Exclusive Featured

เปิดม่านชีวิต! จากเด็กบ้านนอก สู่ดาวเด่นเวทีหมอลำระเบียบวาทะศิลป์ สร้างบ้านให้พ่อแม่ ด้วยเงินจากอาชีพแดนเซอร์

เปิดม่านชีวิต! จากเด็กบ้านนอก สู่ดาวเด่นเวทีหมอลำระเบียบวาทะศิลป์ สร้างบ้านให้พ่อแม่ ด้วยเงินจากอาชีพแดนเซอร์

“อาชีพหมอลำมันลำบากตั้งแต่ก่อนเราจะตัดสินใจเข้ามาอยู่แล้ว แต่อาชีพนี้ทุกอย่างหยิบจับอะไรก็เป็นรายได้หมดเลย ถ้าเราไม่ขี้เกียจ ตอนนี้กำลังทยอยสร้างบ้านด้วยตัวเอง และส่งเสียให้ครอบครัวได้”

จากเด็กน้อยที่เกิดมาในครอบครัวที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น แต่ไม่ได้มีความพร้อมในเรื่องของการเงิน เขาจึงต้องปากกัดตีนถีบ ดิ้นรนทุกวิถีทางที่จะทำให้ตนเองและครอบครัวก้าวข้ามความลำบากไปให้ได้

สายตาที่มีแต่ความมุ่งมั่น แต่ด้วยฐานะทางบ้านจึงทำให้เขาเรียนจบเพียงแค่ ม.3 แต่ในความโชคร้ายยังคงมีความโชคดี มีน้าที่ทำงานอยู่คณะหมอลำระเบียบวาทะศิลป์ เขาจึงนำตัวเองก้าวเข้ามาสู่วงการหมอลำตั้งแต่บัดนั้น

ซีเกมส์-ธนวัตน์ ทับขุนทศ อายุ 26 ปี แดนเซอร์คู่วงระเบียบวาทะศิลป์ ได้ร่วมพูดคุยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ พร้อมเปิดม่านชีวิต พูดคุยกันอยู่หลังฉากหมอลำ เสียงดนตรีเริ่มบรรเลงเพลง แดนเซอร์อย่างเขาก็ต้องเริ่มบรรเลงแปรงแต่งหน้าเพื่อเตรียมขึ้นสู่เวที

ซีเกมส์-ธนวัตน์ ทับขุนทศ
ซีเกมส์-ธนวัตน์ ทับขุนทศ

หมอลำ หนทางรอดของชีวิตและครอบครัว 

“มันไม่มีอาชีพที่คิดว่าเราจะได้ทำในตอนนั้นแล้ว ก็เลยตัดสินใจมาอยู่ แล้วมันก็ช่วยเหลือครอบครัวเราได้ ได้ส่งรายได้ที่เราหามาได้ให้กับครอบครัว จนน้องสาวเรียนจบมัธยม ทุกวันนี้ก็ส่งให้ครอบครัว”  

ซีเกมส์ เล่าว่า ตอนนั้นยังไม่รู้จักคำว่าหมอลำเลย เพราะว่าเรียนหนังสือแล้วก็อยู่บ้านเฉยๆ เพียงคิดแค่ว่าจะมาทำงานเฉยๆ ช่วยอยู่เบื้องหลัง หยิบจับอะไรได้ก็ทำ และไม่คิดว่าจะได้มายืนอยู่หน้าเวทีอย่างทุกวันนี้

แต่ใช่ว่าโชคชะตาจะเข้าข้างอยู่เสมอไป ความพยายาม ความอดทน และความตั้งใจ เป็นตัวแปรที่ทำให้เขา ที่เป็นเพียงเด็กตัวน้อยๆ ได้มาเฉิดฉายอยู่บนเวทีที่มีคนดูนับพันนับหมื่น

ในช่วงแรก อาศัยซ้อมข้างเวที ไม่รู้ว่าเขานับจังหวะกันอย่างไร ก็ขึ้นไปหมุนมั่วหมด แต่พอจบงานก็มีความสุข เพราะว่าวันต่อไปก็ได้ทำต่อ จากนั้นก็ชินแล้วก็ทำได้จนถึงทุกวันนี้  

“จากเด็กที่เต้นไม่เป็นแล้วอยู่ข้างหลังสุด ทุกวันนี้ก็ได้อยู่ข้างหน้า อาจจะเป็นเพราะความพยายามของผมด้วย เพราะผมก็สู้จากจุดด้านหลังสุดมาถึงทุกวันนี้”  

เมื่อความพยายามที่ทำมาเป็นผลแล้ว เขาเองก็ไม่ละเลิก และพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น จนมีกลุ่มแฟนคลับ หรือที่เรียกกันว่า FC เป็นของตนเอง ในแต่ละคืนก็จะมีรายได้ที่มาจากคนดูหน้าเวที ให้ทิป เขาเล่าว่า เคยมีอยู่คืนหนึ่งได้ทิปถึง 6 หลักเลยทีเดียว

ทิปที่ได้จากหน้าเวทีก็นำมาเป็นแรงขับเคลื่อนและเงินที่ใช้จ่ายในแต่ละวัน และแบ่งมาเป็นเงินเก็บบ้าง ส่วนค่าจ้างที่ได้ประจำก็จะไม่เบิกมาใช้ และจะเก็บจนครบปีจึงเบิกมา ถือว่าเป็นรายได้ที่ก้อนใหญ่เลยทีเดียว

จนตอนนี้ จากเด็กน้อยที่ไม่มีอะไรเลย สามารถกลับไปจุนเจือครอบครัว ทั้งพ่อ แม่ น้องสาว และกำลังสร้างบ้านแสนอบอุ่นด้วยนำพักน้ำแรงของตนเองด้วย

แต่กว่าจะมีรายได้ที่ไปจุนเจอครอบครัวได้นั้น ชีวิตของเขาต้องแลกมาด้วยอะไรหลายๆ อย่าง และสิ่งที่สำคัญที่เขาจำเป็นต้องแลกเลยคือ เวลา และการพักผ่อน

อาชีพที่สอดแทรกภายใต้คณะหมอลำ

จากที่เขาได้พูดมาตอนต้นว่า “อาชีพนี้ทุกอย่างหยิบจับอะไรก็เป็นรายได้หมดเลย ถ้าเราไม่ขี้เกียจ” ซึ่งเขาเองก็ทำอย่างนั้น ชีวิตในแต่ละวันหลังจากละเว้นจากกิจวัตรของตนเองแล้ว เขาก็จะรับจ้างซักผ้าหรือรับจ้างทุกอย่างในวงนี้ เพื่อทำเป็นรายได้เสริม 

อย่างเช่น ยกลังของสมาชิกแดนเซอร์ทุกคนในวง ก็คือ 120 คน มีเขาเป็นหัวหน้าแผนก แล้วก็มีน้องอีก 9 คน เป็นสมาชิก 10 คน รับเหมายกลังส่วนตัวของแต่ละคนไปจัดวาง แล้วก็มีรายได้เสริมของศิลปิน เช่น ต้าวหยอง หรือพิธีกร ก็รับจ้างดูแลให้ จัดของหลายอย่างเลย

“สำหรับตัวผม ไม่รู้ว่าคนอื่นคิดอย่างไร แต่ตัวผมคิดว่าเวลามันเหลือไม่อยากให้ตัวเองว่าง ก็คือทำรายได้เสริมจุดนี้เอา มันก็สามารถเอาเงินไปใช้จ่ายจุดที่เราอยากได้ ก็มีส่วนแบ่งเก็บไว้ฉุกเฉินแล้วก็จำเป็น แบ่งได้หลายจุดครับ เพราะว่าเราหารายได้หลายทาง” เขาเล่า

ในเรื่องของเวลาจะแบ่งสัดส่วนไว้หมดแล้ว โดยจะเอาเวลาของการเดินเที่ยวหรือเดินช้อปปิ้งของคนอื่น เปลี่ยนมาเป็นการทำงาน มันก็เลยคำนวณเวลามาเท่ากันเรื่องเวลาผ่านไป เรื่องของการพักผ่อนก็เป็นอีกจุดสำคัญที่เขาเหล่านี้ต้องยอมแลก โดยมีเวลานอนเพียง 5 ชั่วโมงต่อ 1 วัน เท่ากับเพื่อนทุกคน ส่วนมากแดนเซอร์กับสมาชิกก็จะแบ่งเวลางีบเป็นส่วนๆ ไป เช่น เราไม่ได้ขึ้นโชว์นี้ เราก็เลือกเป็นการงีบ การพักผ่อน แล้วก็คอยบอกเพื่อนข้างๆ ว่า จะขึ้นโชว์ต่อไปให้ปลุก

พูดคุยกันถึงตรงนี้ ผู้เขียนจึงเกิดคำถามว่า ชีวิต 1 วันของเขา ทำอะไรบ้าง โดยเขาได้เล่าว่า

“เริ่มตื่นประมาณบ่าย 3 โมง ตื่นมาก็ลงมาดูสถานที่ ถ้าวันไหนแคบเราก็รีบหน่อย เพราะว่าเรารับจ้างศิลปินด้วย ต้องดูแลจุดจุดนี้ก่อน จัดของเสร็จทุกอย่างก็ประมาณ 17.00-18.00 น. เตรียมสถานที่ทุกอย่างให้มันเสร็จ ลงตัวหมดทุกอย่าง 

20.00 น. เตรียมตัวแต่งหน้า กินข้าวทุกอย่าง เตรียมตัวให้พร้อม แล้วก็ขึ้นทำการแสดงตอน 21.00 น. จนถึงตี 5 เลย บางวันก็ 6 โมงเช้า ขึ้นอยู่ที่เจ้าภาพแล้วก็ผู้จัดงาน”      

รถ เปรียบเสมือนบ้าน ทั้งกิน ทั้งนอน พอจบงานนี้ก็ต้องรีบเก็บของขึ้นรถเพื่อเดินทางไปอีกงาน ระหว่างเดินทางก็ต้องนอนเอาแรงเพื่อสู้ต่อในวันใหม่ 

ในระหว่างทางของชีวิต ครอบครัวเป็นเสมือนแรงใจที่จะทำให้เขามีแรงสู้ต่อ ซีเกมส์เองก็รู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมาก เขาบอกกับเราว่า มีอยู่วันหนึ่ง คณะหมอลำได้ไปเล่นใกล้ๆ บ้านตัวเอง คืนนั้นมีครอบครัว ญาติพี่น้องนั่งอยู่หน้าเวที มาให้กำลังใจเรา บางครั้งก็มาให้ทิป ลุกขึ้นมาหมดเลย คือเป็นครอบครัวเต็มเลยหน้าเวที 

“รู้สึกดีใจที่ครอบครัวหรือญาติพี่น้องเขาไม่ได้บูลลี่ว่าเราเป็นอะไร ไม่ได้บูลลี่การเป็น LGBTQ เกี่ยวกับเพศสภาพ ท่านยินดีแล้วก็ชื่นชม”

จุดต่าง ที่ใช้สู้กับการแข่งขัน

หากพูดถึงวงการแดนเซอร์ เป็นเรื่องปกติที่จะมีการแข่งขัน โดยแต่ละคนก็ต่างจะต้องหาจุดเด่นที่เป็นเอกลักษณ์ของตน นำมาเป็นจุดขายเพื่อซื้อใจเหล่าคนดู อย่างนักร้อง จุดขายที่จับต้องได้ก็เป็นเรื่องของเสียงร้อง แต่มองกลับมาที่แดนเซอร์ มีจำนวนเยอะมาก แต่จะทำอย่างไรให้เรายืนอยู่ในใจคนดูได้ 

เราต้องดิ้นรนทำให้ตัวเองมีจุดขายหรือมีแฟนคลับเหมือนๆ กับศิลปิน เราใช้ร่างกายในการทำการแสดง อย่างเช่น รอยยิ้มหรือการเอนเตอร์เทน แดนเซอร์มันต้องหาจุดเด่นของตัวเอง แต่ละคนก็จะไม่เหมือนกัน

ส่วนตัวของซีเกมส์จะเป็นสายเอนเตอร์เทน ทำให้คนดูที่อยู่ข้างหน้าของเรายิ้ม อย่างงาน Big Moutain ก็จะได้ทิปจากการเอนเตอร์เทนคนดูหน้าเวที บางคนชอบความสนุกสนาน บางคนก็จะชอบความเป๊ะของการเต้น มันขายไม่เหมือนกันจริงๆ

จุดหน้าสุด ถือว่าเป็นความคาดหวังของใครหลายๆ คน ซึ่งตัวเขาเองก็สามารถทำในจุดนี้ได้ แต่ต้องรักษามาตรฐานของตัวเอง ถ้าด้านอาชีพนี้ต่อให้คุณเก่ง แต่ถ้าขี้เกียจ มันมีผลต่องานและระบบงานทางด้านผู้บริหารหรือผู้ใหญ่ที่ดูแล เขาก็จะตัดปัญหาคนที่มีปัญหาเยอะๆ ไม่เอามาไว้ตรงหน้างาน เพราะจะทำให้หน้างานมีความเสียหายได้ แต่สำหรับตัวของเขา เขาบอกว่า ไม่ได้เป็นคนที่เก่งมาก แต่ก็รักษามาตรฐานของตัวเองไว้ ไม่ขาด ไม่หาย

แล้วเขาคิดว่าจะดำรงชีวิตและมอบไว้ให้กับอาชีพนี้ จนกว่าร่างกายเราจะตอบรับมาว่า มันไปต่อไม่ได้แล้ว และฝากถึงครอบครัวว่า

“สำหรับผมเด้อ ก็บ่มีหยังหลาย บักหล่าก็สิสู้ เฮ็ดให้ครอบครัวเฮามีคือจังคนอื่นให้ได้” 

เรื่องราวของซีเกมส์ แดนเซอร์สู้ชีวิตประจำคณะหมอลำระเบียบวาทะศิลป์ เป็นเครื่องแสดงให้เห็นว่า หากทุกคนไม่ขี้เกียจ อะไรก็ตามต่างเป็นรายได้เพื่อมาจุนเจือให้กับตนเองได้ และที่สำคัญ ยังสามารถจุนเจือให้กับครอบครัวได้อยู่อย่างสบาย แต่ต้องยอมแลกมาด้วยความอดทน ความพยายาม และความลำบากที่รับได้ตั้งแต่ต้น  

Related Posts

สบายใจ ไม่รวย แต่พอกิน! คนรุ่นใหม่ทำเกษตร ปลูกผักสลัดบนดอย มีรายได้หลักหมื่น
“โก๋แก่” แตกไลน์เปิดตัว “โก๋นมถั่ว” (Nut Milk Bar) พร้อมเมนูถั่วสุดฟิน ปักหมุดสาขาใหม่ “ซีคอนบางแค” 1 มิ.ย. นี้!
นางไปรยา ไทยชาติ ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ บริษัท เพ็ญภาค เบฟเวอเรจ จำกัด
FULLFISH เปิดจักรวาล “Fulltopia” ครั้งแรกบนเวที THAIFEX 2026 ปิดดีลผู้นำเข้าจาก 6 ประเทศ