จากการบุกเบิกคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ ทำให้ชื่อของ ‘โกญจนาท’ โรงงานสมุดอายุ 40 กว่าปีกลับมาเป็นที่รู้จักอีกครั้งในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทำให้เราได้เห็นวิธีการผลิตสมุด และการปรับตัวของธุรกิจที่ไม่ได้อยู่ในยุคเฟื่องฟู แต่สามารถเติบโตได้อย่างสวยงาม
เส้นทางของแบรนด์นี้เป็นมาอย่างไร อะไรคือกลยุทธ์ความสำเร็จ ‘เส้นทางเศรษฐีออนไลน์’ จะพาไปพูดคุยกับทายาทรุ่น 3 ‘คุณมิน-ลภนพัฒน์ หวังไพสิฐ’
สมุดรุ่นอากงอาม่า
เส้นทางการเติบโตของแบรนด์โกญจนาท เริ่มต้นจากอากงอาม่า ของคุณมิน ทายาทรุ่น 3
เขาเล่าให้ฟังว่า ในช่วงวัยรุ่นอาม่าทำงานในฝ่ายผลิตสมุด จึงทำให้รู้ขั้นตอนการผลิตทุกอย่าง ส่วนอากงอยู่ฝ่ายขายและจัดซื้อที่โรงงานแห่งเดียวกัน
เมื่อทั้งสองพบรักและร่วมกันสร้างครอบครัว จึงตัดสินใจแยกตัวออกมาเปิดโรงงานสมุดเล็กๆ ของตัวเองที่ย่านตลาดน้อย เพราะมองว่าการสร้างธุรกิจน่าจะช่วยให้มีกำลังในการเลี้ยงดูครอบครัว โดยผลิตสมุดนักเรียน สมุดวาดเขียน และสมุดพก เป็นต้น
และธุรกิจก็ประสบความสำเร็จ มีการขยับขยายสู่โรงงานแห่งที่ 2 ในย่านจอมทอง จากพนักงาน 3-4 คน ก็เพิ่มขึ้นเป็น 20-30 คน
แต่หลังจากปี 2554 ที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ ประกอบกับการสูญเสียอากง ทำให้ธุรกิจเริ่มซบเซาลงเรื่อยๆ ท้ายที่สุดจึงตัดสินใจปิดโรงงานแห่งแรก เหลือไว้เพียงแห่งเดียว ณ ปัจจุบันที่จอมทอง
ส่วนพนักงานบางส่วนตัดสินใจอยู่ต่อ และบางส่วนตัดสินใจแยกย้ายกันไปเติบโต เพราะปัจจัยด้านต่างๆ เช่น การเดินทางที่ไม่สะดวก แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังมีการติดต่อกันอยู่เสมอ เพราะการบริหารที่อยู่กันแบบครอบครัวของอากงอาม่า จึงทำให้มีความสนิทสนมกัน

จากออฟไลน์สู่ออนไลน์
ในการขายสมุดนักเรียนยุคก่อน คุณมิน เล่าว่า เน้นไปที่การขายส่งตามความตั้งใจของอากงที่มีประสบการณ์การเป็นเซลส์มาก่อน จึงขายส่งตามร้านเครื่องเขียนที่มีคอนเน็กชันเก่าอยู่แล้ว
“เมื่อก่อนต้องยอมรับว่าคนใช้สมุดกันเยอะ ตามโรงเรียนยังไม่มีการพิมพ์สมุดหน้าปกตราโรงเรียน ในตลาดมีสมุดแบบไหนก็ใช้แบบนั้น ประกอบกับการผลิต OEM หรือเทคโนโลยีที่ไม่ได้สะดวก จึงทำให้สมุดของเราขายดี
จากผลิตในตึกแถว 2 ห้อง 3 ห้อง 4 ห้อง ขยับขยายขึ้นเรื่อยๆ ก็ยังไม่พอ ทำโอทีก็ยังไม่ทัน ต้องไปจ้างคนข้างนอกผลิต เอากระดาษ เอาวัตถุดิบเราไป เพราะเราผลิตเองไม่ทัน อาม่าเล่าให้ฟัง ต้องใช้รถ 6 ล้อมารับสมุดในเลนแคบๆ ที่รถสวนทางไม่ได้ด้วยซ้ำ ด้วยจำนวนสมุดที่เยอะมาก เป็นล้านๆ เล่มต่อเดือน เพราะลูกค้าซื้อไปตุนในช่วงใกล้เปิดเทอมซึ่งจะขายดีมากๆ”
ส่วนการขายในปัจจุบันเมื่อคนทั้ง 3 รุ่น ช่วยกันบริหาร ทั้งอาม่า ทายาทรุ่น 2 และทายาทรุ่น 3 การขายจึงปรับเปลี่ยน จากขายส่งสู่การขายปลีก และบุกออนไลน์ได้ประมาณ 1 ปี เพื่อขยายฐานลูกค้าใหม่ให้มากขึ้น
และสมุดที่ขายดีเป็นอันดับ 1 จำนวนหลายหมื่นเล่มต่อเดือนในช้อปปี้คือ ‘สมุดนักเรียนปกหลัง 8 วิชา’ ทั้งๆ ที่ขายราคาเล่มละ 13 บาท ซึ่งสูงกว่าเจ้าอื่น
“ขายวันแรกๆ มันก็ไม่ดีหรอก วันละ 1-2 ออร์เดอร์ ขายไปท้อไป ก็ทำมาเรื่อยๆ จนติดตลาด ยิ่งคนซื้อเยอะ ลูกค้ารีวิว ร้านยิ่งน่าเชื่อถือ ต้องใช้เวลาสั่งสม” คุณมิน เล่าให้ฟัง

สู้ด้วยดีไซน์ และคุณภาพ
ในส่วนของดีไซน์ เมื่อคุณมินเข้ามาดูในส่วนนี้ เขาได้ปรับดีไซน์และเพิ่มเรื่องคุณภาพ เพราะสมุดในยุคก่อนมีการดัมป์ราคาให้ถูกเพื่อแข่งขันในตลาด คุณภาพและดีไซน์จึงถูกทิ้งไป และไม่มีการปรับมานานพอสมควร
ส่วนเรื่องความแตกต่างของเจเนอเรชันคนรุ่นก่อนกับคนรุ่นใหม่ ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะครอบครัวเปิดกว้าง และยอมรับความคิดของคนรุ่นใหม่ อีกทั้งยังยินดีที่ลูกหลานเข้ามาปรับเปลี่ยนธุรกิจให้ดียิ่งขึ้น
“เรารู้สึกว่ามันแข่งขันยากในตลาดปัจจุบันที่มีเจ้าใหญ่ลงมาเล่น และเขาสามารถทำราคาได้ถูกกว่า เลยต้องเปลี่ยนมาสู้ด้วยเรื่องคุณภาพ และปรับดีไซน์ให้ทันสมัยมากขึ้น
ด้วยความเป็นคนยุคนี้ เราเสพสื่อ เราใช้สินค้าที่ไม่เหมือนกันกับคนยุคก่อน เทรนด์ศิลปะ เทรนด์สเปกสินค้าที่อยากได้มันต่างกัน เราจะรู้เลยว่าตัวเองอยากใช้สมุดแบบไหนและแค่ทำมันออกมา โดยไม่ต้องมานั่งคิดว่าต้องเปลี่ยนให้เพอร์เฟกต์ที่สุด ต้องทำรีเสิร์ช หรือต้องคิดว่าจะมีคนซื้อไหม แค่เปลี่ยนได้ อย่างน้อยก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย ซึ่งพอเปลี่ยนแล้วคนก็ชอบ เป็นการเปลี่ยนสิ่งเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่ในสายตาลูกค้า”
โดยสิ่งแรกที่ปรับเปลี่ยนได้ง่ายที่สุด คุณมินเริ่มต้นจากลวดลายบนปกสมุดให้มีความทันสมัยมากขึ้น ส่วนด้านหลังสมุด จากสูตรคูณได้เปลี่ยนเป็นหลักสูตร 8 วิชา หรือที่เรียกกันว่า ‘สมุดนักเรียนปกหลัง 8 วิชา’
“ปกหลังสมุดใช้เวลานานมาก เพราะไม่รู้จะใส่อะไร ใส่แล้วถูกต้องหรือเปล่า สมเหตุสมผลหรือมีข้อผิดพลาดไหม เลยใช้เวลาตรวจและแก้นาน เราขอความช่วยเหลือจากคนที่เชี่ยวชาญ 1 วิชาต้องส่งให้หลายคนตรวจ เพราะอาจเรียนไม่เหมือนกัน ถ้าหาข้อสรุปไม่ได้ก็ยึดกระทรวงศึกษาธิการ บางวิชาก็ต้องก้าวนำ เช่น ใส่เรื่องความหลากหลายทางเพศในวิชาสุขศึกษา ซึ่งอ้างอิงมาตรฐาน SOGIESC เพราะมองว่าเรื่องนี้ยังมีสอนแค่บางโรงเรียน”

จากนั้นปรับกระบวนการผลิตให้มีคุณภาพ มีความละเอียดประณีตมากที่สุด ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ใช้เวลาพอสมควรและเป็นเรื่องยาก
“พนักงานของเราทำงานแบบเดิมๆ มาตลอด เราต้องเข้าไปเปลี่ยนความคิด ว่าโรงงานกำลังก้าวสู่ยุคที่ใส่ใจคุณภาพมากขึ้น บางทีต้องลงไปหาวิธีทำด้วยตัวเอง มีการทดลองเกิดขึ้นตลอดเวลา หาปัญหาที่หลงเหลือเพื่อแก้ไข ลองผิดลองถูกและเรียนรู้กันไป
อย่างการตีเส้นสมุด เราทำสมุดเส้นเดี่ยวเยอะ เมื่อก่อนไม่เคยแคร์ว่าเส้นมีความสม่ำเสมอไหม ขาดช่วงไหม ขรุขระไหม พอเรามาพัฒนาก็พบว่าเส้นสมุดไม่คมชัด ก็ต้องไล่ดูเครื่องที่เอาไว้ขีดเส้น จนรู้ว่า เข็มที่ขีดเส้น ใช้มา 20-30 ปี ไม่เคยเปลี่ยน ความสึกทำให้เส้นขาดๆ หายๆ ก็ต้องเปลี่ยนยกแผง แล้วก็ต้องใช้เวลาจูนเครื่อง เสียกระดาษไปจำนวนหนึ่งกว่าจะเข้าที่
หรือกระดาษ เมื่อก่อนใช้ราคาถูก จึงมีความหยาบ ก็เปลี่ยนมาเป็นตัวที่เนียนและลื่นมากกว่า ซึ่งมีต้นทุนสูงกว่าประมาณหนึ่ง ทำให้ต้องปรับราคาสมุดเพิ่มขึ้น
แต่ก็พบปัญหา กระดาษที่เนียนมากขึ้น ความฟูจะน้อยลง ทำให้สมุดที่มีจำนวนแผ่นเท่าเดิม เมื่อนำมาเข้าเล่มจะดูบางลง และทำให้เหลือพื้นที่ในการแพ็ก ต้องแก้ด้วยการซื้อถุงพลาสติกไซซ์ใหม่” ทายาทรุ่น 3 เล่าถึงปัญหาที่เกิดต่อกันเป็นลูกโซ่
ซึ่งการปรับเปลี่ยนครั้งนี้ แม้จะสวยกว่าเดิม แต่ฟีดแบ็กที่ได้กลับไม่เป็นดังหวัง ในช่วงแรกไม่สามารถขายส่งในลูกค้ากลุ่มเดิมที่ซื้อขายกันมาเป็นสิบๆ ปี เพราะลูกค้าไม่กล้าเปลี่ยน อีกทั้งขายแบบเดิมเขาก็มีคนซื้ออยู่แล้ว
ถึงอย่างนั้นก็ยังมีสมุดบางรุ่นที่ยังคงสเปกเดิม คือสมุดที่คนซื้อไปทำบุญเล่มบางๆ ซึ่งจะขายดีช่วงเทศกาลทอดกฐิน ลูกค้านำไปโยนในหลุมที่ใช้ฝังลูกนิมิต เพราะมีความเชื่อว่าจะทำให้มีความรู้ มีปัญญา และมีการเพิ่มสมุดโน้ตเข้ามารองรับลูกค้าใหม่ๆ ด้วย

คอนเทนต์ชุบชีวิต
อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้ชื่อของโรงงานสมุดโกญจนาทกลับมาโลดแล่นอีกครั้ง นั่นคือ การปั้นคอนเทนต์บนโลกออนไลน์ โดยทายาทรุ่น 3 ที่ขณะนี้เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ในรั้วจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า ธุรกิจสมัยนี้มีการทำคอนเทนต์เป็นปกติ จึงลองทำบ้าง
แม้ในช่วงแรกผลตอบรับยังไม่ดี แต่เมื่อจับแนวทางได้ก็ทำให้คนเริ่มรู้จักแบรนด์มากขึ้น โดยเริ่มบุกเบิกมาพร้อมๆ กับการขายออนไลน์
“บางคนใช้สมุดเรามาตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยรู้เลยโรงงานเราอยู่ที่ไหน เราผลิตยังไง ก็รับรู้ได้ผ่านคอนเทนต์ หรือพี่ๆ น้องๆ พนักงานที่เคยทำงานมาด้วยกัน แล้วไม่รู้จะติดต่อเราช่องทางไหน ก็กลับมาเจอกันในคอนเทนต์ มาคอมเมนต์ว่าคิดถึง ถามไถ่ถึงเพื่อนๆ ที่เคยทำงานด้วยกัน” คุณมิน เล่าถึงสิ่งที่ได้จากการทำคอนเทนต์
ก้าวต่อไปของ โกญจนาท
อย่างไรก็ตาม การเดินทางของโรงงานสมุดแห่งนี้ยาวนานมาถึง 40 กว่าปี สำหรับทายาทรุ่น 3 แล้ว ยังตั้งใจพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ออกมาอยู่เสมอ แม้ต้องใช้เวลาแต่ก็ต้องค่อยๆ หาวิธีทำให้เกิดขึ้นจริง
และได้ฝากทิ้งท้ายไว้ว่า “อยากให้โกญจนาท เป็นแบรนด์สมุดของคนไทยที่มีคุณภาพและราคาจับต้องได้ อยากให้คนที่อยากจะใช้สมุดดีๆ สักเล่มนึกถึงเรา”
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2568
