Exclusive Featured SMEs

ปรุงรสไทยยังไง ให้โลกจำ! คุยกับเจ้าของ “ซอสมะแขว่น” ซอสไทย ดีไซน์สุดป๊อป ตั้งเป้ายอดขายทะยานร้อยล้านบาท

“ตอนที่จินตนาการที่ทำ “แม็คแวน” นี้ขึ้นมา เขาจะต้องไปอยู่ในโต๊ะอาหารของยุโรป ออสเตรเลีย แคนาดา เพราะฉะนั้น แพ็กเกจจิ้ง ดีไซน์ คุณสมบัติต่างๆ เราก็เตรียมมาเพื่อการนั้น”

คำกล่าวของ คุณไอริณ ทวีเกื้อกูลกิจ Co-Founder และ CEO แห่งบริษัท ชิมไทย จำกัด ที่อยากจะทำผลิตภัณฑ์เครื่องปรุงรสโดยใช้วัตถุดิบจากประเทศไทยเป็นหลัก เพราะเล็งเห็นว่า ตลาดเครื่องปรุงในต่างประเทศมีการยอมรับในมุมที่กว้าง เป็นตลาดที่ใหญ่และมีโอกาสทางการตลาดสูง จึงมองหาแหล่งวัตถุดิบที่แตกต่างออกไปจากมุมเดิมๆ เพื่อไปท้าแข่งในตลาดระดับโลก และสิ่งที่คุณไอริณเลือกที่จะนำไปเสนอคือ มะแขว่น

มะแขว่น สมุนไพรคู่ครัวทางเหนือที่ชาวบ้านนิยมนำผลและเมล็ดแห้งมาประกอบอาหาร เป็นที่รู้กันว่ากลิ่นหอมแรงและมีรสเผ็ดร้อนเฉพาะตัว ช่วยดับกลิ่นคาวและชูรสชาติอาหารได้อย่างยอดเยี่ยม

คุณสมบัติอันเป็นเอกลักษณ์นี้เองที่จุดประกายให้ คุณไอริณ ทวีเกื้อกูลกิจ มองเห็น “โอกาสในการต่อยอด” มะแขว่น ให้เป็นเครื่องปรุงและซอสคุณภาพระดับโลก จึงได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ภายใต้ชื่อ MAKVAN (แม็คแวน)

จุดเริ่มต้นจากสัญญาณอันตรายในชุมชน

คุณไอริณ เปิดเผยกับเส้นทางเศรษฐีออนไลน์ว่า แม้จะเห็นโอกาสทางการตลาดอยู่แล้ว แต่จุดเร่งที่ทำให้ต้องตัดสินใจเดินหน้าการทำแบรนด์ MAKVAN นี้คือ การลงพื้นที่แล้วพบว่าชาวบ้านมีแนวโน้มที่จะตัดต้นมะแขว่นทิ้ง เพื่อหันไปปลูกพืชเชิงเดี่ยวแทน เธอจึงมองว่านี่คือสัญญาณอันตรายที่กระตุ้นให้เกิดแนวคิดในการผลักดันมะแขว่นให้ก้าวสู่สายตาชาวโลกให้ได้

เธอวิเคราะห์ว่าตลาดมีเทรนด์ที่ผู้บริโภคเข้าใจได้ง่ายอยู่แล้ว นั่นคือ “หม่าล่า” ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูง แต่ก็มี “ช่องว่าง” สำคัญคือปัญหาที่ผู้บริโภคมักจะพบเจอ เช่น อาการปวดท้อง กลิ่นแรงเกินไป หรือความรู้สึกชาลิ้นที่ทรมานจนเกินไป

เมื่อเห็นเทรนด์ที่กำลังเติบโตของตลาดโลก ควบคู่ไปกับช่องว่างที่เกิดขึ้น จึงหันกลับมามองมะแขว่นซึ่งเป็นพืชพันธุ์ที่มีความเผ็ดคล้ายหม่าล่า แต่มีรสสัมผัสและกลิ่นที่แตกต่างอย่างชัดเจน โดยคุณไอริณได้ย้ำถึงหลักคิดสำคัญว่า

ไม่อยากให้เรียกมะแขว่นด้วยคำว่า หม่าล่าไทย เพราะตราบใดที่เรียกว่า หม่าล่า คือตามหลังเขาอยู่” 

“ความต่าง” คือ “พลัง” กลยุทธ์สร้างดีมานด์บนเทรนด์เดิม

กลยุทธ์ของคุณไอริณเป็นการ สร้างสิ่งใหม่บนเทรนด์เดิม โดยมุ่งเน้นไปยังช่องว่างที่ลูกค้ามีอยู่แล้วในตลาด (Pain and Gain)

“บางคนอาจจะคิดว่าทำไมไม่ขายอะไรที่ขายง่ายหรือมีอยู่แล้วในตลาด แต่เรามองว่า ความต่างนี่แหละคือจุดขาย แต่จะต้องอยู่บน Pain หรือ Gain ของลูกค้าในตลาดที่มีอยู่ เราจะไม่เรียกเขาว่า หม่าล่าไทย แต่จะเรียกเขาว่า MAKVAN (แม็คแวน) รสสัมผัสหอมซ่าไม่ชาลิ้น” คุณไอริณ กล่าว

เมื่อมีจุดยืนที่แตกต่างชัดเจน กลยุทธ์ถัดมาคือการ ครีเอตดีมานด์ และแก้ไข Pain Point ของผู้บริโภค เช่น การทำผลิตภัณฑ์เป็นน้ำจิ้ม ที่กินคู่กับของปิ้งย่างได้ดี และปรับรสชาติให้ไม่เผ็ดจัดจนเกินไปจนชาวต่างชาติสามารถทานได้ รวมถึงยังตอบโจทย์คนไทยรุ่นใหม่ที่เทรนด์การกินเผ็ดเริ่มลดลง

พิสูจน์วัตถุดิบไทย ด้วย R&D 4 ปี

MAKVAN (แม็คแวน) ถือเป็นบทพิสูจน์ศักยภาพของมะแขว่นไทย โดยมีการพัฒนาต่อยอดผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างพิถีพิถันนานถึง 4 ปี จนได้ผลิตภัณฑ์หลากหลายรูปแบบ เช่น ซอสปรุงรส, ซอสหมัก, ซอสบาร์บีคิว, สไปซี่มาโย, ฮอตซอส, เกลือภูเขาผสานเครื่องเทศ และ Dry Rub (ผงหมักเนื้อสัตว์) ซึ่งเป็นซีรีส์ล่าสุด

“เราเอาประวัติศาสตร์มาเล่าใหม่ ตัวมะแขว่นอยู่ในกลุ่มเครื่องราชบรรณาการ และใช้ Rub เนื้อสัตว์ มาก่อนอยู่แล้ว เพราะจะช่วยดับกลิ่นคาว แต่เมื่อก่อนนั้นใช้ยาก เราเลยหยิบ Pain อันนี้มาทำ นำกลิ่นของมะแขว่นเข้าไปเพื่อให้ใช้ง่าย เลยออกมาเป็น Dry Rub ที่เป็นซีรีส์ใหม่” เธอเล่า

เป้าหมาย วาง MAKVAN บนโต๊ะอาหารยุโรป

คุณไอริณ เชื่อมั่นว่า ปรัชญา “ความต่างคือพลัง” จะทำให้วัตถุดิบไทยเข้าไปอยู่ในตลาดโลกได้โดย ไม่ต้องโดนกดราคา และ ไม่ต้องตามใคร เพียงแค่ปรับเปลี่ยนให้ดูโมเดิร์นขึ้น เพื่อลบภาพว่ามะแขว่นต้องใช้กับอาหารเหนือเท่านั้น

“ตอนที่จินตนาการที่ทำแม็คแวนนี้ขึ้นมา เขาจะต้องไปอยู่ในโต๊ะอาหารของยุโรป ออสเตรเลีย แคนาดา เพราะฉะนั้น แพ็กเกจจิ้ง ดีไซน์ คุณสมบัติต่างๆ เราก็เตรียมมาเพื่อการนั้น” เธอเล่า

แบรนด์ MAKVAN ได้วางตลาดในเดือนพฤศจิกายน ปี 2567 และเริ่มขยับขยายไปยังประเทศลาวและไต้หวันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยตั้งเป้าส่งออกไปยังฝรั่งเศส อเมริกา และประเทศในฝั่งยุโรปอีกหลายแห่ง

5 กลยุทธ์สำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก

คุณไอริณ สรุปเป็นข้อคิดให้กับผู้ประกอบการที่ต้องการนำเสนอวัตถุดิบไทยสู่ตลาดโลก

1. มีความต่าง “Differentiation Is A Power” ยึดมั่นในความเป็นเอกลักษณ์และเสน่ห์ของสินค้าไทย แต่ต้องปรับให้เข้ากับตลาด (Customization)

2. มีความยืดหยุ่น ความเป็นตัวตนต้องอยู่ในขอบเขตที่ยืดหยุ่น เพื่อให้เข้ากันได้ดีกับบริบทของผู้บริโภคแต่ละพื้นที่ ไม่ยึดติดกับความเป็นออริจินอลมากเกินไป

3. มองภาพกว้างทั้ง Value Chain “เราได้ เขาได้ (Win-Win)” อย่ามองแค่ว่าขายได้วันนี้ แต่ต้องมองตลอดห่วงโซ่และซัพพอร์ตฝั่งผู้ซื้อด้วย

4. มีความต่อเนื่อง ทุกอย่างที่แบรนด์ทำต้องมีความสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

5. เข้าใจและเข้าถึงง่าย สินค้าต้องง่ายต่อการใช้งานและเข้าใจได้ทันที

ผลประกอบการทะลุเป้า และเทรนด์ 2026

หลังจากที่ได้ฟังคุณไอริณเล่าถึงกลยุทธ์ต่างๆ ผู้เขียนเลยจุดประเด็นคำถามเรื่องของผลประกอบการว่าเป็นอย่างไร เธอจึงเผยให้เราฟังว่า แบรนด์ MAKVAN เริ่มต้นด้วยเงินลงทุนเพียง 5 แสนบาท (และมีเงินเพิ่มเข้ามาบ้างระหว่างทาง) แต่ผลประกอบการกลับ เกินความคาดหมายอย่างมาก โดยคาดการณ์ว่าสิ้นปี 2568 จะมีรายได้แตะ 20 ล้านบาท และตั้งเป้าทะยานสู่หลักร้อยล้านบาทในปีหน้า

ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้าน Food Marketing & Branding กว่า 18 ปี คุณไอริณ สรุปเทรนด์ตลาดอาหารและเครื่องปรุงรสในปี 2026 ไว้ว่า

– Healthylicious (Healthy + Delicious) สุขภาพและความอร่อยต้องไปด้วยกัน ความอร่อยยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

– Storytelling การเล่าเรื่องราวผ่านตัวสินค้าและบรรจุภัณฑ์ (Packaging) จะเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับวัตถุดิบไทย และดึงดูดความสนใจของลูกค้าตั้งแต่แรกเห็น

ในระยะ 3 ปีนี้ เรื่องของ Healthylicious และ Storytelling เป็นสิ่งที่แบรนด์ไทยควรหยิบมาเป็นกลยุทธ์เพื่อสู้กับตลาดต่างประเทศ

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2025

Related Posts

MK GROUP สยายปีกอาณาจักรสุกี้ครบทุกเซกเมนต์ ตั้งเป้าโต 12%
สบายใจ ไม่รวย แต่พอกิน! คนรุ่นใหม่ทำเกษตร ปลูกผักสลัดบนดอย มีรายได้หลักหมื่น
“โก๋แก่” แตกไลน์เปิดตัว “โก๋นมถั่ว” (Nut Milk Bar) พร้อมเมนูถั่วสุดฟิน ปักหมุดสาขาใหม่ “ซีคอนบางแค” 1 มิ.ย. นี้!
นางไปรยา ไทยชาติ ผู้อำนวยการฝ่ายพาณิชย์ บริษัท เพ็ญภาค เบฟเวอเรจ จำกัด