ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเปลี่ยนผ่าน ความคาดหวังที่มีต่อรัฐบาลชุดใหม่คือ “ทางรอด” ของผู้ประกอบการรายย่อยที่ต้องสู้กับวิกฤตค่าครองชีพทุกวัน จากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ 2 ราย สะท้อนมุมมองที่น่าสนใจและสะท้อนความต้องการไปยังผู้ที่จะเป็นรัฐบาลในยุคต่อไปว่า “การแจกเงิน” อาจไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของเศรษฐกิจไทย
1. วิกฤตวัตถุดิบแพง ผลพวงจากนโยบายระยะสั้น
ผู้ประกอบการรายแรก เจ้าของร้านเบอร์เกอร์แห่งหนึ่งจากเชียงใหม่ ได้สะท้อนมุมมองที่น่าคิดเกี่ยวกับ “ต้นทุน” ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งข้อสังเกตว่าสภาวะเงินเฟ้อในปัจจุบัน อาจเป็นผลกระทบจากนโยบายอย่างโครงการ “คนละครึ่ง”
“อยากให้รัฐบาลเข้ามาดูแลราคาวัตถุดิบอย่างจริงจัง ไม่ใช่แค่การแจกเงิน ส่วนตัวมองว่าอาจจะเป็นผลกระทบจากคนละครึ่ง ทำให้เงินเฟ้อ ส่งผลให้ค่าวัตถุดิบเพิ่มขึ้น…
เมื่อค่าครองชีพสูงขึ้น ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคก็ปรับตัวตาม…
แต่ในฐานะคนขาย เราไม่สามารถปรับราคาขายหน้าร้านขึ้นได้ตามใจชอบ เพราะเกรงใจลูกค้า กลายเป็นว่าผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระส่วนต่างนี้ไว้เอง”
ความคาดหวังและสิ่งที่ต้องการจากรัฐบาลจากผู้ประกอบการายแรกคือ การควบคุมราคาต้นทุนการผลิตตั้งแต่แรกเริ่ม เพื่อให้กลไกตลาดกลับมาสมดุลโดยไม่ต้องพึ่งพาการอัดฉีดเงินเพียงอย่างเดียว
2. นโยบายที่ “วิน-วิน” ต้องสร้างความเชื่อมั่น ไม่ใช่แค่เงินอุดหนุน
ในมุมมองของ “เจ้าของแบรนด์พิซซ่ารายหนึ่ง” เขาเลือกมองข้ามการช่วยเหลือที่เป็นเงินสด โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างโครงสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งซึ่งจะส่งผลต่อความกล้าจับจ่ายใช้สอยของประชาชนในระยะยาว
“ผมอยากเห็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทำให้คนรู้สึกมั่นใจในรายได้จนกล้าออกมาใช้เงินจริงๆ เป็นนโยบายที่วิน-วินทั้งคนซื้อและคนขาย แต่อย่างเดียวเลยคือไม่อยากให้แจกเงิน อยากให้สร้างความมั่นคงให้กับประชาชนในระยะยาวมากกว่า”
เสียงสะท้อนจากทั้งสองรายชี้ไปที่จุดเดียวกันคือ ความยั่งยืน ผู้ประกอบการไทยในยุค 2026 ไม่ได้ต้องการแค่เงินเยียวยาชั่วคราว แต่พวกเขากำลังเรียกร้องให้รัฐบาล คุมเข้มต้นทุน สร้างความเชื่อมั่น และเปลี่ยนวิธีแจกเป็นวิธีสร้างความมั่นคงให้กับประชาชนในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดใหม่จะสามารถตอบโจทย์ความมั่งคั่งที่มั่นคงนี้ได้หรือไม่ เป็นเรื่องที่เราต้องติดตามกันต่อไป เพราะสำหรับคนทำมาหากินแล้ว ความกล้าใช้จ่ายของลูกค้า คือเครื่องมือทำมาหากินที่ดีที่สุด
