คำถามยอดฮิตของผู้ประกอบการหน้าใหม่ที่ว่า “จะหาลูกค้าจากไหน?” ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่องบการตลาดมีจำกัด ผศ.ดร.กฤตินี เพิ่มทรัพย์ อาจารย์พิเศษภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้คำแนะนำจากรายการ Innovative Wisdom ของ Chula Radio Plus ว่าแบรนด์เล็กๆ ไม่จำเป็นต้องใช้งบมหาศาลไปกับโฆษณา แต่ควรเน้นที่การสร้าง “ความว้าว” ให้กับลูกค้า เพื่อนำไปสู่การบอกต่อและการเติบโตอย่างยั่งยืน
เมื่อตำราการตลาดใหญ่ใช้ไม่ได้กับแบรนด์เล็ก
ตำราการตลาดที่เราคุ้นเคยอย่าง IMC (Integrated Marketing Communications) หรือการสื่อสารทางการตลาดอย่างบูรณาการ ที่รวมการโฆษณา, PR, โซเชียลมีเดีย, การขายตรง, Blogging หรือต้องดูว่าจะต้องไปเผยแพร่ที่ช่องทางไหน จ้างอินฟลูเอนเซอร์หรือ KOL เป็นใคร รู้สึกว่าต้องมีอะไรให้ทำเยอะมาก
หรือแม้แต่ 5A Model ของปรมาจารย์ฟิลิป คอตเลอร์ (Philip Kotler) จะพูดถึงการทำแบรนด์ว่า ในการสื่อสารออกไปจะต้องมี 5A Model คือ
- Aware ทำอย่างไรให้ลูกค้ารู้จักเราก่อน
- Appeal ทำอย่างไรให้น่าสนใจ ดึงดูดให้ลูกค้าอยากเข้ามาหาแบรนด์เรา
- Ask ทำอย่างไรให้ลูกค้าอยากถามคำถามกับแบรนด์ของเรา
- Act ทำอย่างไรให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อแบรนด์เรา
- Advocate ทำอย่างไรให้ลูกค้ากลายเป็น FC แบรนด์เราไปเลย
อย่างไรก็ตาม ทั้ง 2 โมเดลล้วนเป็นโมเดลที่เหมาะกับธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีงบประมาณและกำลังคนมหาศาล แต่สำหรับผู้ประกอบการ SMEs หรือแบรนด์ใหม่ที่มีทุนจำกัด การจะทำตามทั้งหมดนั้นเป็นเรื่องยากและใช้เงินสูง
ดังนั้น แบรนด์เล็กๆ จึงต้องเปลี่ยนวิธีคิด แทนที่จะถามว่าจะทำโฆษณาอย่างไรให้ว้าว ต้องกลับมาดูที่ “สินค้าของเราทำอย่างไรให้ลูกค้าว้าว?”
แก่นแท้ของการหาลูกค้าสำหรับแบรนด์ใหม่ คือ ทำให้ลูกค้า “ว้าว”
แนวคิดสำคัญคือการสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจและไม่เหมือนใครให้กับลูกค้า จนพวกเขารู้สึก “ว้าว” และอยากบอกต่อ ซึ่งจะนำไปสู่การเข้าถึงลูกค้าวงกว้างโดยไม่ต้องใช้งบโฆษณาแม้แต่บาทเดียว
ตัวอย่างจากผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จ
– ตามใจคาเฟ่ : TikTok สร้างกระแสให้ “ลุงชงชา”

ร้านกาแฟลับย่านสุทธิสารที่โด่งดังบน TikTok ด้วยบรรยากาศบ้านทรงไทยร่มรื่นใจกลางเมือง และการนำเสนอชาที่แปลกใหม่ เช่น การใช้นาฬิกาทรายจับเวลาชงชา เจ้าของร้านเพียงแค่ทำคลิปในช่อง TikTok “ลุงชงชา” ไปเรื่อยๆ จนเริ่มมีสื่อให้ความสนใจ สัมภาษณ์เรื่องราวของคุณลุง ทำให้คนอยากเข้ามาสัมผัสประสบการณ์จริง ร้านนี้ไม่ได้ใช้งบการตลาดมหาศาล แต่ใช้ “ความว้าว” ของบรรยากาศและวิธีการนำเสนอสินค้าสร้างการรับรู้และการบอกต่อ
– MAISON CACAO : ช็อกโกแลตฉ่ำว้าว สู่เวทีระดับโลก

แบรนด์ช็อกโกแลตญี่ปุ่นที่ก่อตั้งเมื่อปี 2015 โดยอดีตมนุษย์เงินเดือนที่หลงใหลในรสชาติของ CACAO จากโคลอมเบีย พวกเขาไม่ได้เริ่มต้นด้วยการตลาดใหญ่โต แต่เน้นที่คุณภาพและรสชาติที่แตกต่าง ความฉ่ำที่ไม่เหมือนนามะช็อกโกแลตทั่วไป
โดยตั้งร้านในเมืองคามาคุระ ซึ่งในเมืองนี้จะมีคาเฟ่น่ารักๆ มีวัด ร้านขายของที่ระลึก อยู่ดีๆ มีร้านช็อกโกแลตข้าไปตั้ง ก็จะมีความโดดเด่นไปแล้วระดับหนึ่ง เมื่อลูกค้าได้ลองชิมก็รู้สึก “ว้าว” และบอกต่อกันปากต่อปาก จนชื่อเสียงไปถึงสายการบิน ANA และได้เสิร์ฟบนชั้น Business Class ไม่เพียงเท่านั้น ในปี 2019 ยังได้รับเลือกเป็นของที่ระลึกสำหรับผู้นำประเทศในการประชุม G20 ที่โอซาก้า นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนว่าเมื่อสินค้า “ว้าว” ด้วยตัวเอง แบรนด์ก็สามารถเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด
2 ปัจจัยที่ทำให้สินค้า “ว้าว”
แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าเรา “ว้าว” ลองทดสอบตลาดง่ายๆ ด้วยการให้ลูกค้าหรือคนรอบข้างลองใช้หรือชิม แล้วสังเกตปฏิกิริยาของพวกเขาว่า “ว้าว” หรือไม่ สินค้าที่ “ว้าว” มักจะมี 2 คุณสมบัติสำคัญ ได้แก่
1. ไม่เคยเห็นมาก่อน ผู้บริโภคไม่เคยรู้จักหรือไม่มีประสบการณ์กับสิ่งนี้มาก่อน เช่น ช็อกโกแลตสดที่ “ฉ่ำ” จนไม่เคยเจอที่ไหน
2. มีประโยชน์หรือสรรพคุณที่ชัดเจน สินค้าไม่ได้แปลกอย่างเดียว แต่ต้องมีประโยชน์หรือคุณสมบัติโดดเด่น เช่น ช็อกโกแลตที่ละลายในปากและชุ่มฉ่ำอย่างชัดเจน หากแค่แปลกแต่ไม่มีประโยชน์ ก็จะไม่เกิดความ “ว้าว” ที่แท้จริง
ลงทุนที่ “สินค้า” เพื่อสร้าง “การบอกต่อ”
เมื่อลูกค้าเกิดความรู้สึกว้าวกับสินค้าหรือบริการของเรา จะนำไปสู่การบอกต่ออย่างเป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นการตลาดที่มีพลังมหาศาล เพราะมาจากประสบการณ์จริงของลูกค้าเอง การลงทุนลงแรงของแบรนด์ใหม่จึงไม่ควรอยู่กับการโฆษณาหรืออีเวนต์ แต่ควรลงทุนในการออกแบบสินค้าหรือบริการให้ตอบโจทย์ลูกค้าจริงๆ และสร้างความประทับใจจนเกิดการบอกต่อ
นี่คือแนวทางที่ยั่งยืนที่สุดในการหาลูกค้าและสร้างการเติบโตให้กับแบรนด์ใหม่ โดยไม่ต้องเสียงบโฆษณาแม้แต่บาทเดียว
