รอบโลก
ผู้เขียน / รัตติกรณ์ ภาพจาก Mirror อย่าเพิ่ง ทำท่า “หยะแหยง” กันนะคะ เพราะ “ของเหลือทิ้ง” ที่ว่านี้ ไม่ใช่เศษอาหารที่มีคนกินเหลือ แต่เป็น พืช ผัก ผลไม้ ขนมปัง ของสด หรือของอะไรก็ตามแต่ที่สามารถกินได้นี่แหละที่ทางร้านอาหาร ร้านค้า หรือซุปเปอร์มาร์เก็ต เห็นว่าไม่สดใหม่ หรือใกล้จะหมดอายุ แล้วเตรียมจะเอาไปทิ้งลงถังขยะ แต่มีร้านอาหารแห่งหนึ่งที่เรากำลังจะเล่าให้คุณฟังนี่ล่ะ ไป “ขอรับบริจาค” พืชผักเหล่านั้นมาปรุงเป็นอาหาร โดยอาหารทุกจานไม่มีการตั้งราคา แต่เปิดโอกาสให้ลูกค้า จ่ายเท่าไรก็ได้ตามต้องการ หรือตามกำลังทรัพย์ในกระเป๋า คราวนี้ก็ “เข้าใจตรงพอยต์” กันแล้วนะคะ สำหรับร้านอาหารไอเดียดี๊…ดี ที่ว่านี้ ชื่อว่า “The Real Junk Food Project (เดอะ เรียล จั๊งก์ ฟู้ด โปรเจ็กต์)” เป็นร้านอาหารเพิ่งเปิดใหม่ในเมืองลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ เมื่อเร็วๆ นี้เอง แต่เปิดเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์เท่านั้น ตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 น. สำหรับวันเสาร์ ส่วนวันอาทิตย์เปิดตั้งแต่เวลา 11.00-16.00 น. เนื่องจาก แก๊บบี้ โฮล์มส์ และ นาตาลี ครีน สองสาววัย 23 ที่ร่วมมือกันก่อตั้งร้านนี้ ต่างมีงานประจำเป็น “สาวเสิร์ฟ” ด้วยก
ใครๆ ก็ว่าธุรกิจสิ่งพิมพ์เป็นธุรกิจอัสดงคต มองไม่เห็นความหวังว่าจะรุ่งเรืองอีกแล้ว เพราะคนอ่านลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ ตามกระแสความนิยมของยุคสมัย หลังจากที่มีสื่อทางเลือกอื่นมาให้บริโภคมากมาย โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ประเภทต่างๆ ที่เริ่มตั้งแต่เว็บไซต์ข่าว เว็บบล็อก สื่อสังคมออนไลน์โซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หรือแม้แต่แอพพลิเคชั่นในการรายงานข่าวสารเฉพาะกลุ่มหรือบุคคลในกลุ่มไลน์ เป็นต้น ครูบาอาจารย์ที่สอนหนังสือด้านวิชาชีพสื่อ ต่างก็ยอมรับกันว่า ความเป็น “สื่อ” หรือ ข่าวสาร นั้นไม่ได้หายไปไหนหรอก คนจะยังคงหิวกระหายเสพข่าวสารอยู่เรื่อยๆ ตราบเท่าที่มนุษย์เป็นสัตว์สังคม มีความอยากรู้อยากเห็นเช่นนี้ไม่สิ้นสุด เพียงแต่ยุครุ่งอรุณจนแดดกล้าของสื่อสิ่งพิมพ์นั้นหมดสิ้นลงไปแล้ว ในฐานะคนที่เคยทำสื่อสิ่งพิมพ์ และเป็นนักหนังสือพิมพ์มาตลอดชีวิตก็รู้สึกใจหายไม่น้อย อดนึกไม่ได้ว่าในอีกสี่สิบห้าสิบปีข้างหน้าจะยังมีหนังสือพิมพ์กระดาษเหลือให้อ่านอีกไหม หรือว่าเราจะต้องเปลี่ยนพฤติกรรมมาบริโภคข่าวสารต่างๆ ผ่านแอพพลิเคชั่นที่ใช้ในโทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องมือสื่อสารที่จะพัฒนาขึ้นในอนาคตอีกมากมายที่ยังไม่รู้จักแต
หลังจากซุ่มทดสอบแล่นอยู่บนถนนในเมืองพิตต์สเบิร์ก รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา ที่มีทั้งถนนขึ้นเนินเขาสูง ถนนเก่าๆ แคบๆ สะพานเก่าๆ ที่มีอยู่มากมาย แล้วไหนยังจะถนนที่กำลังอยู่ระหว่างก่อสร้าง โดยใช้เวลาทดสอบอยู่เกือบ 2 ปี กระทั่งได้ผลทดสอบเป็นที่น่าพอใจแทบจะเหมือนกับรถยนต์ที่มีคนขับในที่สุด “อูเบอร์” บริการรถแท็กซี่ผ่านแอพพลิเคชั่นก็ได้ฤกษ์เปิดให้บริการ “รถแท็กซี่แบบไร้คนขับ” ในเมืองพิตต์สเบิร์กเป็นที่แรกและที่เดียวเท่านั้น ไปเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ในการเปิดตัวรถแท็กซี่ที่ท้าทายความกล้าของคนชอบ “ลองของใหม่” อูเบอร์ได้ใช้รถยนต์ฟอร์ด ฟิวชั่น ไฮบริด (Ford Fusion Hybrid) 4 คัน ที่ติดตั้งอุปกรณ์เลเซอร์ กล้อง และชุดอุปกรณ์เซนเซอร์ ตัวจับสัญญาณต่างๆ ครบครัน ซึ่งในอนาคตอันใกล้อูเบอร์บอกว่า กำลังร่วมมือกับบริษัทรถยนต์วอลโว่ของสวีเดน เพื่อพัฒนารถแท็กซี่แบบไร้คนขับออกมาให้บริการมากขึ้น ทั้งนี้ จากรายงานข่าวของเอเอฟพี เล่าว่า ด้วยความที่แท็กซี่แบบไร้คนขับยังเป็นบริการที่ใหม่มาก ดังนั้น เพื่อความปลอดภัย และความสบายใจของผู้โดยสาร ในระยะแรกรถแท็กซี่แต่ละคันจึงจะมี “ช่างเทคนิค” 2 คนนั่งไปกับผู้โ
ญี่ปุ่น ขึ้นชื่อเป็นประเทศที่เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุรวดเร็วติดอันดับต้นๆ ของโลก ซึ่งนอกจากอัตราการเสียชีวิตน้อยลงเพราะการแพทย์ที่ทันสมัยขึ้น ยังมีปัจจัยจากการที่คนรุ่นใหม่แต่งงานน้อยลง หรือแต่งงานแล้วแต่ไม่อยากมีลูก ทางการญี่ปุ่นพยายามแก้ปัญหาสังคมผู้สูงอายุ ทั้งการส่งเสริมให้หนุ่มสาวแต่งงานมากขึ้น การออกมาตรการจูงใจด้วยการให้สิทธิและความช่วยเหลือต่างๆ สำหรับครอบครัวที่ต้องการมีบุตร ขณะเดียวกัน ภาคส่วนต่างๆ ในญี่ปุ่นก็พยายามสนับสนุนให้ผู้คนสละโสดและอยากมีลูกมากขึ้น รวมถึงผุดคอร์สสุดแหวกแนวที่หลายคนคาดไม่ถึง คอร์สฝึกหนุ่มโสดให้เรียนรู้วิธีเลี้ยงลูก เป็นหนึ่งตัวอย่างที่สะท้อนความพยายามแก้ปัญหาระดับชาติ นอกเหนือจากธุรกิจจัดหาคู่ที่มีดาษดื่น รอยเตอร์ส ระบุว่า บริษัทในเมืองโอซาก้าที่ใช้ชื่อว่า “อิคุเมน ยูนิเวอร์ซิตี้” ได้ริเริ่มเปิดคลาสสอนในวันอาทิตย์ เพื่อช่วยเหล่าชายโสดเพิ่มคุณสมบัติในการหาคู่ครอง ซึ่งจะทำให้มีภาษีมากกว่าผู้ชายทั่วๆ ไป อิคุเมน เป็นการผนวกกันระหว่างคำว่า การเลี้ยงเด็ก กับคำที่แปลว่า ผู้ชาย เกิดเป็นคำใหม่ที่หมายถึง พ่อบ้านที่ทำหน้าที่เลี้ยงลูก “มาซายะ คูริตะ” หนุ่มโสด วัย 31
เรื่องเศร้าสลดที่ญี่ปุ่นไม่กี่วันก่อน ทำให้ฉันนึกถึงข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งของประเทศญี่ปุ่นที่เคยถกเถียงกับเพื่อนมาตลอดหลายสิบปีที่ไปๆ มาๆ ประเทศนี้ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอัตราอาชญากรรมต่ำมาก แต่เมื่อเกิดขึ้นมักเป็นอาชญากรรมรุนแรง สมัยฉันไปเรียนเมื่อก่อนโน้น คดีที่มักเกิดขึ้นคืออาชญากรรมของแก๊งยากูซ่า ฆ่าพวกเดียวกัน ฆ่าศัตรู ฆ่าโสเภณีที่หนีจากการควบคุม คือ มันสะท้อนภาพดำมืดออกมาอย่างรุนแรงเท่าที่จะทำได้ในสังคมที่คนโค้งแทบจดดินเวลาพบปะกัน ไม่นานต่อมา มักมีข่าวเรื่องการผลักคนให้รถไฟชน มีปีละไม่กี่ครั้ง แต่ทุกครั้งรุนแรงเกินจะนึกได้ว่าคนกับคนทำกันอย่างนั้นได้อย่างไร ญี่ปุ่นเป็นเหมือนบ้านที่สาม รองจากอเมริกา และไทย ฉันผูกพันกับญี่ปุ่นและคนญี่ปุ่นมากมายเกินกว่าจะพูดได้หมด จึงเศร้าสลดทุกครั้งที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น ล่าสุดที่เหยื่อคือคนพิการ 10 กว่าคน ฉันพูดไม่ออกไปตลอดทั้งวัน ญี่ปุ่นเป็นสังคมผู้สูงอายุเต็มรูปแบบ คนวัยทำงานมีน้อยกว่าคนที่กินเงินเกษียณ สังคมที่เหน็ดเหนื่อยกับการแบกรับภาระหนักเช่นนี้ จึงมีอาการ “สติแตก” อย่างมากทั้งปริมาณและความรุนแรง คนรุ่นใหม่มักมองว่าคนแก่เป็นภาระ ทั้งที่ต
ใครกินแตงโมบ่อยๆคงจะชอบสารพัดวิธีที่นำมาฝากกัน เป็นไอเดียการผ่าแตงโมแบบเสิร์ฟแขกหรือเพื่อนฝูงให้กินกันแบบง่ายๆไม่ยุ่งยาก ทั้งยังดูมีไอเดีย ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์
สมัยนี้ไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องให้แปลกแหวกแนวไว้ก่อน จะได้ขายไม่ยาก แต่ที่ว่าแหวกแนวนั้นต้องน่าดูชมด้วยนะถึงจะเรียกคนให้หันกลับมามองซ้ำได้ ฉบับที่แล้วพูดถึงเรื่องคนชอบนอนแขวนอยู่บนหน้าผาและใต้ต้นไม้ห้อยโตงเตงเป็นลิงเป็นค่างบ่างชะนี ลองดูสักทีว่าถ้าใช้ชีวิตแบบ “แขวนลอย” อยู่ในอากาศ แล้วจะรู้สึกอย่างไร เต๊นท์นอนแขวนลอยของนักปีนเขาแบบนั้นอาจจะยังไม่มีจำหน่ายในเมืองไทย คงต้องสั่งซื้อผ่านเว็บไซต์กันเป็นหลัก แต่ถ้าท่านใดยังอยากนอนบนต้นไม้ในเทศกาลพักผ่อนกลางลมหนาวยามนี้ มีทางเลือกอื่นให้ลองค่ะ ไม่ต้องลำบากลำบนไปห้อยโตงเตงเหมือนเต๊นท์ Portaledge แต่จะได้นอนบนเตียงนิ่งๆ นุ่มๆ สบายในลักษณะห้องพักแบบรังนก หรือ “เดอะ เบิร์ด’ส เนสท์” ระดับสี่ห้าดาว เรียกง่ายๆ ว่าเป็นโรงแรมบนต้นไม้ “ทรีโฮเต็ล” (Tree Hotel) ก็แล้วกัน ทรีโฮเต็ล (Tree Hotel) ที่เอามาให้ชมกันนี้เป็นโรงแรมรังนกที่ประเทศสวีเดนค่ะ ไกลจากบ้านเรามากมายทีเดียว ถ้าไม่มีสตังค์ไปเที่ยวก็เที่ยวผ่านรูปและเรื่องในคอลัมน์นี้ไปก่อนแล้วกัน ตัวโรงแรมตั้งอยู่ในหมู่บ้าน “Harads” เป็นชนบทห่างไกลทางภาคเหนือของประเทศสวีเดน อยู่ห่างไปทางตอนใต้ของเส้นอาร์กติก เซ
เมื่อเร็วๆ นี้ นาซาเพิ่งเผยภาพด้านมืดของดวงจันทร์ ทำให้เราเห็นว่าดาวโลกสีน้ำเงินดวงนี้สวยงามกว่าดวงจันทร์มากมายหลายเท่านัก หลายคนอาจไม่รู้ว่าภาพดวงจันทร์ที่เรามองเห็นกันอยู่ทุกวันนั้นเป็นภาพด้านสว่างเพียงด้านเดียวของดวงจันทร์ เพราะดวงจันทร์จะหันด้านเดียวเข้าหาโลกเสมอ ส่วนอีกด้านของดวงจันทร์ที่เรามองไม่เห็นนั้นเรียกว่า “ด้านมืด” โดยปกติแล้วถ้าเรามองดวงจันทร์จากพื้นโลกจะไม่มีทางได้เห็นด้านหลังของดวงจันทร์เลย เพราะดวงจันทร์หมุนโคจรไปพร้อมกับโลก เป็นการหมุนแบบสมวาร (Synchronous rotation) เราจึงเห็นดวงจันทร์จากโลกด้านเดียวเสมอซึ่งบางทีก็เรียกว่าด้านใกล้ของดวงจันทร์ และเหตุที่เรามองเห็นดวงจันทร์เป็นรอยด่างดำชัดเจน ก็เพราะว่าเป็นแสงและเงาที่เกิดจากความสูงต่ำบนผิวดวงจันทร์ ถ้าเห็นความสว่างบนพื้นผิวมากแสดงว่าเป็นบริเวณที่ราบสูง ถ้าเห็นความมืดคล้ำบนพื้นผิวแสดงว่าเป็นที่ราบต่ำ ภาพที่นำเอามาให้ชมนี้เป็นด้านมืดของดวงจันทร์ เพราะยานอวกาศของนาซาสามารถถ่ายจากด้านนอกอีกด้านหนึ่งของดวงจันทร์เข้ามาโดยมีโลกเป็นฉากหลัง กล้องของนาซาได้เผยให้เห็น “ด้านมืด” ของดวงจันทร์ (Dark Side of the Moon) ที่ชาวโลกไม่เคย
ถ้าจำไม่ผิด เหมือนเราจะเคยพากันไปเดินตลาดในเกาหลีเหนือมาแล้วด้วยอารมณ์เหวอๆ แถมตุ๊มต่อม ด้วยเพราะตลาดของเขาแทบไม่มีอะไรวางขาย คนส่วนใหญ่เขาแทบไม่ซื้อขายอะไรกัน หากจะมีบ้างเขาก็ไปซื้อในร้านของรัฐบาล ผักหญ้าก็ปลูกกินกันเองไม่ค่อยซื้อ ตลาดจึงหงอยหนักหนา เดินตลาดเกาหลีเหนือจึงไม่มีอะไรสนุก แถมอาการระแวดระวังหนักหนาของคนเกาหลีเหนือที่มีต่อคนแปลกหน้า ก็ให้ทั้งเศร้าและเซ็ง ซึ่งก็ต้องเข้าใจเขา เขาอยู่ในประเทศสังคมนิยมที่ปกครองแบบปิดมาเกือบ 50 ปี เรื่องราวภายในเกาหลีเหนือเป็นอย่างไร เราก็รู้กันดี คราวนี้เราไปเดินตลาดเมืองพรมแดนจีนติดเกาหลีเหนือ เรียกว่าเมืองหน้าด่าน เพราะประชิดกันแค่แม่น้ำกั้น เมืองตานตง หรือ Dandong อยู่ชายแดนจีน นั่งรถไฟจากปักกิ่งไป 13 ชั่วโมง หรือจะนั่งเครื่องบินไปก็แค่ 3 ชั่วโมง ทุกวันนี้เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ไปกันปีละหลายล้านคน ไม่มีอะไร พากันไปชะโงกดูเกาหลีเหนือ เกาหลีเหนือไม่อนุญาตให้คนต่างประเทศเข้าไปท่องเที่ยวได้ง่ายๆ แต่เมื่ออยากรู้อยากเห็นกัน วิธีที่ดีที่สุดคือมาที่เมืองตานตง ไปยืนบนฝั่งแม่น้ำยาลู แล้วก็มองไปฝั่งตรงข้าม เท่านั้นก็จะได้เห็นเกาหลีเหนือของจริง เมืองข
“เกาะปันหยี” หมู่บ้านกลางน้ำในจังหวัดพังงา เป็นชุมชนที่มีผู้คนอยู่อาศัยมานานจนมีการขยับขยายปลูกสร้างบ้านเรือนติดๆ กันเป็นพืด ขยายอาณาเขตกว้างใหญ่ไพศาล กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวขึ้นชื่อของอ่าวพังงามาแต่ไหนแต่ไร ชีวิตผู้คนในถิ่นที่อยู่อาศัยกลางทะเลที่นี่เรียบง่าย มองไปทางไหนก็มีแต่ท้องฟ้า ทะเลกว้าง ห่างไกลความเจริญ ความสนุกสนานเพลิดเพลินสำราญใจคงมีกันอยู่ไม่กี่อย่าง คงปฏิเสธไม่ได้ว่ากีฬาฟุตบอล คือ กีฬายอดฮิตอันดับหนึ่งที่แพร่หลายไปทั่วโลก แม้ว่าโชคชะตาฟ้าลิขิตให้เกิดมาเป็นชาวเกาะ ไม่มีพื้นที่เพียงพอที่จะทำสนามฟุตบอลใหญ่ๆ ระดับมาตรฐาน แต่ก็ใช่ว่าชาวเกาะจะไม่มีสิทธิ์ลิ้มรสชาติของเกมลูกหนัง! หลายสิบปีก่อน เด็กชายกลุ่มหนึ่งมีใจรักฟุตบอล ฝันอยากเล่นเก่งเหมือนเปเล่ ซิโก้ แห่งบราซิล แต่สภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย มีแต่ภูเขากับทะเล พวกเขาอาศัยเล่นตามชายหาดเวลาน้ำลงบ้าง ต่อมาก็หาเศษไม้มาต่อเป็นแพปลาแล้วเตะเล่นกันบนแพเสียเลย จนพัฒนามาเป็นสนามคอนกรีตก่อสร้างกลางทะเล 2 สนาม ปัจจุบัน ยังมีสนามที่เป็นโป๊ะพลาสติกลอยน้ำอีก 1 สนาม ทำให้ความฝันของเยาวชนเหล่านี้เป็นจริง หากมองมุมสูงจะสวยงามมากเป็นสนามฟุตซอลที่
