รอบโลก
ปกติ ช็อกโกแลตทั่วไป ก็มีราคาแพงอยู่แล้ว พอถูกนำมาทำเป็น “ช็อกโกแลต เพ้นติ้ง (Chocolate painting)” หรือ ช็อกโกแลตที่มีการวาดภาพลงบนหน้าช็อกโกแลต อย่างเช่น ภาพวาดของ ออเดรย์ เฮปเบิร์น นางเอกดังฮอลลีวูดยุคฟิฟตี้-ซิกซ์ตี้ (1950-1960), ภาพวาดของ ชาร์ลี แชปลิน ดาวตลกเอกของโลกชาวอังกฤษ หรือภาพวาดนักการเมืองชื่อดังระดับโลก ฯลฯ ราคาเลยยิ่ง โกโซบิ๊ก หรือ แพงไปกันใหญ่ ในรัสเซียตอนนี้ ช็อกโกแลต เพ้นติ้ง มีราคาเริ่มสตาร์ตตั้งแต่ 450 ยูโร (16,875 บาท) ไปจนถึง 1,000 ยูโร หรือประมาณ 37,500 บาท ลูกค้าส่วนใหญ่ ล้วนเป็นบุคคลมีฐานะ ระดับราชวงศ์ของกลุ่มประเทศทางยุโรป หรือไม่ก็ราชวงศ์ทางตะวันออกกลาง แล้วยังนักการเมืองที่มีชื่อเสียง หรือนักกีฬาดัง ที่นิยมซื้อเพื่อไปมอบเป็น “ของขวัญ” แก่บุคคลที่เคารพรัก นับถือ ในโอกาสสำคัญต่างๆ เอริน่า เอลดาร์คาโนวา นักธุรกิจหญิงชาวรัสเซีย ซึ่งเปิดร้านช็อกโกแลต เพ้นติ้ง ในกรุงมอสโก เมื่อปี 2544 และเป็นเจ้าของสิทธิบัตรช็อกโกแลต เพ้นติ้ง แต่เพียงผู้เดียวในรัสเซีย เล่าว่า ในพิธีเสกสมรสของเจ้าชายวิลเลียมแห่งอังกฤษ และ เจ้าหญิงแคทเธอริน หรือพระนามเดิม เคท มิดเดิลตัน เมื่อปี
จากภาชนะกระดาษ ภาชนะพลาสติกที่ใช้แล้วทิ้ง ไม่ต้องล้างให้เปลืองน้ำ เปลืองแรง ปัจจุบันเรายังมีภาชนะที่ได้รับการพัฒนาให้ “เหนือชั้น” ไปกว่านั้นอีก นั่นก็คือ ภาชนะที่ใช้แล้วสามารถ “กิน” ลงท้องได้เลย หรือหากจะทิ้งก็ไม่เป็นการสร้างภาระให้โลก เพราะเป็นภาชนะที่สามารถย่อยสลายได้ทางชีวภาพโดยไม่ทิ้งซากให้เป็นปัญหาหมักหมม ทั้งนี้มีการประเมินว่า แต่ละปีมีขยะพลาสติกซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ทางสิ่งแวดล้อม มีการรั่วไหลลงสู่มหาสมุทรถึงปีละ 8,000,000 ตัน ซึ่งหมายความว่า หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้อยู่ ภายในปี ค.ศ. 2050 หรือ พ.ศ. 2593 เราอาจจะเจอปัญหาในมหาสมุทรมีขยะอยู่มากกว่าปลาก็เป็นได้ เชลซี ไบรแกนตี และลีห์ แอน ทัคเกอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท โลลิแวร์ (เครดิตภาพจาก bustle.com) และปัญหาเรื่องขยะจากพลาสติกนี่แหละก็มาสะกิดใจ เชลซี ไบรแกนตี และลีห์ แอน ทัคเกอร์ ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท โลลิแวร์ (Loliware) ในสหรัฐอเมริกา เจ้าของสตาร์ตอัพ “ถ้วยกินได้” ตรงที่พวกเธอจะรู้สึกหงุดหงิดใจทุกครั้ง เมื่อเห็นจาน ชามพลาสติก ถ้วยพลาสติก ถูกทิ้งเป็นกองพะเนินหลังจากจบงานเลี้ยง หรืองานอีเว้นต์ต่างๆ ทำให้เธอทั้ง 2 ซึ่งร่ำเรียนมาทางออกแ
หนทางสู่ความร่ำรวยของแต่ละคน อาจไม่เหมือนกัน แต่สิ่งหนึ่งที่เศรษฐี มหาเศรษฐี มักจะตอบเหมือนกันก็คือ พวกเขาเริ่มจากทำสิ่งที่ตัวเองรัก หรือถนัด แล้วจากนั้น “เงิน” มันจะตามมาเอง เช่นเดียวกับ “มาร์นี่ อุสเลอร์” หญิงอเมริกันวัย 36 ที่สร้างตัวจากการทำงานด้วยรายได้ชั่วโมงละ 11 ดอลลาร์ (401 บาท) จนกระทั่งทุกวันนี้เธอเป็นเจ้าของธุรกิจรับสร้างบ้านที่สร้างรายได้ให้เธอถึงปีละ 7,000,000 ดอลลาร์ หรือราว 250,000,000 บาท ก็เพราะเธอค้นพบว่า นี่คืองานที่เธอรัก และมีความถนัดที่สุด มาร์นี่ เล่าว่า เธอเริ่มซื้อบ้านหลังแรกเมื่อปี พ.ศ.2547 ตอนอายุ 24 ปี เป็นบ้านพักในเมืองเบทานี บีช รัฐเดลาแวร์ สหรัฐอเมริกา ที่ครอบครัวเธอเคยไปเที่ยวพักตอนเธอเป็นเด็ก โดยใช้เงินเก็บทั้งหมดที่เธอมีวางดาวน์ไป 18,000 ดอลลาร์ (ราว 642,600 บาท ) เป็นเงินเก็บที่มาร์นี่ เล่าว่า “มาจากการทำงานด้วยค่าแรงชั่วโมงละ 11 ดอลลาร์ (ราว 400 บาท) และงานรับจ้างให้อาหารแมว งานรับจ้างล้างรถ ที่ฉันเคยทำและการกินอยู่อย่างประหยัดอยู่ถึง 2 ปี” มาร์นี่ เล่าว่า เธอตัดสินใจซื้อบ้านหลังนี้เพราะเห็นว่าตั้งอยู่ในทำเลที่ดี แต่ตอนนั้นก็ไม่มีใครเห็นด้วยกับเธอเล
“กูเกิล คาร์” (Google’s Driverless Cars) คือยานยนต์ไร้คนขับที่ผลิตและออกแบบโดยบริษัทกูเกิล ให้เป็นรถซิตี้คาร์ไร้พวงมาลัย ไม่ต้องใช้คนขับ เป็นหนึ่งในนวัตกรรมยานยนต์แห่งโลกเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุด เซอร์เกย์ บริน (Sergey Brin) ซีอีโอกูเกิลเปิดตัวยานยนต์ขับเคลื่อนตัวเองได้รุ่นต้นแบบของบริษัทครั้งแรกบนเวทีงานประชุม Recode Code Conference ซึ่งจัดขึ้นที่รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ด้วยการโชว์วิดีโอที่แสดงว่าคันนี้สามารถทำงานอย่างไร้คนขับขี่อย่างแท้จริงหลังจากใช้เวลาพัฒนามายาวนานตั้งแต่ปี 2009 และเวลานั้นยังไม่พบว่ารถอัจฉริยะยังไม่เคยประสบอุบัติเหตุเลยระหว่างการทดสอบด้วยความเร็ว 25 ไมล์ ต่อชั่วโมง (ราว 40 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง) “กูเกิล คาร์” ออกแบบให้เป็นรถใช้พลังงานไฟฟ้าขนาดเล็ก 2 ที่นั่ง พร้อมระบบเซ็นเซอร์ฝังใน ซึ่งทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์อัจฉริยะจนทำให้ตัวรถสามารถขับเคลื่อนตัวเองได้อย่างสมบูรณ์แบบ แถมยังหลบหลีกสิ่งกีดขวางได้อย่างปลอดภัยด้วยระบบเซ็นเซอร์สปิน 360 องศา ซึ่งอยู่บนหลังคา สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่รอบตัวได้แบบเรียลไทม์ในช่วงระยะ 2 สนามฟุตบอล และยังมีกล้องด้านหน้าและด้านข้างรถเพื่อทั
สมาชิกเว็บไซต์ Pantip สมาชิกหมายเลข 3849695 ได้ตั้งกระทู้เพื่อขอความคิดเห็นว่า ถ้าร้านค้า ร้านสะดวกซื้อในประเทศไทย จะเก็บเงินค่าถุงพลาสติกสำหรับใส่สินค้าจะดีหรือไม่ โดยเป็นการตั้งกระทู้ถามสั้นๆ แต่มีคนมาแสดงความเห็นหลากหลาย เช่น คุณ Digitalist ระบุว่า “คนคงไม่พอใจไปพักนึง ถ้านานๆก็ชินไปเอง เดี๋ยวนี้จะมีให้เลือก ถ้าไม่เอาถุง เพิ่มคะแนนสะสมให้ ในยุโรปคิดค่าถุงมา 40 ปีแล้ว บ้านเรายังไม่กล้าทำ” คุณ กาละมัง “เห็นด้วย เปลืองถุงมาก ซื้อชิ้นเดียวนิดเดียวก็จะใส่ถุง ถือกันไม่ได้ หรือใครสะพายกระเป๋า เป้ ถ้าไม่ได้ของเละ มีน้ำ ก็น่าจะใส่ได้ พวก supermarket ยิ่งแล้ว ซ้อนถุงกัน 2-3 ชั้น เดี๋ยวนี้ไปช้อป จะหิ้วกระเป๋าผ้าไปเอง 2-3 ใบ ถือเอง ไม่งั้นก็รถเข็นพับได้แบบงานหนังสือ เอาไว้ใส่ ยุโรป ถุงกระดาษธรรมดา 0.5 ยูโรนะ ไปวันไหนที่เค้ารณรงค์ไปขอถุง เขาว่าเอาด้วย หิ้วกันเอง เอาถุงมา ไม่มีก็ซื้อ” ส่วน คุณ คุณคนที่ใส่เสื้อสีชมพูนั่นน่ะ ให้ความเห็นว่า “เห็นด้วยค่ะ ถ้าทำจริงจัง ลดขยะพลาสติกไปได้เยอะเลย เคยคิดอยากเอากล่องไปซื้ออาหารประเภท take home จากศูนย์อาหารตามห้างเหมือนกัน ลดขยะโฟม ลดค่าภาชนะที่บวกเพิ่มด้ว
ชีวิตคนเมืองอาจมีทางเลือกหลากหลาย ทั้งเรื่องอาหารการกิน ข้าวของเครื่องใช้ ไลฟ์สไตล์ในแบบที่ชื่นชอบ แต่บางครั้งเราก็โหยหาสิ่งที่ขาดหายในชุมชนเมือง เว็บไซต์สเตรตส์ไทม์สของสิงคโปร์ หยิบยกเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมเมืองอันเร่งรีบและต่างคนต่างอยู่ เป็นการรุกคืบของเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน (Sharing Economy) ที่มาเคาะถึงประตูห้องครัว นั่นคือ เทรนด์แบ่งปันอาหารระหว่างคุณแม่บ้านที่รักการทำอาหารและพร้อมเปิดบ้านให้แขกแปลกหน้ามาร่วมมื้อค่ำ กับลูกค้าที่ต้องการเมนูแบบที่ชอบและได้กลิ่นอายเหมือนนั่งกินที่บ้าน เทรนด์นี้เกิดขึ้นในสิงคโปร์มาระยะหนึ่งแล้ว จนเริ่มมีบริษัทน้องใหม่ หรือสตาร์ตอัพ อย่างน้อย 5 แห่ง กระโดดเข้าร่วมธุรกิจนี้ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็น “ไดน์ อินน์” (Dine Inn), “แชร์ ฟู้ด สิงคโปร์” (Share Food Singapore), “ฮุค” (Hcook), “ฮาร์ตแลนด์ เชฟ” (Heartland Chefs) และ “ยัมมี่แบงก์” (YummyBank) โดยสตาร์ตอัพเหล่านี้จะสร้างสรรค์เว็บไซต์และแอพพลิเคชั่นที่เป็นตัวกลางระหว่างเหล่าแม่บ้านที่รักการทำกับข้าวและลูกค้า ธุรกิจอาหารอารมณ์บ้านๆ นี้เริ่มต้นจากลูกค้าเข้าเว็บไซต์หรือแอพในการค้นหาข้อมูล ซ
ผู้เขียน : มิสมิลเลียนแนร์ คำว่า ผู้ประกอบการ หรือ Entrepreneur ได้ยินบ่อยมากในบ้านเรา เพราะภาครัฐพยายามส่งเสริมให้ผู้คนลุกขึ้นมาทำกิจการของตัวเอง ไม่ว่าจะขนาดกลางหรือเล็ก ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนกิจกรรมทางเศรษฐกิจของประเทศ หลังๆ หลายคนอาจคุ้นหูกับคำว่า Mompreneur หรือคุณแม่ผู้ประกอบการ ซึ่งก่อตั้งธุรกิจต่างๆ จากประสบการณ์ในการเลี้ยงลูก ขณะที่เหล่า Dadpreneur หรือคุณพ่อผู้ประกอบการ ก็มีจำนวนไม่น้อย ที่ปิ๊งไอเดียธุรกิจจากความพยายามแก้ปัญหา และทำให้การดูแลลูกๆ ง่ายขึ้น เลยขอพาไปชมไอเดียดีๆ ที่เหล่าคุณพ่อผู้ประกอบการสรรหามาแก้ปัญหาให้ลูกๆ จนพัฒนาสู่ธุรกิจที่ทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ และกลายเป็นซุปเปอร์คุณพ่อของลูกๆ ฟอร์บส์ หยิบยกเรื่องราวของ “จอห์น ซัมรอย” คุณพ่อลูกสี่ ธุรกิจของเขาเกิดขึ้นหลังพยายามแก้ปัญหาเบาะรองนั่งในรถสำหรับเด็กๆ เวลาพาลูกๆ ออกไปข้างนอก เขารู้สึกว่า เบาะรองนั่งนิรภัยสำหรับเด็กๆ ทั่วไปมีขนาดใหญ่เทอะทะและน้ำหนักมาก แม้แต่เบาะรองแบบหลายที่นั่ง สำหรับครอบครัวที่มีลูกหลายคน ก็ไม่ได้เหมาะกับรถยนต์ทุกรุ่น ซัมรอยรู้สึกถึงปัญหานี้ตั้งแต่ปี 2545 แต่เขาเพิ่งเอาจริงเอาจังในอีก 10 ปีต่อม
อ่อม เป็นอาหารพื้นบ้านของชาวอีสาน และชาวลาว อาหารอีสานและลาวนั้นแทบจะแยกกันไม่ออก เรากินเหมือนๆ กันหลายอย่าง เพราะเราอยู่ใกล้กัน และเหนืออื่นใดเราอยู่ในวัฒนธรรมไทย-ลาวร่วมกัน เรามีรากของภาษาเดียวกัน คำว่า “อ่อม” นั้นหมายถึงแกงที่มีเนื้อและผักหลายชนิดประกอบกัน ในประเทศไทยอ่อมของแต่ละภาคก็ต่างกัน อ่อมภาคเหนือเน้นเนื้อสัตว์และการเคี่ยวเนื้อสัตว์ให้เปื่อย อ่อมภาคอีสานคืออ่อมที่เหมือนกับอ่อมลาวที่เน้นผักหลายๆ ชนิด ใส่เนื้อสัตว์เพียงเล็กน้อย ส่วนอ่อมภาคกลางนั้นเป็นคนละเรื่องกันเลย ดังที่พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 ให้คำจำกัดความของ “อ่อม” ว่า อ่อม น. ชื่อแกงชนิดหนึ่ง คล้ายแกงคั่ว แต่ใส่มะระ มักใช้แกงกับ ปลาดุก เรียกว่า แกงอ่อมมะระ หรือ แกงอ่อมมะระปลาดุก เพียสิง จะเลินสิน พ่อครัวชาวลาวที่เคยอยู่ในครัวของวังหลวง ได้ให้คำจำกัดความของคำว่า “อ่อม” ไว้ในตำรับอาหารพระราชวังหลวงพระบาง ของ เพียสิง จะเลินสิน ว่า “อ่อม” มีความหมายอย่างเดียวกับ “ฮุม” ìแกงอ่อมî จึงหมายถึงแกงที่ได้จากการตั้งไฟอ่อนๆ ในที่นี้เราจะขอกล่าวถึงอ่อมอีสานหรืออ
ถ้าจำไม่ผิด เหมือนเราจะเคยพากันไปเดินตลาดในเกาหลีเหนือมาแล้วด้วยอารมณ์เหวอๆ แถมตุ๊มต่อม ด้วยเพราะตลาดของเขาแทบไม่มีอะไรวางขาย คนส่วนใหญ่เขาแทบไม่ซื้อขายอะไรกัน หากจะมีบ้างเขาก็ไปซื้อในร้านของรัฐบาล ผักหญ้าก็ปลูกกินกันเองไม่ค่อยซื้อ ตลาดจึงหงอยหนักหนา เดินตลาดเกาหลีเหนือจึงไม่มีอะไรสนุก แถมอาการระแวดระวังหนักหนาของคนเกาหลีเหนือที่มีต่อคนแปลกหน้า ก็ให้ทั้งเศร้าและเซ็ง ซึ่งก็ต้องเข้าใจเขา เขาอยู่ในประเทศสังคมนิยมที่ปกครองแบบปิดมาเกือบ 50 ปี เรื่องราวภายในเกาหลีเหนือเป็นอย่างไร เราก็รู้กันดี คราวนี้เราไปเดินตลาดเมืองพรมแดนจีนติดเกาหลีเหนือ เรียกว่าเมืองหน้าด่าน เพราะประชิดกันแค่แม่น้ำกั้น เมืองตานตง หรือ Dandong อยู่ชายแดนจีน นั่งรถไฟจากปักกิ่งไป 13 ชั่วโมง หรือจะนั่งเครื่องบินไปก็แค่ 3 ชั่วโมง ทุกวันนี้เป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ ไปกันปีละหลายล้านคน ไม่มีอะไร พากันไปชะโงกดูเกาหลีเหนือ เกาหลีเหนือไม่อนุญาตให้คนต่างประเทศเข้าไปท่องเที่ยวได้ง่ายๆ แต่เมื่ออยากรู้อยากเห็นกัน วิธีที่ดีที่สุดคือมาที่เมืองตานตง ไปยืนบนฝั่งแม่น้ำยาลู แล้วก็มองไปฝั่งตรงข้าม เท่านั้นก็จะได้เห็นเกาหลีเหนือของจริง เมืองข
ตลาดนัดเปิดท้ายบ้านๆ ลักษณะนี้ จะมีให้เห็นไม่มากนัก ในประเทศมาเลเซีย ในภาพที่เห็นเป็นตลาดนัดเปิดท้าย มีของขายทุกชนิด ส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบในกลุ่มผัก ผลไม้ สินค้าสำคัญรองลงมาเป็นอาหารปรุงสำเร็จรูป อาหารคาวหวานท้องถิ่นหลากหลาย (ยงเต้าหู้ โรจัก) ดังตลาดนี้ เป็นตลาดนัดที่ขายทุกวันจันทร์ ตั้งอยู่บนถนนข้าง KSL resort ในเมือง Johor Bahru ประเทศมาเลเซีย ซึ่งเมือง Johor Bahru เป็นเมืองชายแดนติดกับ woodlands ประเทศสิงคโปร์ ตลาดนัดจะเริ่มช่วงบ่ายไปจนดึก เจ้าของร้านเป็นคนจีนมาเลย์ และ คนมาเลย์โดยแท้ ที่มา : เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์
