5 ปีที่อิตาลี หรือจะสู้ 78 ปี ที่ซานฟรานซิสโก
นี่ก็สมูทเหมือนกันนะ
จากร้านไอศกรีมเล็ก ๆ ในซานฟรานซิสโก สู่ Swensen’s แบรนด์ที่คนทั้งโลกรัก เรื่องราวกว่า 78 ปีที่ไม่ได้หวานมาตลอด
หากพูดถึงร้านไอศกรีมที่อยู่ในความทรงจำของคนไทย หลายคนคงนึกถึง Swensen’s เป็นชื่อแรก ๆ ไม่ว่าจะเป็นการฉลองวันเกิด การพาครอบครัวไปทานของหวาน หรือเมนูซันเดย์ที่กลายเป็นภาพจำของหลายเจเนอเรชัน
แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่า จุดเริ่มต้นของแบรนด์นี้ไม่ได้มาจากนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ หากแต่เกิดจากอดีตทหารเรือคนหนึ่งที่เชื่อว่า “ไอศกรีมที่อร่อย” สามารถสร้างความสุขให้ผู้คนได้
เมื่ออดีตทหารเรือตกหลุมรักการทำไอศกรีม
Swensen’s ก่อตั้งขึ้นในปี 1948 โดย Earle Swensen อดีตนักดับเพลิงที่ต้องไปเป็นทหารเรือกองทัพสหรัฐฯ ตอนช่วงรบสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งบนเรือรบที่เขาประจำการอยู่นั้น มีเครื่องทำไอศกรีมไว้แจกจ่ายทหาร เขาจึงได้เรียนรู้การทำไอศกรีมระหว่างปฏิบัติหน้าที่บนเรือนั้น หลังปลดประจำการ เขาจึงนำความชอบและความเชี่ยวชาญนี้มาเปิดร้านไอศกรีมร้านแรกที่ซานฟรานซิสโกในปี 1948 ด้วยเชื่อว่า หากใช้วัตถุดิบที่ดีที่สุด ทำไอศกรีมด้วยความใส่ใจ และขายในราคาที่คุ้มค่า ลูกค้าจะกลับมาเสมอ

ปรัชญาของเขาคือ Quality, Quantity and Value หรือคุณภาพ ปริมาณ และความคุ้มค่า ซึ่งยังคงเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์มาจนถึงปัจจุบัน
สาขาแรก ตั้งอยู่บริเวณหัวมุมถนน Union Street และ Hyde Street เมืองซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นย่านที่มีรถราง Cable Car อันเป็นเอกลักษณ์ของเมืองวิ่งผ่าน
ร้านแห่งนี้เริ่มต้นจากร้านไอศกรีมเล็ก ๆ ที่รับลูกค้าแบบซื้อกลับบ้านเป็นหลัก ก่อนจะค่อย ๆ กลายเป็นร้านยอดนิยมของคนในเมือง
สิ่งที่ทำให้ร้านแตกต่างจากคู่แข่ง คือการให้ลูกค้าชิมรสชาติใหม่ ๆ และเปิดรับความคิดเห็นเพื่อนำไปพัฒนาสูตรอยู่เสมอ ซึ่งถือเป็นแนวคิดที่ล้ำหน้ามากในยุคนั้น
วานิลลาคือรสขึ้นชื่อ
แม้ว่ารสชาติที่ Earle Swensen ชื่นชอบที่สุดคือ Vanilla แต่เขาไม่เคยหยุดทดลองรสชาติใหม่ ๆ ภายในเวลาไม่นาน เขาพัฒนาไอศกรีมมากกว่า 150 รสชาติ พร้อมใช้สโลแกน Good as Father Used to Make สะท้อนภาพของไอศกรีมโฮมเมดที่ทำจากวัตถุดิบคุณภาพ
ต่อมา Swensen’s ยังพัฒนารสชาติใหม่อย่างต่อเนื่อง จนมีสูตรไอศกรีมมากกว่า 300 รสชาติ ทั่วโลก รวมถึงรสชาติที่ออกแบบเฉพาะแต่ละประเทศ อาทิ Matcha Green Tea และ Durian

ไอศกรีมตระกูลซันเดย์
สิ่งที่ทำให้ Swensen’s กลายเป็นแบรนด์ระดับโลก คือ เมนู Sundae โดยเฉพาะ Earthquake ซันเดย์ขนาดใหญ่สำหรับแชร์หลายคน ซึ่งกลายเป็นเมนูซิกเนเจอร์ของแบรนด์
และเมนูอย่าง Sticky Chewy Chocolate คือหนึ่งในรสชาติยอดนิยมตลอดกาล ซึ่งเกิดจากการทดลองสูตรที่ผิดพลาด แต่กลับอร่อยเกินคาด
Swensen’s เริ่มเปิดแฟรนไชส์ในช่วงทศวรรษ 1960 ต่อมาในช่วงปี 1970 Earle Swensen ตัดสินใจขายสิทธิ์แฟรนไชส์ให้กับกลุ่มนักลงทุน เพื่อเร่งการเติบโตทั่วสหรัฐอเมริกา ขณะที่ยังคงถือสิทธิ์ร้านดั้งเดิมในซานฟรานซิสโกไว้
ทำให้ในช่วงทศวรรษ 1980 Swensen’s เติบโตอย่างรวดเร็ว จนมีร้านประมาณ 400 สาขา ในสหรัฐฯ และหลายประเทศทั่วโลก
แบรนด์เริ่มหายไปจากสหรัฐฯ
กระทั่งในช่วงทศวรรษ 1990 ธุรกิจต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากร้านไอศกรีมและแบรนด์อาหารฟาสต์ฟู้ด รวมถึงพฤติกรรมผู้บริโภคชาวอเมริกันที่เริ่มใส่ใจสุขภาพมากขึ้น จำนวนสาขาในสหรัฐฯ จึงลดลงอย่างต่อเนื่อง จากหลายร้อยแห่งเหลือเพียงไม่กี่สาขา
อย่างไรก็ตาม แบรนด์ไม่ได้หายไป แต่เลือกเปลี่ยนจุดโฟกัสไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชีย ซึ่งตอบรับแนวคิดร้านไอศกรีมสำหรับครอบครัวได้เป็นอย่างดี
Swensen’s เดินทางมาถึงไทย
ปี 1986 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของแบรนด์ เมื่อ Minor Food ได้รับสิทธิ์ Master Franchise ในการบริหาร Swensen’s ในหลายประเทศของเอเชียและตะวันออกกลาง Swensen’s ประเทศไทยเปิดสาขาแรกที่ เซ็นทรัล ลาดพร้าว
จากร้านไอศกรีมต่างประเทศ แบรนด์ค่อย ๆ ปรับเมนู โปรโมชั่น และรสชาติให้เข้ากับผู้บริโภคไทย จนกลายเป็นร้านไอศกรีมที่หลายครอบครัวเลือกใช้เป็นสถานที่เฉลิมฉลองในโอกาสพิเศษ
ปัจจุบันประเทศไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่แข็งแกร่งที่สุดของแบรนด์

Minor Food เปิดเผยว่า ปี 2024 บริษัทดำเนินธุรกิจ Swensen’s ผ่าน 377 สาขา ใน 4 ประเทศ ได้แก่ ไทย เวียดนาม กัมพูชา และลาว โดยประเทศไทยเป็นตลาดหลักของเครือข่ายดังกล่าว
แม้ธุรกิจจะเคยเผชิญช่วงขาลงในประเทศต้นกำเนิด แต่การขยายสู่ตลาดเอเชียและการเปิดพื้นที่ให้แต่ละประเทศพัฒนาเมนูที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ทำให้ Swensen’s ยังคงเป็นหนึ่งในแบรนด์ไอศกรีมที่ผู้คนทั่วโลกจดจำ และสำหรับประเทศไทย ก็ยังคงเป็นชื่อที่เชื่อมโยงกับช่วงเวลาแห่งความสุขของผู้บริโภคมานานหลายทศวรรษ
ไทยยังเป็นผู้ริเริ่มเมนูใหม่ ๆ ที่ได้รับความนิยม เช่น Mango Sticky Rice Ice Cream ไอศกรีมข้าวเหนียวมะม่วง และไอศกรีมทุเรียนซันเดย์ สร้างกระแสบนโซเชียลมีเดีย สะท้อนการปรับแบรนด์ให้เข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น แทนที่จะใช้เมนูเดียวกันทั่วโลก
สัญลักษณ์ “โคมฟ้า” สุดคลาสสิก
หากสังเกตดีไซน์ตกแต่งร้าน Swensen’s ยุคแรกๆ (และบางสาขาในปัจจุบัน) จะเห็นโคมไฟแก้วสี ๆ สไตล์ Tiffany Lamp ห้อยอยู่ตามโต๊ะ เรื่องลับคือ Earle Swensen เป็นคนเลือกดีไซน์โคมไฟนี้ด้วยตัวเอง เพราะอยากให้บรรยากาศร้านมีความรู้สึกอบอุ่น เหมือนนั่งกินไอศกรีมอยู่ที่บ้านในยุค 1900s

ในประเทศไทยมีบริษัทไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เป็นเจ้าของและบริหารจัดการแฟรนไชส์ เป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดของแบรนด์นี้จากทั่วโลก บริษัทแม่ระบุว่า สเวนเซ่นส์ ประเทศไทย ยังคงครองส่วนแบ่งทางการตลาดไอศกรีมพรีเมียมมากกว่า 75% ซึ่งรายได้จาก Swensen’s เป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตของยอดขายสาขาเดิมทั่วทั้งระบบของไมเนอร์ ฟู้ดส์ ตัวเลขยอดขายจะถูกรวมอยู่ในรายได้ด้านอาหารและเครื่องดื่มโดยรวมของไมเนอร์ ฟู้ดส์
ขณะที่สิงคโปร์ เครือร้านอาหารแห่งนี้บริหารงานโดย ABR Holdings ซึ่งรายงานรายได้รวม 143 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ราว 3,700 ล้านบาท จากแบรนด์อาหารและเครื่องดื่มทั้งหมดในเครือ
สำหรับอเมริกาเหนือและภูมิภาคอื่นๆ Swensen’s ดำเนินงานในฐานะองค์กรเอกชนขนาดเล็กที่มีการดำเนินงานแบบแฟรนไชส์อิสระ ซึ่งโดยทั่วไปมีมูลค่าประมาณ 5 ล้านถึง 22 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นอยู่กับขอบเขตของภูมิภาค
อย่างไรก็ดี Swensen’s ไทยถูกกลับมาพูดถึงอีกครั้ง กับไวรัลร่วมเทรนด์ ไอศกรีมอัลตร้าสมูท รส มอคค่า อัลมอนด์ ฟัดจ์ จากสูตร 40 ปี เมืองซานฟรานซิสโก เคี้ยวได้ ถ่ายรูปได้

จากราคาปกติ 5xx บาท เหลือเพียง 89 บาท นำช้อนและแก้วกลับบ้านได้ จำกัด 100 ถ้วยเท่านั้น ตั้งแต่วันที่ 22 กรกฎาคม 2569 เป็นต้นไป (หรือจนกว่าสินค้าจะหมด) ที่สเวนเซ่นส์ 5 สาขา ได้แก่ สยาม พารากอน, เซ็นทรัล ลาดพร้าว, เซ็นทรัล ปิ่นเกล้า, เดอะมอลล์บางกะปิ และฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต
นับเป็นการโปรโมทที่เรียกเสียงฮาได้ไม่น้อย และทำให้ชื่อของ Swensen’s ไทยล้อไปกับเทรนด์อัลตร้าสมูทได้อย่างชาญฉลาด
ซึ่งจริง ๆ คำว่า “Ultra smooth” แปลตรงตัวว่า เนียนเรียบ ไร้รอยต่อ หรือละเอียดมากเป็นพิเศษ แต่นับแต่ที่เกิดกระแสแบรนด์เจลาโต้ (Gelato) คำว่าอัลตร้าสมูทก็ถูกนำมาใช้เป็นสแลงพูดถึงสิ่งใดก็ตามที่มีเนื้อสัมผัสที่นุ่ม ๆ ละมุนละไม
นอกจากวงการของหวานแล้ว คำว่า “Ultra-smooth” ยังใช้ในชีวิตประจำวันเพื่ออธิบายถึง
- ผิวพรรณหรือเส้นผม: ผิวที่เรียบเนียน ไร้ความหยาบกร้าน หรือผมที่ตรงสลวย
- การทำงาน: กระบวนการหรือระบบที่ราบรื่น ไม่มีสะดุด (เช่น การสตรีมมิ่งที่ลื่นไหล หรือการทำงานของเครื่องยนต์ที่นิ่มนวล
