Featured SMEs เกษตร

เกษตรกรชาวกัมพูชา ปลูกลำไย ต้นทุนต่ำ ได้ผลผลิตดี รสชาติอร่อยกว่าของไทย มีกำไรเกินร้อย

“เมืองไพลิน” ในอดีตเคยเป็นค่ายอพยพของเขมรแดง เรียกว่า “ฐานภูลำเจียก” และเคยเป็นเหมืองพลอยสีน้ำเงิน (บลู แซฟไฟร์) หรือ “พลอยไพลิน” ที่มีชื่อเสียงติดอันดับโลก แต่ทุกวันนี้เมืองไพลินไม่เหลือพลอยให้ขุดอีกแล้ว  เมืองไพลินได้เปรียบในด้านทำเลที่ตั้งอยู่ใจกลางหุบภูเขาสูง มีแหล่งน้ำอุดมสมบรูณ์ มีสภาพภูมิอากาศที่ดี เอื้อต่อการเติบโตของไม้ผล ทำให้เมืองไพลินกลายเป็นแหล่งปลูกลำไยที่สำคัญของประเทศกัมพูชา

หลังเก็บเกี่ยวผลผลิต ลำไยสดจะถูกส่งออกผ่านชายแดน ที่ด่านช่องพรม บ้านโอร์สะกรอม เพื่อนำมาขายล้งจีนที่ฝั่งไทย ผ่านทางด่านถาวรบ้านผักกาด อำเภอโป่งน้ำร้อน จังหวัดจันทบุรี โดยใช้ระยะทางขนส่งสินค้า ประมาณ 17 กิโลเมตร หากใครมีโอกาสผ่านไปแถวด่านถาวรบ้านผักกาด คงจะเคยสังเกตเห็นรถบรรทุกจากฝั่งเขมรที่บรรจุสินค้าลำไยสด รวมทั้ง มันสำปะหลัง และข้าวโพด มาส่งขายพ่อค้าในฝั่งไทยแทบทุกวัน 

ลุงแยม หรือ “ซา จำเจริญ” เกษตรกรชาวกัมพูชา เจ้าของสวนลำไยสองพี่น้อง ในพื้นที่ฝั่งไทยที่อำเภอสอยดาว จังหวัดจันทบุรี และเป็นผู้ปลูกลำไยมากที่สุดในเมืองไพลิน เนื้อที่ปลูกลำไยมากกว่า 125 ไร่ ปัจจุบัน สวนลำไยในเมืองไพลินแห่งนี้ มีต้นทุนการผลิตลำไย เฉลี่ยกิโลกรัมละ 8-10 บาท ขายผลผลิตในราคาหน้าสวนกว่า 40 บาท/กิโลกรัม หลังหักต้นทุนค่าใช้จ่าย ยังเหลือผลกำไรก้อนโต เรียกว่า โกยผลกำไรเกินร้อย มีรายได้สูงกว่าการปลูกพืชชนิดอื่นๆ สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเขมรจำนวนมาก หันมาสนใจอาชีพปลูกลำไยกันอย่างกว้างขวางในจังหวัดไพลินและจังหวัดพระตะบอง

%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b8%87%e0%b9%81%e0%b8%a2%e0%b8%a1-728x546

สวนลำไยสองพี่น้อง ได้นำกิ่งพันธุ์ลำไยสายพันธุ์อีดอจากเมืองไทย มาปลูกที่เมืองไพลิน ในระยะห่าง 8×8 เมตร ทุกๆ 8 ปี จะตัดลำไยออก 1 ต้น เพื่อป้องกันไม่ให้ปลายกิ่งชนกัน ในปีที่ 15 จะมีต้นลำไยเฉลี่ย 32 ต้น ต่อไร่ ลำไยแต่ละต้นจะให้ผลผลิตมากกว่าต้นละ 150 กิโลกรัม สร้างรายได้มากกว่าต้นละ 10,000 บาท โดยมีพ่อค้าขาประจำจากฝั่งไทยเข้ามาเหมาซื้อผลผลิตถึงสวนอย่างต่อเนื่อง

ลุงแยม การันตีคุณภาพลำไยเขมรว่า มีรสชาติอร่อยกว่าลำไยไทย เพราะสภาพดินในเมืองไพลินมีความอุดมสมบรูณ์ของแร่ธาตุมากกว่าฝั่งไทย ประกอบกับเกษตรกรไทยใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีจำนวนมาก จนโครงสร้างดินได้รับความเสียหาย ทำให้รสชาติลำไยไทยเปลี่ยนแปลงไป สังเกตได้จากเนื้อลำไยไทยจะกรอบน้อยกว่า และมีรสชาติหวานแหลม เนื้อฉ่ำน้ำ ขณะที่ลำไยเขมรจะมีรสชาติหวาน กรอบ เนื้อแน่นกว่าลำไยไทย

หลังจากสิ้นสุดฤดูเก็บเกี่ยว ลุงแยม จะฟื้นฟูต้นลำไยให้มีสภาพแข็งแรงสมบูรณ์ก่อนเร่งการแตกใบอ่อน โดยใช้สารกลูโคมิค อัตรา 10 ซีซี ผสมกับสารอินทรีย์ไก่ทอง ชนิดเข็มข้น 10 ซีซี และสินแร่ภูเขาไฟ 1 กิโลกรัม ผสมเข้าไปกับน้ำ 20 ลิตร และใช้สินแร่ภูเขาไฟ 10 กิโลกรัม ผสมกับปุ๋ยสูตรเสมอ 10 กิโลกรัม หว่านรอบทรงพุ่ม ในสัดส่วน ต้นละ 1-2 กิโลกรัม เพื่อให้ต้นลำไยแตกใบอ่อนก่อน เว้นระยะห่างไป ประมาณ 7-15 วัน จึงเสริมด้วย จี-อะมิโน (กรดอะมิโนบริสุทธิ์) ในช่วงใบเพสลาด หากพบว่า มีการแตกใบอ่อน 3-4 ชุด ซึ่งเป็นระยะที่ใบของต้นลำไยเริ่มสะสมอาหาร ให้ใช้สูตรเดิมฉีดพ่นอีก 3 ครั้ง

เมื่อต้นลำไยเริ่มแทงช่อดอกต้องคุมใบอ่อนที่แตกออกมาในช่วงแทงช่อ โดยฉีดพ่นแคลเซียม-โบรอน เพื่อช่วยให้ขั้วลำไยเหนียวไม่หลุดร่วง และติดผลดก การที่ใช้กลูโคมิคผสมกับแคลเซียม-โบรอน ฉีดพ่นก็เพื่อขยายขนาด ช่วยให้ผลลำไยใหญ่ขึ้น ช่อผลของลำไยติดดกและสม่ำเสมอทั้งช่อ ก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิต 45 วัน จะใช้กลูโคมิคผสมกับจีแมกและแคลเซียม-โบรอน ฉีดพ่นทุก 10 วัน ฉีดต่อเนื่องกัน 3 ครั้ง เน้นให้ปุ๋ยทางใบ ปุ๋ยตัว K  หรือธาตุโพแทสเซียม  เพื่อเพิ่มน้ำหนักให้ลำไยมีเนื้อแน่น กรอบ มีรสหวานสูง ผิวเปลือกสวย ตรงกับความต้องการของตลาด

sa-005

ตัวเลขการค้าชายแดนไทย-เขมร เพิ่มขึ้นทุกปี

คุณอดุลย์ โชตินิสากรณ์ รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทย-กัมพูชา เป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจการค้า จากการใช้ประโยชน์จากความตกลงทางการค้าในอนุภูมิภาค รวมทั้งการพัฒนาตลาดการค้าชายแดนไทย-กัมพูชา พบว่า จังหวัดพระตะบอง และจังหวัดไพลิน มีมูลค่าการค้าโดยรวมระหว่างกันเพิ่มขึ้นสูง โดยเฉพาะช่วง 7 เดือนแรกของปี 2559 (มกราคม-กรกฎาคม) มีมูลค่าการค้ารวมกันกว่า 8,000 ล้านบาท ประชากรกัมพูชาส่วนใหญ่ต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทย ได้แก่ เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ พลาสติก น้ำตาล ขนมที่ทำจากน้ำตาล เป็นต้น ส่วนสินค้ากัมพูชาที่ส่งมาขายไทยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มสินค้าเกษตร ประเภท ข้าวโพด มันสำปะหลัง ลำไย เป็นต้น

ด้าน ดร. รัฐวิทย์ ตั้งเกียรติขจร นายกสมาคมการค้าและการท่องเที่ยวชายแดนไทย-กัมพูชา กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กรมการค้าต่างประเทศ ร่วมกับจังหวัดพระตะบอง จังหวัดไพลิน จัดงานแสดงสินค้าไทย ณ จังหวัดพระตะบอง ประเทศกัมพูชา นับเป็นการเปิดประตูการค้าผ่านชายแดนบ้านแหลม และด่านผักกาด จังหวัดจันทบุรี สู่จังหวัดพระตะบอง ซึ่งเป็นจังหวัดใหญ่ อันดับ 5 ของกัมพูชา และมีจำนวนประชากรมากเป็น อันดับที่ 4 ของประเทศ

จังหวัดพระตะบอง ได้ชื่อว่าเป็นเมือง “ชามข้าวแห่งกัมพูชา” เพราะที่นี่คือ แหล่งปลูกข้าวที่เลี้ยงคนกัมพูชาทั้งประเทศ และเป็นเมืองใหญ่ อันดับ 5 ของกัมพูชา คนกัมพูชานิยมสินค้าที่ผลิตจากไทยมากที่สุด จึงเป็นโอกาสของผู้ผลิตไทย หากจะหันมาให้ความสำคัญกับตลาดเพื่อนบ้านมากขึ้น เพราะที่นี่แค่ได้ชื่อว่าเป็นสินค้าไทย คนกัมพูชาก็พร้อมจะซื้อแล้ว ยิ่งถ้าของดีจริง คนกัมพูชายิ่งภักดีในแบรนด์และบอกต่อ จนเรียกได้ว่าถ้าสินค้าตัวไหนทำดีจนได้ใจคนกัมพูชา ก็จะได้ใจตลอดไปจนยากที่ใครจะมาแข่งได้เลยทีเดียว

 

ที่มา เทคโนโลยีชาวบ้านออนไลน์

Related Posts

"ละลายช้า อร่อยถึงคำสุดท้าย" จุดแข็งที่พา "Blendies"เจลาโต้สัญชาติไทยโตเร็ว จนไปเข้าตาฮ่องกงขอซื้อแฟรนไชส์ไปเปิด
“ทำไป เรียนรู้ไป” วิธีคิดของ “บาส Go Went Go” ที่พาคอนเทนต์ และร้านข้าวมันไก่เติบโต
“อย่าหมิ่นเงินน้อย กำไรหลักสิบ รวมกันก็เป็นร้อยเป็นพัน” ป้าตือ ถอดสูตรสร้างธุรกิจให้โตยาว