จากนักศึกษาที่อยากหารายได้เสริม เริ่มจากการเป็นตัวแทนขายเครื่องสำอาง และอยากมีธุรกิจของตัวเอง จึงปั้นแบรนด์เครื่องสำอางขึ้น ที่เรียกได้ว่าเติบโตอย่างรวดเร็วในวงการบิวตี้ แต่กว่าจะมาถึงทุกวันนี้ได้ คุณไอติมและคุณเฟรนฟราย ต้องเผชิญกับปัญหาต่างๆ ฝ่าดราม่ามากมาย แต่เขาก็ไม่ยอมแพ้ สามารถพลิกให้แบรนด์กลับมายืนหนึ่งได้อีกครั้ง โดยใช้กลยุทธ์ “ใช้ใจนำ” จนสามารถสร้างรายได้ทะลุ 400 ล้านบาท ภายในปีเดียว
จุดเริ่มต้นแบรนด์ LA GLACE
แบรนด์ La Glace (ลา กลาส) ก่อตั้งโดย คุณไอติม-เอมลินทร์ ธีรธนากิตติพงษ์ และคุณเฟรนฟราย-ทิวาทัพพ์ ธรารักษ์อนันต์ ที่ตอนนั้นทั้งคู่เป็นนักศึกษาที่อยากหารายได้เสริม
โดยคุณไอติมเริ่มต้นจากการเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับแบรนด์เครื่องสำอางออนไลน์ก่อน หลังจากนั้นเมื่อเห็นว่ามีฐานลูกค้าเยอะขึ้น จึงตัดสินใจทำแบรนด์ของตัวเองขึ้น ชื่อแบรนด์ว่า LA GLACE (ลา กลาส)
สินค้าที่ขายคือ ‘สบู่ไข่และกันแดด’ พร้อมกับปั้นตัวเองให้เป็นเน็ตไอดอล ทำคลิปลง YouTube เกี่ยวกับการแต่งหน้าและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต ซึ่งได้รับผลตอบรับดีมาก จนมีผู้ติดตามนับแสน Subscriber
ต่อมาก็เกิดประเด็นดราม่ามากมาย ทั้งเรื่องราคาที่หลายคนบอกว่าแพงเกินไป หรือจะเป็นตัวสินค้าที่ยังได้คุณภาพที่ไม่ดี บวกกับประสบการณ์ยังไม่เยอะมาก ทำให้บริษัทขาดทุนไปกว่า 20 ล้านบาท
จนคุณไอติมเกิดความเครียดอย่างหนักจนเกือบคิดสั้น และหายไปจากโลกออนไลน์เป็นเวลากว่า 2 ปี พร้อมกับการกลับมาเริ่มต้นใหม่ในแบรนด์นี้อีกครั้ง
ทำสินค้าให้ดี รับฟังลูกค้า
คุณไอติม เล่าว่า ความตั้งใจของแบรนด์ ลา กลาส จะพยายามไม่ขายตรงจนเกินไป “ว่าอันนี้เป็นลิปนะ ซื้อสิ” แต่จะเน้นขาย Emotional อยากให้เวลาลูกค้าหยิบขึ้นมาแล้วรู้สึกพิเศษ
โดยเวลาแบรนด์จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ จะต้องถามคนในทีมก่อนว่าตัวนี้ดีไหม มองแล้วรู้สึกว้าวหรือเปล่า ถ้าถามแล้วเขารู้สึกตาเป็นประกาย ถึงจะกล้าที่จะวางขายจริง
เพื่อให้ลูกค้าสัมผัสได้ว่า สิ่งที่ขายมันดีจริง ทางเจ้าของ หรือทางทีมงานก็มีการใช้จริงๆ

อย่างล่าสุดกับตัว ‘โทนเนอร์แพด ลา กลาส’ La Glace Daily Toner Pads ราคาเริ่มต้น 390 บาท ที่ตอนนี้ขึ้นแท่นกลายเป็น Hero Product ณ ตอนนี้ หลายคนใช้แล้วออกมารีวิวว่าของดีจริง ชุ่มฉ่ำ เกิดการบอกต่อ จนทำให้แบรนด์ติดตลาด และทุบสถิติสร้างยอดขาย 20 ล้านบาท ภายใน 1 ชั่วโมง!
นอกจากนี้ การทำธุรกิจของคุณไอติมคือการใช้ใจนำ พยายามทำสินค้าให้ครอบคลุมลูกค้าทุกกลุ่ม
ไม่ว่าจะเป็น Baebie Blush ที่ตอนแรกผลิตเพียงสีชมพู แต่เมื่อลูกค้าเรียกร้องอยากได้สีอื่นๆ คุณไอติมก็รับฟัง และผลิตออกมาเพิ่มอีกหลายเฉดสี

อีกหนึ่งสินค้าที่ขายดี นั่นคือ ‘บลัชดำ’ (LA GLACE Black Magic Lip And Cheek pH Blush Your Shade) ที่จะเปลี่ยนสีตามค่า pH ของผิวแต่ละคน โดยสินค้านี้ตอนแรกทางแบรนด์ตั้งใจจะทำเป็น Limited Edition แต่เมื่อวางขายครั้งแรก ผลตอบรับดีเกินคาด จนล่าสุดยอดขายทะลุไปกว่า 1,000,000 ตลับ
ถึงแม้ในบางครั้งการทำธุรกิจไม่ได้ราบรื่นเสมอไป แต่เมื่อเกิดดราม่าขึ้น มีลูกค้าออกมาคอมเพลนสินค้า ทางแบรนด์ก็ไม่นิ่งนอนใจ ออกมา Take Action และชี้แจ้งอย่างรวดเร็ว พร้อมกับรับฟังความเห็นลูกค้าเพื่อนำไปปรับใช้ในแบรนด์อย่างสม่ำเสมอ
สร้างตัวตนที่ชัดเจน
ในด้านการตลาด ลา กลาส มักจะมีการทำคอนเทนต์ ถ่ายเบื้องหลังการทำงานให้กับทุกคนดู เพื่อให้เกิดอารมณ์ร่วม และรู้สึกอินกับแบรนด์ เข้าถึงตัวสินค้าได้ง่ายขึ้น โดยจะเน้นทำคอนเทนต์ผ่าน TikTok และ Instagram ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายหลัก
โดยคอนเทนต์ที่คุณไอติมทำจะเป็นคลิปที่ทำให้คนดูรู้สึกว่าอยากลุกขึ้นมาแต่งหน้า อยากดูแลตัวเองมากขึ้น ซึ่งทำให้ลูกค้าอยากซื้อโดยที่ไม่ได้ยัดเยียดการขาย แต่เป็นการใช้งานจริง รีวิวจริง สร้างความน่าเชื่อถือให้กับตัวสินค้า
ทางด้านทีมงานของลา กลาส เรียกได้ว่าคุณไอติมและคุณเฟรนฟราย เป็น CEO รุ่นใหม่ที่ใส่ใจพนักงาน ไม่ว่าจะเป็น สวัสดิการ ที่มีการให้พนักงานสามารถหยุดในวันเกิดตัวเอง วันเกิดพ่อ แม่ แฟน หรือคนในทีมคนไหนพาเพื่อนมาสมัครงานก็รับค่าแนะนำไปเลย 5,000 บาท
จากข้อมูลผลประกอบการ บริษัท ไอดีล แอนด์ มาเวลลัส เท็น จำกัด แบรนด์ La Glace
ปี 2564 รายได้รวม 13.2 ล้านบาท กำไร 1.1 ล้านบาท
ปี 2565 รายได้รวม 40 ล้านบาท กำไร 1.6 ล้านบาท
ปี 2566 รายได้รวม 401.3 ล้านบาท กำไร 108.1 ล้านบาท
อ้างอิง
La glace
itimbaebie
เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ 21 พ.ค. 68
อ่านบทความที่เกี่ยวข้อง
