Featured Inspiration SMEs

สภาพัฒน์ เผย องค์กรในไทยกว่า 25% ปรับโครงสร้าง ลดการจ้างงาน “พนักงานประจำ” เป็น “สัญญาจ้างชั่วคราว” เพราะต้องการลดต้นทุนองค์กร ในยุคที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้า

สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เผย รายงานภาวะสังคมไทยไตรมาส 2 ปี 2568 พบว่า ภาพรวมตลาดแรงงานปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย การจ้างงานเพิ่มขึ้น 0.02% อยู่ที่ 39.5 ล้านคน ขณะที่การจ้างงานภาคเกษตรกรรมหดตัวต่อเนื่องที่ร้อยละ 0.9

ด้านค่าจ้างแรงงานโดยรวมลดลง 1.9% แต่แรงงานในระบบเพิ่มขึ้น 2.5% ขณะที่ภาคเอกชนปรับเพิ่มขึ้น 2.4% อยู่ที่ 14,370 บาทต่อเดือน อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.91% หรือ 3.7 แสนคน ใกล้เคียงกับไตรมาสก่อนหน้า โดยผู้ว่างงานที่จบอุดมศึกษายังมีสัดส่วนสูงเกือบ 2% ส่วนผู้เสมือนว่างงานอยู่ที่ 2.1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5% ส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตร

ขณะที่องค์กรต่างๆ ปรับสัญญาการจ้างงานจาก “พนักงานประจำ” เป็น “สัญญาจ้างชั่วคราว” โดย 2 ปีที่ผ่านมามีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน มองว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปรับตัวและต้องการลดต้นทุนองค์กรในยุคที่เทคโนโลยีมีความก้าวหน้า 

ส่วนชั่วโมงการทำงานที่ลดลง ในภาคเอกชนยังไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก โดยเป็นผลมาจากภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม หากแนวโน้มการส่งออกยังคงอยู่ในระดับเดิม ชั่วโมงการทำงานจะปรับตัวดีขึ้น

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวว่า ส่วนกรณีที่องค์กรใหญ่เปิดโครงการสมัครใจลาออกนั้น สิ่งสำคัญคือ ต้องพิจารณาว่าพนักงานดังกล่าวอยู่ในกลุ่มอายุเท่าไร ลาออกแล้วมีแผนรองรับต่อจากนี้หรือไม่ เพราะเงินที่ได้จากการสมัครใจลาออกอาจไม่สามารถรองรับการใช้ชีวิตได้ในระยะยาว ขณะเดียวกันมองว่า เป็นการปรับโครงสร้างธุรกิจขององค์กรนั้นๆ ที่ต้องการแรงงานใหม่ และค่าจ้างต่ำกว่าพนักงานที่ลาออกไป

สำหรับประเด็นที่ต้องเฝ้าระวัง

1. ผลกระทบจากการปรับอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐอเมริกาต่อการจ้างงาน 

โดยสหรัฐฯ มีการเรียกเก็บภาษีหลายรูปแบบ ทั้งการจัดเก็บภาษีเฉพาะในสินค้าบางรายการ (Specific Tarffs) การกำหนดภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ที่ไทยถูกจัดเก็บที่ 19% รวมทั้งยังมีมาตรการในการป้องกันการสวมสิทธิแหล่งกำเนิดสินค้า (Rule of Ongin) 

นอกจากนี้ ไทยยังต้องปรับภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ กว่าหมื่นรายการเป็น 0% โดยเฉพาะสินค้าเกษตร ซึ่งจะทำให้สินค้าไทยแข่งขันยากขึ้น และกระทบต่อการจ้างงานหรือชั่วโมงการทำงานของแรงงาน ดังนั้น ภาครัฐจึงควรสนับสนุนการเปิดตลาดใหม่ มีมาตรการปกป้องสินค้าไทย รวมถึงการตรวจสอบการสวมสิทธิของสินค้า

2. การปรับรูปแบบการจ้างงานของสถานประกอบการจากสภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน 

โดยใน ปี 2567 องค์กรในไทย 25% มีแนวโน้มจะลดพนักงานและปรับโครงสร้างองค์กร โดยจะลดการจ้างงานพนักงานประจำเต็มเวลา และหันไปจ้างแบบพนักงานประจำไม่เต็มเวลา รวมถึงพนักงานสัญญาจ้าง/พนักงานชั่วคราวไม่เต็มเวลา ซึ่งอาจกระทบต่อความมั่นคงในการทำงาน ระดับรายได้ ตลอดจนสิทธิตามกฎหมายต่างๆ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงควรตรวจสอบให้การดำเนินการของสถานประกอบการเป็นไปตามกฎหมาย

3. การขาดแคลนแรงงานต่างด้าว

ปัจจุบันแรงงานต่างด้าว 3.88 แสนคน ไม่มาต่ออายุใบอนุญาตทำงานหรือดำเนินการไม่ครบถ้วน อีกทั้งรัฐบาลกัมพูชายังมีการดำเนินมาตรการเชิงบังคับให้กลับประเทศ ทำให้สถานประกอบการในการก่อสร้าง ภาคการผลิต รวมถึงภาคเกษตร มีความเสี่ยงที่จะขาดแคลนแรงงานเพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบัน ครม. มีมติให้นำเข้าแรงงานสัญชาติอื่นเพิ่มเติม โดยเฉพาะแรงงานศรีลังกา รวมทั้งเนปาล ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย มาทดแทนในอุตสาหกรรมที่ขาดแคลน

4. การเกิดอันตรายจากการทำงานที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น 

แม้ว่าการประสบอันตรายกรณีร้ายแรงจะมีสัดส่วนไม่มาก แต่งานวิจัยของมหาวิทยาลัยศิลปากร พบว่า การสูญเสียเพียงนิ้วมือ หรือแขน จะทำให้แรงงานมีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมแย่ลง 

อีกทั้งยังเกิดผลกระทบทางด้านจิตใจที่ไม่อาจชดเชยได้อย่างครอบคลุม สถานประกอบการจึงควรบำรุงรักษา เครื่องมือ/เครื่องจักรอย่างครอบคลุม สถานประกอบการจึงควรบำรุงรักษา เครื่องมือ/เครื่องจักรอย่างสม่ำเสมอ อบรมพนักงานเกี่ยวกับความปลอดภัย และการชดเชยให้แก่แรงงานอาจต้องคำนึงถึงค่าเสียโอกาส

อ้างอิง

https://www.nesdc.go.th/wordpress/wp-content/uploads/2025/08/3.1-Press-Q2_2568-TH.pdf

Related Posts

MK GROUP สยายปีกอาณาจักรสุกี้ครบทุกเซกเมนต์ ตั้งเป้าโต 12%
สบายใจ ไม่รวย แต่พอกิน! คนรุ่นใหม่ทำเกษตร ปลูกผักสลัดบนดอย มีรายได้หลักหมื่น
“โก๋แก่” แตกไลน์เปิดตัว “โก๋นมถั่ว” (Nut Milk Bar) พร้อมเมนูถั่วสุดฟิน ปักหมุดสาขาใหม่ “ซีคอนบางแค” 1 มิ.ย. นี้!
นางไปรยา ไทยชาติ ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ บริษัท เพ็ญภาค เบฟเวอเรจ จำกัด