Featured Inspiration SMEs

ใช้ AI ผิดไหม? ถอดบทเรียนดราม่า AI กับงานศิลปะถูกตั้งคำถามเรื่องคุณค่าและราคา

ในโลกที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์หรือ AI (Artificial Intelligence) ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยสิ่งที่เห็นได้ชัดเวลาไถฟีดในไทม์ไลน์ตอนนี้ คงหนีไม่พ้นคลิปที่ดูเกินจริง เพราะสร้างจาก AI หรือรูปภาพที่มองแล้วดูแปลกตา สิ่งเหล่านี้เริ่มเข้ามาแทรกซึมมากขึ้น จนบางครั้งแทบจะแยกไม่ออกเลยว่าอันไหนของจริง อันไหน AI 

แต่การนำ AI มาใช้ก็มีข้อดีอยู่บ้าง เพราะสามารถช่วยลดต้นทุน และประหยัดเวลาไปได้อย่างมหาศาล ส่วนอีกแง่มุมหนึ่งที่ AI ยังไม่เป็นที่ยอมรับนั่นคือ การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ ที่หลายคนมองว่านี่เป็นการลดทอนคุณค่าของงานศิลป์หรือเปล่า?

AI กับงานศิลปะ

ล่าสุดกับเรื่องราวที่กำลังเป็นกระแสอยู่ตอนนี้ เมื่อมียูทูบเบอร์ชื่อดัง อย่าง ‘จันเรด’ เจ้าของช่อง RedremasteRed และ FE0000 ได้ออกมาพูดถึงหลายแบรนด์ที่มีการนำ Generative AI มาใช้ในเชิงพาณิชย์ ในซีรีส์ “ของฝากนักก็อป AI”

หนึ่งในกรณีศึกษาที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ “เกมการ์ดโอฮาน่า” โดยประเด็นในคลิปได้มีการพูดถึงเรื่องของการนำ AI มาใช้ในผลงาน พร้อมกับตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและราคา

โดยจันเรดมองว่าหากใช้ AI เพื่อลดต้นทุนและเวลา แต่ทำไมถึงกลับตั้งราคาขายสูง หากเทียบกับงานศิลปะที่ใช้มนุษย์ในการสร้างสรรค์ผลงาน 100% ซึ่งในกรณีนี้อาจดูไม่ธรรมต่อผู้บริโภคและเป็นการลดทอนคุณค่าของสายงานอาร์ต

หลังจากนั้น ทำให้ชาวเน็ตได้ออกมาถกเถียงเกี่ยวกับประเด็นนี้เป็นจำนวนมาก ทางด้าน ‘อาร์ม โอฮาน่า’ ได้ออกมาชี้แจงถึงเบื้องหลังการทำบอร์ดเกมนี้ว่า เป็นการใช้ AI จริง แต่ไม่ได้ใช้ 100% เป็นการที่ทีมงานวาดโครงขึ้นมาก่อน แล้วจึงใช้ AI เข้ามาช่วยตบแต่งให้สมบูรณ์ขึ้น ซึ่งสาเหตุที่นำ AI เข้ามาช่วย นั่นก็เพราะตอนนั้นต้องการงานแบบเร่งด่วน พร้อมยืนยันว่าตนเองก็เป็นคนรักงานศิลปะ และสนับสนุนงานศิลปะเช่นกัน

ขณะที่แฟนคลับของทั้งสองฝ่ายก็ต่างถกเถียงกันการดุเดือด ฝั่งหนึ่งมองว่า การใช้ AI ผิดตรงไหนหรือถ้าใช้ก็ยังคงสนับสนุนต่อไป อีกฝั่งโต้กลับว่า ไม่ผิดที่ใช้ AI แต่ควรแจ้งผู้บริโภค และไม่ควรตั้งราคาสูง เมื่อเทียบกับต้นทุนที่ใช้ผลิต

วิกฤตความเชื่อมั่นจาก AI

จากเรื่องราวครั้งนี้อาจเป็นบทเรียนครั้งสำคัญที่ทำให้หลายแบรนด์ต้องมีการตระหนักถึงการใช้ AI มากขึ้น โดย อัลลิสัน มอร์โรว์ นักเขียนจากสำนักข่าว CNN Business มองว่า ปี 2026 อาจเป็นปีแห่ง Anti-AI Marketing 

เนื่องจากตอนนี้คงเป็นเรื่องยากขึ้นเรื่อยๆ ที่จะหลีกหนีจากคอนเทนต์ที่สร้างโดย AI เพราะสามารถเจอได้ตามสไลด์นำเสนองานของเพื่อนร่วมงาน, ตามหน้าฟีดโซเชียล, สำนักข่าว หรือแม้แต่การประกาศขายอสังหาริมทรัพย์

เธอจึงเลือกใช้คำว่า “Slop” เป็นคำแห่งปี 2025 ซึ่งฟังแล้วดูคล้ายกับสิ่งที่เปียกแฉะ เหมือนเมือกที่ไม่อยากแตะต้อง ก่อนจะอธิบายต่อว่า การใช้ AI ทำให้นึกถึงละครน้ำเน่าแมว ที่ในความเป็นจริงภาพเหล่านี้เริ่มมีความซับซ้อนและเนียนขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มเกิด “วิกฤตความเชื่อมั่น” ทำลายความเชื่อใจของคน

เพราะตอนนี้แค่ไถฟีด TikTok ก็เป็นเหมือนการทดสอบว่า “คุณสามารถแยกออกไหมอันไหนของปลอม” หรือบางทีอาจจะเผลอกดใจให้กับกระต่ายกระโดดแทมโพลีนไปแล้วก็ได้

โดยความรู้สึกที่เหมือนถูกหลอก กำลังเริ่มมีปฏิกิริยาต่อต้านกันบ้างแล้ว โดย iHeartMedia บริษัทวิทยุและพอดแคสต์ยักษ์ใหญ่ ได้เปิดตัวสโลแกนรายการที่รับประกันว่าเป็นมนุษย์ จากผลวิจัยพบว่า 90% ของผู้ฟังวิทยุและรายการพอดแคสต์ ยังต้องการเสพสื่อที่สร้างโดย “คน” จริงๆ 

อย่างไรก็ตาม การนำ AI มาใช้สร้างสรรค์ผลงานนั้นก็มีทั้งด้านดีและด้านเสีย แต่แน่นอนว่า หากทางแบรนด์หรือผู้ผลิต สามารถหาจุดสมดุลในการใช้ AI กับฝีมือมนุษย์ได้ ก็จะเป็นการช่วยเสริมประสิทธิภาพของงาน และอาจเป็นการตอบโจทย์ผู้บริโภคได้เช่นกัน

อ้างอิง

https://www.facebook.com/share/v/17xYM65yoD

https://edition.cnn.com/2025/12/16/business/anti-ai-backlash-nightcap

Related Posts

รวมสูตรแป้งทอดกรอบ ทำขายได้จริง ชุบได้ทั้งปีกไก่ ลูกชิ้นทอด ไก่ทอดหาดใหญ่ และไก่ทอดฟาสต์ฟู้ด
เมื่อคนรุ่นใหม่ขอโตในย่านร้อยปี! “ซาวน์น้ำ” คาเฟ่แผ่นเสียง ชุบชีวิตตึกเก่าย่านนางเลิ้ง ดึงดีเอ็นเอความเป็นไทยมาสร้างรายได้