SMEs
“กล้วย” ไม่ได้เป็นเพียงผลไม้ประจำบ้านของคนไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้เกษตรกรทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น และเซเว่น เดลิเวอรี่ เดินหน้าสานต่อความมุ่งมั่นในการส่งเสริมผลไม้ไทย เปิดช่องทางการจำหน่าย กล้วยไทย 4 สายพันธุ์ยอดนิยม ได้แก่ กล้วยหอมทอง กล้วยน้ำว้า กล้วยไข่ และกล้วยเล็บมือนาง ให้มีจำหน่ายในร้านเซเว่นฯ รวม 530,000 ลูกต่อวัน พร้อมต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์แปรรูปโดยผู้ประกอบการไทย ทั้งผู้ผลิตรายใหญ่และคู่ค้า SMEs เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้ครบห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ “สวน” จนถึง “มือผู้บริโภค” เชลฟ์ “กล้วยเซเว่น” ขับเคลื่อนเกษตรกรไทยกว่า 2,200 รายใน 43 จังหวัด จากความตั้งใจของเซเว่น อีเลฟเว่น ที่ต้องการสร้างอาชีพสร้างรายได้ให้เกษตรกรไทย “กล้วยเซเว่น” ถือเป็นจุดเชื่อมระหว่างแรงปลูกของเกษตรกร กับความต้องการของตลาดสมัยใหม่ ปัจจุบัน เซเว่นฯ รับซื้อกล้วยสดจากเกษตรกรและเครือข่ายผู้รวบรวม กว่า 2,200 ราย จาก 43 จังหวัดทั่วประเทศ กล้วยเฉลี่ย 530,000 ลูกต่อวัน ผ่านความร่วมมือกับ SME ผู้รวบรวมผล
ท่ามกลางกระแสโลกที่มุ่งสู่ความยั่งยืน การขยับตัวของภาคการเมืองในการรับมือกับปัญหาสิ่งแวดล้อมจึงเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง เมื่อเร็วๆ นี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้ร่วมก่อตั้งสตาร์ตอัปนวัตกรรมไทย “ShooShoke (ชูชก)” ได้ส่งมอบเครื่องย่อยเศษอาหาร “ShooShoke Home Mini” (ขนาด 1–3 กิโลกรัม) ให้กับพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อติดตั้งและใช้งานจริงภายในที่ทำการพรรคฯ โดยเป็นการส่งสัญญาณเชิงสัญลักษณ์ว่า การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องเริ่มจากองค์กร ครัวเรือน ก่อนจะขยายผลไปสู่นโยบายระดับมหภาค ซึ่งเป็นวาระเร่งด่วนของประเทศ นายกรณ์ กล่าวว่า เหตุผลที่เรื่องนี้ต้องเป็นวาระเร่งด่วน เพราะข้อมูลจาก Food Waste Index 2024 ระบุตัวเลขที่น่าตกใจว่า คนไทยสร้างขยะอาหารเฉลี่ยสูงถึง 86 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ที่อยู่ที่ 79 กิโลกรัมต่อคนต่อปี ส่งผลให้ไทยครองแชมป์อันดับ 2 ของอาเซียนในเรื่องการสร้างขยะอาหาร “ตัวเลขเหล่านี้ไม่ใช่แค่สถิติ แต่คือสัญญาณเตือนภัยที่องค์การสหประชาชาติ กำหนดเป้าหมาย SDGs ให้ทุกประเทศต้อง ลดปริมาณขยะอาหารลง 50% ภายในปี 2030 นั่นหมาย
คุณฌอน–ชวนล ไคสิริ ดีไซเนอร์และเจ้าของร้าน เคยให้ข้อมูลแบบเอ็กซ์คลูซีฟกับ “เส้นทางเศรษฐีออนไลน์” ว่า จุดเริ่มต้นของแบรนด์เรียกได้ว่าเริ่มจากศูนย์อย่างแท้จริง เพราะครอบครัวเป็นลูกหลานชาวจีน คุณแม่มีอาชีพเป็นช่างเสื้อ จึงคลุกคลีกับการทำเสื้อผ้ามาตั้งแต่เด็ก แต่เมื่อโตขึ้นเขาเลือกเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะชื่นชอบบรรยากาศการทำงาน และอยากเจริญรอยตามญาติที่เป็นสถาปนิก “จุดที่ทำให้เริ่มหันมาสนใจเรื่องการทำเสื้อผ้าอย่างจริงจัง มาจากการทำละครเวที ที่จะมีการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบกัน และผมจะได้รับมอบหมายให้ดูแลเรื่องเสื้อผ้านักแสดง มาตั้งแต่ปี 1 ด้วยเหตุผลเดียวเลยคือ ที่บ้านเรามีร้านตัดเสื้อ เพราะคุณแม่เป็นช่างตัดเสื้อ ชุดต่างๆ ต้องออกแบบชุดให้ตรงกับคาแร็กเตอร์ของตัวละครนั้นๆ ฝ่ายออกแบบจะวาดรูปมาให้ แล้วเอาไปตัดที่ร้านแม่ ผมเลยได้ลองจับๆ ทำๆ จนซึมซับความรู้ด้านการตัดเย็บทุกอย่างมาจากแม่ และกลายเป็นความสนใจในด้านนี้” คุณฌอน กล่าวพร้อมด้วยรอยยิ้ม และเล่าต่อ คุณแม่ของเขาไม่คิดด้วยซ้ำว่าลูกโตมาจะมาทำเสื้อผ้าขาย เพราะสำหรับแม่ การเป็นช่างเสื้อกับการเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์นั้น
“คาเฟ่จ่าวอัน” จากร้านกำลังจะเจ๊ง สู่ออร์เดอร์ 30 แก้วใน 4 นาที! ด้วยกลยุทธ์คอนเทนต์ ความสำเร็จที่เกินคาด การเริ่มต้นธุรกิจคาเฟ่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเสมอไป เนื่องจากปัจจุบันมีร้านกาแฟเปิดใหม่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดการแข่งขันสูง ซึ่งถ้าเกิดว่าร้านไหนที่ไม่ได้มีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน อาจจะทำให้ธุรกิจไปต่อไม่ไหว วันนี้ เส้นทางเศรษฐีออนไลน์ จึงอยากนำเสนอเรื่องราวของ คุณศิฑ-ศิรพงศ์ ศุภภัทรเศรษฐ์ อายุ 25 ปี จบการศึกษาด้านนิเทศศาสตร์ แต่มีแพชชันที่อยากจะทำร้านคาเฟ่ & บาร์ ตัดสินใจทุ่มงบ 3 ล้านบาท รีโนเวตโกดังเก่าแก่ย่านเยาวราชของอากง จึงเกิดเป็นร้าน JAO.UN – 早安 (จ่าวอัน) แต่แล้วเมื่อเปิดร้านตั้งแต่เช้าจรดค่ำ ยอดขายกลับซบเซา บางวันแทบจะไม่มีลูกค้า ทำให้เขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะทำให้ร้านไม่เจ๊งและอยู่ต่อไปได้ จึงเริ่มทำคอนเทนต์ลงติ๊กต็อกชื่อช่องว่า กรรมกรคาเฟ่ จากผู้ติดตาม 0 คน จนปัจจุบันมีผู้ติดตาม 95.3k คน ซึ่งจะเป็นการทำคอนเทนต์ไลฟ์สไตล์ อัดคลิปชงชา พาไปซื้อผลไม้ พาไปเที่ยว ทำให้คนที่เลื่อนผ่านเกิดความสนใจ และรู้สึกชอบ จนเกิดเป็นไวรัลคลิปชาผลไม้ ที่มีคนดูหลักล้าน และมีลู
“คอนเทนต์ของผมทำให้คนกล้าเข้าครัวมากขึ้น ผู้ติดตามรู้สึกง่ายและสนุกมากขึ้นเมื่อเข้าครัว ถือว่าเราได้สร้างทั้งความสุขและแรงบันดาลใจให้ผู้คน” นี่คือคำตอบของคำถามที่ว่า เชฟเคน-ปรัตถกร เตชะธรรมนุกูล แห่งช่องติ๊กต๊อก paratt_ คิดว่าอะไรที่ทำให้เขาเป็น 1 ใน 3 อินฟลูเอนเซอร์ด้านอาหารที่ได้รับรางวัล Best Foodie Influencer Award จากงาน Thailand Influencer Awards 2025 และกับรางวัลล่าสุด Food Creator of the Year จากงาน TikTok Awards เชฟเคน นับเป็นอินฟลูเอนเซอร์หรือคอนเทนต์ครีเอเตอร์ด้านอาหารที่เพิ่งก้าวเข้ามาในวงการนี้แค่ไม่นาน เพราะเขาเพิ่งปักหลักเป็นอินฟลูเอนเซอร์หลังจากสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากวิทยาลัยดุสิตธานี สาขาศิลปะการประกอบอาหารอย่างมืออาชีพ (หลักสูตรนานาชาติ) เมื่อ 3 ปีก่อนเท่านั้น แต่แค่ไม่กี่ขวบปีเขามียอดผู้ติดตามมากกว่า 440,000 คน แถมยังได้รับรางวัลอันทรงเกียรติดังเอ่ยมาข้างต้นด้วย เชฟเคน ย้อนให้ฟังว่า อันที่จริงเขาไม่เคยคิดจะเป็นอินฟลูเอนเซอร์มาก่อนเลย แต่ก็จับพลัดจับผลูได้ยึดอินฟลูเอนเซอร์เป็น “อาชีพ” โดยไม่ได้ตั้งใจ “ตอนผมเรียนจบจากวิทยาลัยดุสิตธานี ใหม่ๆ เคยไปทำงานร้านอาหารแ
คุยกับเจ้าของโรงงาน “กางเกงช้าง” ไอเทมสุดฮิตของนักท่องเที่ยว ใครมาก็ต้องใส่ ขายดีหลักล้านต่อเดือน จากการตัดสินใจในวันนั้น สู่ความสำเร็จที่เกินคาดในวันนี้ ชินรดา การ์เม้นท์ แหล่งผลิตกางเกงช้าง ที่สร้างกระแสฮือฮาจนกลายเป็นสุดยอดไอเทมประจำประเทศ ใครมาประเทศไทยต้องใส่กางเกงช้าง คุณแจ็ค-กิ่งกาญจน์ สมร เจ้าของ บจ. ชินรดา การ์เม้นท์ เปิดเผยเรื่องราวจากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ทำกันเองภายในครอบครัว สู่โรงงานผลิต ที่สร้างรายได้ถึงหลักล้านต่อเดือน เส้นทางของความสำเร็จนี้มีที่มาที่ไป จุดเริ่มต้นของชินรดา เดิมทีเธอทำงานเป็นรองผู้จัดการอยู่ในบริษัทแห่งหนึ่ง จนแต่งงานกับสามี และตั้งท้อง ซึ่งเธอและสามีได้คุยกันว่า อยากจะเลี้ยงลูกด้วยตนเอง หากทำงานประจำอยู่ คงไม่มีเวลามาดูแลลูกแน่นอน นั่นจึงเป็นสาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เธอตัดสินใจลาออกจากงานประจำ แต่เมื่อออกมาแล้ว จะต้องคิดหาอะไรทำสักอย่าง จึงเป็นที่มาของการทำเสื้อผ้าขาย โดยต่อยอดจากธุรกิจของคุณแม่ที่เกี่ยวกับการเย็บผ้า ซึ่งสามีเธอก็มีความสามารถในการเย็บผ้าเช่นกัน เลยได้นำสิ่งนี้ที่มีอยู่มาพัฒนาต่อยอด “เราจะทำอย่างไรให้มันมีรายได้มากขึ้น ขยับขยายจากที่เรารับเย็บไ
ทายาทรุ่น 3 “วุ้นผงตราโทรศัพท์” สู่คาเฟ่ “อาการากา” รังสรรค์จากวุ้นของอากง ด้วยความเชื่อ วุ้นเป็นได้มากกว่าของทานเล่น เชื่อว่าหลายๆ คนคงจะเคยได้ยินผ่านหู ได้เห็นผ่านตากันมาบ้าง วุ้นผงตราโทรศัพท์ แบรนด์ที่อยู่คู่คนไทยมานานกว่า 66 ปี ก่อตั้งเมื่อเดือนกันยายน ปี พ.ศ. 2501 ตั้งอยู่ที่ถนนทรงวาด ย่านเก่าแก่ เป็นวุ้นผงที่สกัดจากสาหร่ายทะเลแดงเกรดพรีเมียม ไม่มีส่วนผสมที่ทำจากสัตว์ จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นมังสวิรัติ และผู้ที่ต้องการดูแลสุขภาพ ด้วยความโดดเด่นนี้ จึงทำให้วุ้นผงตราโทรศัพท์กลายเป็นวัตถุดิบยอดนิยมที่หลายคนเลือกใช้ในการทำอาหาร แต่ไม่น่าเชื่อว่า “วุ้น” จะทำอะไรได้มากกว่าที่คิด ผู้เขียนมีโอกาสได้เดินทางไปถนนทรงวาด ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานวุ้นผงตราโทรศัพท์ (บริษัท เซ้งฮวด จำกัด) แต่ใกล้ๆ กัน เดินไม่ไกลจะมีคาเฟ่อยู่ เมื่อได้อ่านชื่อร้านหรือข้อความที่เขียนไว้ ถึงกับแปลกใจ และชวนให้ต้องเข้าไปหาคำตอบ คาเฟ่ที่ผู้เขียนกล่าวมานั้น ชื่อว่า AGAR RAGA – อาการากา ที่มาพร้อมข้อความที่บอกว่า “คาเฟ่แรกที่ใช้วุ้นในทุกจาน” เมื่อย่างเท้าเข้าไปในร้าน เด็กสาววัยรุ่น เดินเข้ามาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย
ถึงวันนี้ ทีมฟุตบอลเยาวชน 7 คน “หมอนทองวิทยา” กลายเป็นชื่อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง จาก “ทีมฟุตบอลเยาวชน 7 คน ที่แทบ “ไม่มีใครรู้จัก” กลายเป็นทีมที่ “ควรจับตา” เรื่องราวของพวกเขาถูกแชร์ในโซเชียล มีภาพ มีคลิป มีบทความ ทำให้โลโก้และชื่อเรียกขานทีม แทบกลายเป็น “แบรนด์แรงบันดาลใจ” ไปแล้ว ที่ผ่านมา นักการตลาดรุ่นใหญ่ อย่าง “วิทวัส ชัยปาณี” เคยออกมาให้ความเห็นผ่านสื่อว่า ถ้า “หมอนทองวิทยา” เป็นแบรนด์สินค้า ก็นับเป็นแบรนด์ที่พิชิตใจตลาดได้ด้วย Storytelling และกลยุทธ์ Underdog … กล่าวสำหรับ คำว่า Underdog ในทางธุรกิจ นั้น มักหมายถึง ผู้ที่ถูกมองข้าม หรือไม่มีทรัพยากรมากเท่าคู่แข่ง แต่นั่นกลับกลายเป็นจุดขายในตัวเอง ซึ่งจะด้วยความตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ในสายตาของนักการตลาดอาจวิเคราะห์ได้ว่า “ทีมหมอนทองวิทยา ใช้ข้อจำกัดของตนให้เป็นแรงจูงใจ เป็นภาพ เป็นเรื่องเล่า ที่คนอยากเชียร์ และที่ดูจะพีก เข้าไปอีก เมื่อรอบรองชนะเลิศ ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดฉะเชิงเทรา (อบจ.ฯ) ได้จัดรถบัส VIP ให้ทีมเดินทางไปสนาม สนามศุภชลาศัย แต่ทีมเลือกที่จะใช้ “รถขนฝัน” คันเดิม จนกลายเป็น Storytelling ซึ่งคือ “หัวใจ” ขอ
เคยเป็นแบรนด์น้ำตบที่มาแรงสุดๆ ในตลาด จนทำรายได้แตะ 600 ล้านบาทต่อปี แต่จู่ๆ ก็เงียบหายไป หลายคนสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น แบรนด์สกินแคร์ชื่อดังอย่าง Sewa (เซวา) ที่เคยประสบปัญหาทำรายได้ตกฮวบกว่า 50% จากที่เคยทำได้เกือบ 600 ล้านบาท เหลือเพียง 200 ล้านบาท ล่าสุดได้ประกาศกลับมาทวงบัลลังก์อีกครั้งด้วยการ รีแบรนด์ (Rebrand) ครั้งใหญ่ ปรับภาพลักษณ์ให้ทันสมัย พร้อมเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ Gen Z และ Gen Y ควบคู่ไปกับกลุ่ม Premium Mass โดยตั้งเป้า กู้คืนยอดขายให้กลับไปแตะ 600 ล้านบาทอีกครั้งในปีหน้า เส้นทางเศรษฐี ได้มีโอกาสร่วมวงสนทนากับ คุณปุ๊ก-เบญจกิติ เมฆแสน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Sewa ได้เผยถึงการรีแบรนด์ครั้งสำคัญในครั้งนี้ว่า “เกือบ 9 ปีที่ผ่านมา เราเรียนรู้ว่าความงามเดินเร็วเกินกว่าจะยืนอยู่กับที่ได้ นั่นคือเหตุผลที่เราตัดสินใจพา Sewa รีแบรนด์ครั้งใหญ่ เพื่อรีเฟรชทั้งภาพลักษณ์และความหมายของแบรนด์ให้สอดคล้องกับยุคสมัยและผู้บริโภคเจเนอเรชันใหม่ เราอยากให้คนเห็น Sewa เป็นแบรนด์ผู้นำในกลุ่มผลิตภัณฑ์ Functional Clean Skincare สกินแคร์ที่พิสูจน์ได้ ใช้ดีจริง และเข้าถึงง่ายสำหรับทุกผิว ทุกวัน ในราคาที
ในยุคที่โลกแฟชั่นหมุนเร็ว “ตลาดปัฐวิกรณ์” กลับเลือกเดินช้ากว่ากระแส ที่นี่ไม่ใช่แค่ตลาดมือสอง แต่เป็นสนามแห่งความทรงจำ เวทีฝึกมือของการเริ่มต้นธุรกิจ และเป็นอาณาจักรของสไตล์ที่ไม่ซ้ำใคร กลางมหานครที่เต็มไปด้วยห้างหรูและกระแสแฟชั่นหมุนเร็วราวพายุ ยังมีที่หนึ่งซึ่งเวลาเดินช้ากว่าที่ใด ที่ซึ่งกลิ่นแดดอุ่นยังจับอยู่บนกองผ้าขนาดมหึมา ที่ซึ่งเสียงแม่ค้าทักทายลูกค้าประจำแว่วมาจากปลายแผง และที่ซึ่งของเก่าที่เคยถูกมองข้ามกลับมีลมหายใจอีกครั้ง ตลาดปัฐวิกรณ์ ไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายของนักล่าของเก่าหรือแหล่งรวมแฟชั่นราคาย่อมเยา หากแต่เป็นสนามแห่งเรื่องเล่าที่ซ่อนอยู่ในเสื้อผ้าทุกตัว ของตกแต่งทุกชิ้น และน้ำเสียงของแม่ค้าทุกคน จากตลาดแบกะดิน สมัยเมื่อราว 3 ทศวรรษก่อน ที่เด็กมหาวิทยาลัยและพ่อค้าแม่ค้านำของใช้เก่ามาปูเสื่อขายกันในค่าที่วันละ 20 บาท สินค้าราคาหลักสิบบาท ไปจนถึงของหลุดจำนำ เหรียญโบราณ ชิ้นส่วนรถ เครื่องมือช่าง หรือแม้แต่หนังสือที่ไม่มีในห้องสมุด ตลาดปัฐวิกรณ์ จึงไม่เคยเป็นแค่พื้นที่แลกเปลี่ยนสินค้า แต่คือพื้นที่ที่คนบางกลุ่มได้ฝึกฝนการมองเห็นคุณค่าในสิ่งที่คนอื่นละทิ้ง คุณเจี๊ยบ-อรุณี ถาว
