Exclusive Featured SMEs

“เชฟไอซ์” ผู้นำคำสอนของย่ามาเป็นแรงผลักดัน สู่ “ร้านศรณ์” อาหารใต้มิชลิน 3 ดาว ที่เริ่มต้นด้วยความฝัน ทำด้วยความรัก และปรุงอย่างพิถีพิถัน

ในครัวเล็กๆ ของ “บ้านไอซ์” ร้านอาหารใต้ย่านประชาชื่น คือห้องเรียนแรกให้เด็กชายคนหนึ่งหัดปรุงเมนู นั่นคือจุดเริ่มต้นของ “เชฟไอซ์-ศุภักษร จงศิริ” ผู้เติบโตมากับรสมือและคำสอนของคุณย่าที่บอกเขาว่า “ใช้ของดี ทำให้ดีที่สุด อย่าโกหกลูกค้า”

แม้วันหนึ่งเขาจะเดินทางไกลไปเรียนต่อด้านสถาปัตย์ แต่เส้นทางชีวิตกลับพาเขากลับมายืนในครัวอีกครั้ง และพาร้าน “Sorn (ศรณ์)” ร้านที่เปิดตามความฝัน ทำด้วยความรัก และปรุงด้วยความพิถีพิถันจากวัตถุดิบที่คัดสรรมาจากภาคใต้ของไทย คว้ารางวัลมิชลิน 3 ดาวมาได้สำเร็จ 

เส้นทางของ เชฟไอซ์

เชฟไอซ์ในวัย 7 ขวบ เริ่มต้นปรุงเมนูประเภทต้ม เพราะทำได้ง่ายที่สุด แม้ในตอนนั้นจะต้องยืนบนลังพลาสติกเพื่อให้สูงพอยืนหน้าเตา

“ตอนเด็กๆ รู้ว่าคุณพ่อจะกลับบ้าน ผมก็เตรียมบางอย่างไว้ แล้วรอดูว่า คุณพ่อทานแล้วบอกอร่อย เหมือนทำให้คนที่เรารัก พอโตขึ้นเราก็รักเพื่อน เพื่อนจะมาบ้าน เราก็ทำอาหารให้ พวกสปาเกตตี ราเมน เมนูจากการ์ตูนญี่ปุ่นที่อ่านเจอ พอเพื่อนชมว่าอร่อย เราก็ดีใจ แต่ผมก็ไม่เคยคิดว่าจะมาประกอบอาชีพ และมาถึงทุกวันนี้นะ”

ห้องเรียนที่สองของเชฟไอซ์ คือมหาวิทยาลัยในบอสตัน สหรัฐอเมริกา 

เขาเลือกเรียนต่อด้านสถาปัตย์แทนด้านอาหาร เพราะในสมัยนั้นยังไม่มีคำว่าเชฟ มีแต่กุ๊กในครัว อีกทั้งยังเป็นอาชีพที่ถูกมองว่าไม่มีเกียรติ ไม่มีรายได้ ทางบ้านจึงไม่สนับสนุนให้เรียน 

หลังเรียนจบ เชฟไอซ์กลับมาทำงานที่ไทยในออฟฟิศใกล้ร้านบ้านไอซ์ ระยะทางไม่เกิน 10 นาที เพราะเป็นห่วงคุณย่าที่อายุมากแล้ว 

และด้วยความเป็นเชฟอยู่ในสายเลือด ช่วงเย็นหลังเลิกงาน เขาจึงเลือกเข้าครัวทำอาหารจากวัตถุดิบต่างๆ ที่รื้อมาจากตู้เย็น โดยมีคนเก่าคนแก่ในร้านมาช่วยสอนเปรียบเหมือนครูคนที่สอง

จนทำให้ร้านบ้านไอซ์กลับมามีชีวิตอีกครั้ง มีลูกค้ามาอุดหนุนจำนวนมาก กลายเป็นจุดเปลี่ยนให้เชฟไอซ์ตัดสินใจลาออกจากงาน มาทุ่มทำร้านบ้านไอซ์สุดตัว 

นำเงินเก็บไปเปิดร้านบ้านไอซ์ สาขา 2 ที่ทองหล่อจากคำชวนของรุ่นพี่ ย่านที่เต็มไปด้วยร้านอาหารญี่ปุ่น แต่เขากลับนำอาหารไทยบ้านๆ ไปเปิด เพราะเชื่อว่า “ถ้าของอร่อย ต้องมีคนกิน”

“ผมทุ่มสุดตัวเหมือนกัน ชิมทุกจานที่ออก แต่มันก็จะมีปัญหา อยู่ดีๆ มีคนออก เราก็ต้องไปทำหน้าที่แทน ครัวอยู่ข้างบนต้องวิ่งขึ้นไปทำอาหาร แคชเชียร์อยู่ข้างล่างต้องวิ่งลงมาคิดเงิน ของหมดต้องวิ่งไปซื้อที่ซูเปอร์มาร์เก็ตข้างหน้า 

หนักสุดคือผมเหนื่อยจัด ยืนหลับร่วงลงไปกลางถนนทองหล่อ 4 เลน ดีที่มีคนมาช่วยไว้ ไม่งั้นตายไปแล้ว มันเหมือนกับว่าทำแล้ว ต้องทำให้ได้ เพราะนอกจากเงินเก็บ ผมยืมเงินพ่อมาส่วนหนึ่งด้วย แล้วก็ไม่มีใครในครอบครัวคิดว่ามันจะรอด”

ท้ายที่สุด เชฟไอซ์ก็ทำสำเร็จ สามารถเปิดร้านบ้านไอซ์ได้มากถึง 7 สาขา 

ลงใต้คัดสรรวัตถุดิบ
ลงใต้คัดสรรวัตถุดิบ

ยิ่งทำ ยิ่งรักอาหารใต้มากขึ้น

ยิ่งทำอาหาร เชฟไอซ์ยิ่งรักอาหารใต้มากขึ้น และจากการลงภาคใต้อยู่บ่อยๆ ก็ยิ่งทำให้ค้นพบวัตถุดิบมากมาย และเกิดความคิดว่า “มันเป็นไปได้มากกว่านี้สำหรับอาหารไทย”

ประกอบกับคำสอนของคุณย่าที่เชฟไอซ์จำได้ขึ้นใจ “ใช้ของดีทำให้ดีที่สุด อย่าโกหกตัวเอง อย่าโกหกลูกค้า ลูกค้าฉลาดกว่าเรานะ ผมก็เลยใช้ของสด ทำสดใหม่ตลอด” 

จนเมื่อได้ชิม “หมี่กระเฉด” เมนูที่อาม่าของภรรยาปรุงให้ แม้ท่านจะจากไปแล้ว แต่เชฟไอซ์ยังจำได้เป็นอย่างดีว่าหมี่กระเฉดจานนั้นจุดประกายให้เขาอยากตามหาสิ่งที่ขาดหายไป นั่นคือ “ความรักกับเวลา” 

“อาม่าทำหมี่กระเฉดตั้งแต่ 6 โมงเช้า แกไม่สนว่าลูกหลานจะกินไหม แต่ขอให้มีของกินอยู่บนโต๊ะ ซึ่งมันคือความรักล้วนๆ เลย แล้วเวลาที่แกทำคือตั้งแต่เช้า เด็ดใบต่างๆ อย่างประณีตมากๆ เครื่องที่ทำก็คงจะตำเอง ผมเดินไปที่ครัวก็เห็นแค่เตาถ่าน เฮ้ย หมี่กระเฉดมันอร่อยได้ขนาดนี้เลยเหรอ”

จากนั้นเชฟไอซ์ได้ลงภาคใต้อีกครั้ง สลับไปกับพ่อครัวแม่ครัวและเชฟคนอื่นๆ เพื่อไปเรียนรู้การทำอาหารกับชาวนา ชาวไร่ ชาวสวน ชาวประมง รวมถึงร้านอาหารเก่าแก่ จนได้เทคนิคและวิชาเก่าแก่ที่สูญหายไป พร้อมทั้งวัตถุดิบ

“ผมคิดว่า ถ้าร้านที่จะเป็นไฟน์ไดนิงไทยจริงๆ มันควรจะเป็นยังไง มันต้องเป็นไทยแท้ๆ เพราะตอนนั้นส่วนมากเป็นอาหารที่เสิร์ฟแบบตะวันตกหรือแนวฟิวชัน วัตถุดิบไทยเรามีดีกว่านั้น 

พอได้วัตถุดิบ ได้วิชามา ก็เลยได้มาเป็นเรื่องราวที่จะเล่าเป็นเมนู ต้องทานข้าวกับกับข้าวเป็นสำรับ เพราะเป็นความอบอุ่นของวิถีไทย”

และได้เกิดเป็นร้านศรณ์ ร้านอาหารใต้ไฟน์ไดนิงในบ้านอายุ 100 ปี ย่านสุขุมวิท 26 ที่ตกแต่งให้เหมือนอยู่ในป่าร้อนชื้นของภาคใต้ 

ซึ่งร้านนี้เป็นอีกหนึ่งความฝันของเชฟไอซ์ และคนที่อยู่เบื้องหลังเป็นแรงผลักดันสำคัญก็คือภรรยาของเขา 

“ผมมีลูกชาย ผมอยากทำตามความฝันตัวเอง ซึ่งภรรยาผมบอกว่า ถ้าผมไม่ทำ คงเสียใจไปตลอดชีวิต ต้องขอบคุณภรรยามากๆ”

วัตถุดิบที่ดี ชูรสชาติอาหารให้อร่อย 

ในการคัดสรรวัตถุดิบ เชฟไอซ์เลือกใช้วัตถุดิบจากภาคใต้ และถึงแม้วัตถุดิบนั้นจะปลูกในไทย แต่ไม่มีชื่อภาษาไทย ก็จะไม่เลือกใช้ เพราะอยากให้มีความเป็นไทยแท้จริงๆ

“ผมเชื่อใน ภาษาฝรั่งเศสเรียกว่า แตร์รัว คือกลิ่นอายของดิน น้ำ แดด ที่ปลูก ที่จับ ยกเว้นไข่ จะไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่ถ้าเอาไข่มาจากใต้ เพราะไข่ต้องสดที่สุด เลยมีฟาร์มใกล้ๆ ที่ออกไข่สดในตอนเช้าแล้วส่งมาที่ร้าน

วัตถุดิบทะเล ถึงเราจะมีไลฟ์แท็งก์ ผมจะให้พักเฉพาะหอย ส่วนพวกกุ้ง ปู ปลา มาจากทะเล ตอนที่เขาจับได้ ตี 5 เสร็จ ปุ๊บๆ รวมของบินมาไฟล์ต 9 โมง ถึงร้าน 10 โมง

น้ำที่ใช้หุงข้าวก็เป็นน้ำแร่จากระยอง หรือบางอย่างก็มีเฉพาะเรา อย่าง พริกขี้นก จากเดิมเจ้าของจะเลิกปลูกแล้วไปทำสวนยาง เพราะมันมีขนาดเล็ก เก็บมาครึ่งสวนแล้วยังขายได้แค่นี้ ผมพอจะทำอะไรได้บ้างเพื่อช่วยให้พี่เขาได้ทำต่อ เลยไปเหมาสวนเขามาเลย เอามาทำแกงเหลืองแล้วหอมมาก รสชาติอร่อย

สาหร่าย จากคุณป้าสาหร่าย ซึ่งความจริงเป็นศาสตราจารย์ดอกเตอร์ แกเลี้ยงสาหร่ายหลายชนิดมาก ซึ่งมีความอูมามิสูงมาก เราเลยใช้สาหร่ายนี้มาทำ คล้ายๆ กึ่งผงชูรส เพราะเราไม่ใช้ผงชูรส”

หรือความพิถีพิถันในการปรุงอาหารที่ใส่ใจในทุกขั้นตอน เช่น การโขลกพริกแกงด้วยครก น้ำกะทิที่คั้นด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน ซึ่งทำสดใหม่ทุกวัน

“วัตถุดิบที่ดี มันอร่อย มันดีอยู่แล้ว แล้วการทำที่พิถีพิถัน ไม่ทำให้วัตถุดิบเสียรสชาติ ของดีๆ อย่าไปทำเขาเสีย พี่ๆ เขาทำงานหนัก เขาตื่นแต่เช้าไปจับมา บางทีเขาปลูกมา เขารักของเขา พอเราทำทุกอย่างให้มันดี แล้วก็ทำตามขั้นตอนให้ถูกต้อง ใช้เทคนิคที่เรียนมา ความแตกต่างมันเลยกำเนิดขึ้น” เชฟไอซ์ เล่าเสริม

ร้านศรณ์
ร้านศรณ์

ดูแลกันเหมือนคนในครอบครัว 

จากบ้านไอซ์สู่ร้านศรณ์ เชฟไอซ์และทุกๆ คนในทีมดูแลกันเหมือนคนในครอบครัว หากจะนับเวลาก็อยู่กันมาเป็นสิบปีแล้ว 

“เราอยู่กันเป็นครอบครัว เป็นอะไรที่อบอุ่นเหมือนบ้านอีกหลังของทุกคน ซึ่งผมพยายามดูแลทุกคนให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม จะเป็นทุกข์ เจ็บป่วย คลอดลูก พ่อแม่ป่วยหรืออะไรต่างๆ เราก็ดูแลกันและกัน 

ทีมเราเริ่มมาด้วยกัน แล้วค่อยๆ เติบโตไปด้วยกันทั้งหน้าร้านหลังร้าน เราขอแค่ความเชื่อใจและความรักกัน”

ทำยังไงให้ได้มิชลิน

สุดท้ายเมื่อถามว่า ทำยังไงให้ได้มิชลิน เชฟไอซ์ ตอบว่า 

“ตั้งใจทำอาหาร ผมคิดว่า เราไม่โกหกตัวเอง ไม่โกหกลูกค้า รักลูกค้า รักอาหารตัวเองให้มาก เมื่อคุณรักมันมากๆ คุณก็จะทำดีต่อมัน ทำดีต่อสิ่งสิ่งนั้น ไม่จำเป็นว่าต้องมีพรสวรรค์หรืออะไรก็ตาม จำไว้ว่า เมื่อคุณรักใครสักคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น พ่อแม่ พี่น้อง ลูก สามี ภรรยา เวลาคนเรารักมากๆ แล้วอยากทำให้เขา จำความรู้สึกนั้นกันได้ไหม”

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2568

Related Posts

MK GROUP สยายปีกอาณาจักรสุกี้ครบทุกเซกเมนต์ ตั้งเป้าโต 12%
สบายใจ ไม่รวย แต่พอกิน! คนรุ่นใหม่ทำเกษตร ปลูกผักสลัดบนดอย มีรายได้หลักหมื่น
“โก๋แก่” แตกไลน์เปิดตัว “โก๋นมถั่ว” (Nut Milk Bar) พร้อมเมนูถั่วสุดฟิน ปักหมุดสาขาใหม่ “ซีคอนบางแค” 1 มิ.ย. นี้!
นางไปรยา ไทยชาติ ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ บริษัท เพ็ญภาค เบฟเวอเรจ จำกัด