพร้อมในการทำกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมได้ไม่ยากนัก คุณเอิบลาภ ศรีภิรมย์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงาน(แพร่,น่าน) โดยในทางปฏิบัติทาง ททท.สำนักงานแพร่,น่าน ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งใน Design Thinking Process คือ กระบวนการที่เน้นให้ชุมชน ร่วมคิดร่วมทำ ร่วมนำเสนอ และร่วมบริหารจัดการ เพราะขั้นตอนต่างๆที่กล่าวมานี้ นับเป็น “หัวใจ”ของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อย่างแท้จริง “ในการลงชุมชน ทางททท.ได้นำนักออกแบบเส้นทาง ไปด้วย เพื่อให้ช่วยออกแบบเส้นทางของกิจกรรม เส้นทางของแหล่งท่องเที่ยวนำเสนอผ่านกระบวน
คุณสุภาดา ตะวันดา เคยเป็นเจ้าของบริษัทออกแบบกิจการใหญ่โต แต่มีอันต้องเป็นคน “มีหนี้” หลักหลายล้านบาท อันเนื่องมาจากภาวะความปั่นป่วนของตลาดหุ้น เมื่อราวปี 2547 จากที่เคยมีทรัพย์สินมูลค่านับสิบล้าน กลับต้องหมดตัวภายในช่วงเวลาเพียงข้ามคืน “พอเกิดเหตุการณ์นั้นพยายามตั้งสติ ก่อนจะหันเหมาเปิดร้านอาหารเล็กๆอยู่กับบ้าน ขายอาหารตามสั่งรายรับพออยู่ได้ และมีผัดไทย เป็นตัวขายดีสุด” สาวใหญ่ เจ้าของเรื่องราว ย้อนความทรงจำไปเมื่อราว พศ.2554 ทำอยู่ได้ไม่นาน รู้สึกไม่ใช่ตัวเอง เพราะต้องอยู่นั่งเฝ้าร้านทุกวัน จึงเข้าไปเปิดขายในห้างสรรพสินค้า สุดท้ายได้ทำเลในฟู้ดคอร์ตของห้าง ไชน่าเวิลด์ ย่านวังบูรพา ใช้ชื่อว่า “ร้านบลูตะวัน” และถึงแม้จะเป็นร้านอาหารตามสั่ง แต่เมนูเดียวที่ขายดีมากเหมือนเดิม ก็คือ “ผัดไทย” “เป็นคนชอบทาน-ชอบทำผัดไทย และมีสูตรซอสผัดไทยที่เก็บได้นานเป็นเดือนยังอร่อยอยู่ แต่ไม่อยากจำเจมีชีวิตผูกติดกับร้านอยู่ที่เดียวตลอดเวลา จึงคิดขยายธุรกิจในรูปแบบของแฟรนไชส์ เลยไปเข้ารับการอบรมกับทางสมาคมแฟรนไชส์ไทย จนสามารถตกตะกอนความคิดได้ออกมาเป็นระบบ” คุณสุภาดา เล่า และว่า หลังจากเข้ารับการอบรมหลักสูตรแฟ
คุณยุทธชัย ไชยมงคล หรือพี่ต้อม อายุ 35 ปี เจ้าของร้านคนปัจจุบัน บอกว่า เราขายถังแตกที่นี่มาหลายสิบปีแล้ว ตั้งแต่รุ่นดั้งเดิมคือพ่อแม่ ส่วนตัวผมมาสานต่อได้ประมาณ 6 ปี เราขายดีมาเรื่อยๆ ตั้งแต่สมัยก่อน ด้วยเพราะรสชาติที่โดดเด่น อย่างเช่น หอม ไม่หวานมาก ไม่เปรี้ยวเหมือนขนมถังแตกสมัยก่อนๆ เพราะขนมถังแตกเป็นแป้งหมัก การจะควบคุมให้อร่อย ต้องดูแป้ง และสังเกตเป็น และมีไส้ขนมที่หลากหลาย ใส่ไส้เยอะ ไม่หวงไส้ ใส่แบบจัดเต็ม ครีมใช้เป็นครีมที่ทำมาจากน้ำตาลมะพร้าวแท้มันจะไม่หวานมากและหอม” การเตรียมวัตถุดิบที่ใช้ขายในแต่ละวัน คือ ใช้แป้งหมักสำหรับทำขนมถังแตกกว่า 60 กิโลกรัม ส่วนไส้มีมากถึง 8 ไส้ ซึ่งการเตรียมวัตถุดิบเพื่อขายจะเตรียมมากพอสมควร เพื่อให้เพียงพอต่อการขาย เช่น ใช้ฝอยทองประมาณ 40 กิโลกรัม ข้าวโพดประมาณ 120 ฝักต่อวัน ส่วนไส้อื่นๆ ก็เตรียมเยอะพอสมควร ต้องใช้คนช่วยประมาน 4-5 คน ที่ร้าน และไม่สามารถนับจำนวนชิ้นที่ขายในแต่ละวันได้เลย เพราะขี้เกียจนับ มันค่อนข้างเยอะพอควร จึงทำให้ไม่รู้ว่า วันๆ หนึ่ง ขายขนมถังแตกไปกี่ชิ้น กลุ่มลูกค้าหลากหลายมีตั้งแต่วัยรุ่นไปจนถึงคนสูงวัย สำหรับไส้ที่ขายดี คนนิย
แม้จะผ่านมาหลายสิบปีแล้วแต่ร้านชา-กาแฟ ยังถือเป็นกิจการยอดฮิตลำดับต้นๆที่นิยมเปิด โดยเฉพาะในกลุ่มแฟรนไชส์ โดยเครื่องดื่มหลักที่ลูกค้านิยมสั่งมากที่สุดไม่พ้นกาแฟสด และ‘ชาไทย’ แต่ปัญหาคือ ‘รสมือ’ ของผู้ชงไม่นิ่ง เพราะขั้นตอนการชงจะซับซ้อน ในอดีตการชงชาจะผ่านหลายขั้นตอนทั้งการเตรียมชา 2 ชนิดมาผสมในอัตราส่วนที่เหมาะสม ต้องแช่และต้มชา จากนั้นกรองกากชาออก ถึงจะสามารถชงชาออกมาได้แต่ละแก้ว ที่สำคัญไม่พ้นคุณภาพของชาที่นำมาบริการลูกค้า ด้วยปัจจัยต่างๆนี้เองทำให้ ‘เนสที’ แบรนด์เครื่องดื่มเกี่ยวกับชาชื่อดังของไทยและของโลก ในเครือเนสท์เล่ ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ในชื่อ ‘เนสที ชาไทย’ (Nestea Thai Tea) เพื่อให้บริการกับร้านค้าและแฟรนไชส์โดยเฉพาะ ถือว่าเป็นนวัตกรรมของชาไทยชนิดผง ซึ่งเป็นสูตรเข้มข้น ชูจุดเด่น “ชงง่าย อร่อยในช้อนชาเดียว” ‘เนสที ชาไทย’ นอกจากทำให้ชาไทยทุกแก้วมีรสชาติคงที่สร้างความประทับใจให้ลูกค้าในทุกๆแก้วที่ชงแล้ว สามารถบริหาร-ควบคุมต้นทุนได้ง่าย และยังมั่นใจได้เรื่องคุณภาพ เพราะใช้วัตถุดิบเป็นชาชั้นดีจากประเทศอินเดียซึ่งเป็นแหล่งปลูกชาอันดับ 2 ของโลก เลือกชาที่ปลูกบนเทือกเขานิลคีรี ซึ่งมีภูมิ
เรียกได้ว่ากระแสของชาร์โคลยังคงมาแรงต่อเนื่อง ผู้ประกอบการอาหารทั้งหลายต่างพลิกแพลงเมนูของตัวเองให้เป็นสีดำกันแทบจะทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น โตเกียวชาร์โคล เครปชาร์โคล ขนมเบื้องชาร์โคล คราวนี้มาถึงคิวของโรตีมะพร้าวชาร์โคลกันบ้าง ชูคอนเซ็ปต์ ยกภาคใต้มาอยู่ที่ กทม. คุณเนม-ภาธิกานติ ขุนปราบ สาววัย 26 ปี จากพัทลุง ดีกรีปริญญาโท สาขาเทคโนโลยีการออกแบบผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง เจ้าของร้าน ชาชัก โกอิน ร้านดังย่านลาดกระบัง และเจ้าของเมนูฮิต โรตีมะพร้าวชาร์โคล ร้านชาชัก โกอิน เปิดมาได้ 3 ปี และกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ด้วยเส้นทางที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เดิมทีคุณเนมเป็นคนจังหวัดพัทลุง ย้ายเข้ามาเรียนต่อปริญญาโทในกรุงเทพฯ เธอเริ่มมีแนวคิดอยากมีธุรกิจเป็นของตัวเองเพื่อสร้างครอบครัว จึงคิดว่าถ้าจะสร้างครอบครัวที่ดีต้องมีธุรกิจที่มั่นคงตรงกับโจทย์ที่วางไว้ กล่าวคือ เธอมีแฟนเป็นชาวมุสลิม เพราะฉะนั้น กิจการที่ทำต้องเป็นอะไรที่ชาวมุสลิมทานได้ โดยมีคอนเซ็ปต์การเปิดร้านคือยกภาคใต้มาอยู่ที่กรุงเทพฯ และนี่คือจุดเริ่มต้นของร้านชาชั
ช่วงใกล้วันที่ 1 และ วันที่ 16 ของทุกเดือน ตามแหล่งชุมชนสำคัญๆ มักมีบรรดาพ่อค้า-แม่ขาย ลอตเตอรี่ มารวมตัวกันนำเสนอสินค้าของตน ให้กับผู้คนที่แวะเวียนมาเลือกซื้อตัวเลข ที่อาจเปลี่ยนชีวิต พลิกความจนให้พวกเขาได้บ้าง ไม่มากก็น้อย เมื่อวันก่อน ตอนที่มองหาลอตเตอรี่ ใบที่คิดว่าน่าจะถูก อยู่แถวตลาดเช้าในตัวอำเภอเมือง จังหวัดน่าน พลันเหลือบเห็นแม่ค้าร่างพิการ นั่งอยู่บนรถเข็น เลยเดินเข้าไปหวังจะอุดหนุน เมื่อมองปราดลงไปบนแผงขายของเธอ เห็นกระดาษใบเล็กๆเขียนข้อความแทรกไว้ว่า “รับมาแพงค่ะ ขอขายใบละ 90 บ.นะคะ แต่ถ้าท่านใดจะไม่เอาเงินทอน ก็ขอขอบคุณในน้ำใจของท่านมากๆค่ะ” เลยชวนพูดคุย ถามไถ่ใครเป็นเจ้าของไอเดียนี้ คุณมาย อายุ 42 ปี แม่ค้าลอตเตอรี่ ที่แม้ร่างกายจะพิการ แต่ยอมไม่งอมืองอเท้า บอก เธอเป็นคนคิดและเขียนขึ้นมาเอง เพราะรับเขามาแพงจริงๆ เลยขอขายใบละเก้าสิบบาท ส่วนเงินทอนสิบบาท กรณีลูกค้าให้แบงก์ร้อยมานั้น บางคนก็เอา บางคนก็ไม่เอา “เมื่อก่อนขายของที่ระลึก รับมาบ้าง ทำเองบ้าง เป็นพวกกระเป๋า พวงกุญแจ แต่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยมี เลยหันมาขายลอตเตอรี่ ซึ่งรายได้ดีขึ้นบ้าง ตกแล้วได้ราวงวดละ 7,000 – 8
ไข่นกกระทาทอด ขนมแป้งทอดลูกกลมๆ เป็นที่นิยมของลูกค้าทุกเพศทุกวัย วันก่อนมีโอกาสไปเห็นร้านขายไข่นกกระทาทอด แปลกไม่ซ้ำใคร เพราะมีถึง 7 สี 7 รสชาติ ทอดกันสดๆ ให้เห็นหน้าร้าน มันเยอะแป้งน้อย เสียบไม้ขายสลับสีสันน่ารับประทาน ร้านนี้มีชื่อว่า นัซนีน ไข่นกกระทา วินเทจ นัซนีน ไข่นกกระทา วินเทจ ธุรกิจเล็กๆ ของคุณสรรชัย และคุณนุสรา เลาะลาเมาะ คู่สามีภรรยาชาวมุสลิม ที่ช่วยกันยืนขายเรียกลูกค้ากันอย่างขะมักเขม้น คุณนุสรา เล่าถึงจุดเริ่มต้นว่า เป็นครูอนุบาลมา 10 ปี ส่วนสามีเรียนจบปริญญาโทจากประเทศอินเดีย แต่ด้วยสุขภาพที่ไม่แข็งแรงของสามีเพราะมีโรคประจำตัว ทำให้ทั้งคู่คิดว่าควรหาอาชีพที่ทำแล้วไม่เครียด ยึดเป็นหลักให้กับครอบครัวดีกว่า อาชีพที่ทั้งคู่เริ่มทำคือการขายอาหารหรือไม่ก็พวกของกิน เพราะคุณสรรชัยเป็นคนชอบทำอาหาร โดยเริ่มแรกทั้งคู่ขาย นกกระทาทอดกระเทียมพริกไทย ปรากฏว่าขายดี แต่ด้วยความขยันจึงสรรหาของอย่างอื่นขายเสริมด้วย ไม่ว่าจะเป็น ปลาหมึกย่าง สปาเกตตี้ หรือแม้แต่แฮมเบอร์เกอร์ก็ทำขายมาแล้ว แต่ด้วยปัจจัยหลายๆ อย่าง ทั้งกลุ่มเป้าหมาย สถานที่ และราคาวัตถุดิบที่ไม่เอื้อต่อการขายจึงทำให้ไม่ประสบควา
อาหารประเภทยำ เป็นอาหารถูกปากคนไทย ด้วยรสที่จัดจ้าน เผ็ดร้อน มีผัก มีเนื้อสัตว์ครบ และจัดเป็นอาหารอีกประเภทหนึ่งที่พ่อค้าแม่ค้าจำนวนมากยึดเป็นอาชีพ ทำมาค้าขายกันเป็นล่ำเป็นสัน เช่นเดียวกับ คุณมิ้ว หรือ คุณกมลพรรณ ถิ่นดวงจันทร์ วัย 25 ปี ที่ยึดอาชีพขายยำขนมจีน แทบจะทันทีที่เรียนจบระดับ ปวส. คุณมิ้ว (ซ้ายมือ) คุณมิ้ว เล่าว่า เนื่องจากมีคุณแม่ ทำอาชีพนี้มาก่อน ขายอาหารประเภทยำ หรือสารพัดยำ มาตั้งแต่คุณมิ้วยังเด็กๆ เธอก็ไปช่วยแม่ขาย ตั้งแต่ตัวเล็กนิดเดียว เรียกว่าปีนเก้าอี้หยิบของนั่นล่ะ ด้วยการซึบซับในอาชีพนี้ และมองเห็นลู่ทางว่าไปได้สวยแน่ เธอหันมายึดอาชีพนี้ ตั้งแต่ราวปี 2555 มุ่งไปที่ ยำขนมจีน ที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบัน โดยใช้ชื่อว่า ยำตระกูลแซ่บ คุณมิ้ว บอกว่า ยำขนมจีนเจ้าอื่นๆ อาจจะใส่ปลากรอบ ปลาทู แต่เธอคิดเพิ่ม ดัดแปลง ใส่แคบหมู หมูยอ เพิ่มเข้าไป และมีทั้งแบบที่ใส่ปลาร้า และไม่ใส่ปลาร้า ปัจจุบัน เธอมีหน้าร้านอยู่ที่ตลาดวงศกร ย่านสายไหม กรุงเทพฯ และออกงานแสดงสินค้าบ้างในบางครั้ง ถ้าขายที่ร้าน เธอขายชุดละ 50 บาท แต่เมื่อมาออกร้าน ในห้างสรรพสินค้า เธอปรับราคาเป็น 100 บ
“…บริการจัดส่งและจำหน่ายอาหารเหนือสูตรต้นตำรับถึงบ้าน โดยที่ท่านไม่ต้องไปทานไกลถึงเชียงใหม่ ทั้งนี้ท่านจะได้รับประทานอาหารเหนือจากต้นตำรับที่ อร่อย สะอาด ใหม่ สด ทุกวัน การันตีคุณภาพ จากประสบการณ์ทางด้านอาหารเหนือมามากกว่า 20 ปี พร้อมรางวัลคุณภาพจากรายการ….” คือ ข้อมูลแนะนำตัวเบื้องต้นจากกิจการ อาหารเหนือออนไลน์ By ตุ๊กกี้ ขันโตก ที่มี คุณตุ๊ก-กาญจนรัตน์ ทวีโชติรัฐกรณ์ เป็นผู้ดูแลมาตั้งแต่เริ่มจนถึงปัจจุบัน เจ้าของเรื่องราววัย 58 ปี กรุณาสละเวลาดูแลร้าน “พึงจิตต์อาหารเหนือ” ซึ่งอยู่บริเวณศูนย์อาหาร ชั้น G ของห้างสรรพสินค้าไอทีสแควร์ ย่านหลักสี่ มาพูดคุยด้วยอัธยาศัยยิ้มแย้มเป็นกันเอง ย้อนความเป็นมาให้ฟัง พื้นเพเป็นคนเชียงใหม่ แต่ด้วยความที่คุณพ่อของเธอรับราชการเป็นตำรวจ จึงมีโอกาสย้ายติดตามไปหลายจังหวัด ทำให้มีเพื่อนฝูงหลายกลุ่ม ส่วนวุฒิการศึกษาของเธอนั้น จบปริญญาตรี จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ก่อนหน้านี้ทำมาแล้วหลายอาชีพ ทั้ง ขับรถตู้ส่งของ เซลส์ขายหนังสือ ผู้จัดการฝ่ายการตลาดบริษัทขายตรง ฯลฯ จนเมื่อราว 20 ปีก่อน ทราบจากญาติผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งเคยขายแคบหมู ว่าเข
คุณปรีชา เจี๊ยบหยู อยู่บ้านเลขที่ 62/1 หมู่ที่ 8 ตำบลบ้านปรก อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม เผยว่า เดิมทีการทำน้ำตาลมะพร้าวในจังหวัดสมุทรสงครามมีทำกันเป็นจำนวนมาก ต่อมาเมื่อสังคมเมืองมีการขยายตัว ทุกคนมีทางเลือกมากขึ้น จึงได้ตัดสินใจไปทำอาชีพอื่นแทน จึงส่งผลให้การทำน้ำตาลมะพร้าวค่อยๆ สูญหายไป เขาจึงได้ทำการฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง โดยนำชาวบ้านที่มีองค์ความรู้มารวมกลุ่ม จนทำให้ทุกวันนี้การทำน้ำตาลมะพร้าวของกลุ่มสามารถทำรายได้เลี้ยงสมาชิกได้ถึง 12 ครัวเรือนกันเลยทีเดียว คุณปรีชา เล่าให้ฟังว่า เมื่อสมัยปี 2500 พื้นที่บริเวณนี้มีชาวบ้านที่ทำน้ำตาลมะพร้าวถึง 52 บ้าน ทำแบบเชิงเป็นธุรกิจของครอบครัวที่ไม่ได้รวมกลุ่ม ต่อมาจังหวัดสมุทรสงครามเริ่มมีถนนพระราม 2 ตัดผ่านและมีการเปิดใช้งานจึงทำให้ชาวบ้านในชุมชนมีทางเลือกในการประกอบอาชีพมากขึ้น จึงทำให้การทำน้ำตาลมะพร้าวเริ่มมีจำนวนที่ลดลงไปด้วย คือเหลือประมาณ 2 เตาในปี 2534 ซึ่งผู้ที่ขึ้นปาดน้ำตาลในขณะนั้นก็เป็นผู้สูงอายุแทบทั้งสิ้น เพราะเด็กรุ่นใหม่ๆ ไม่ได้สนใจในอาชีพนี้มากนัก ต่อมาเมื่อมองเห็นถึงความสำคัญของการทำน้ำตาลมะพร้าวให้คงอยู่ คุณป
