สุขภาพ
ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ (Dyslipidemia) คือ ระดับไขมันในเลือดที่มีคอเลสเตอรอล มากกว่า 200 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร ระดับไตรกลีเซอไรด์ มากกว่า 150 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร ระดับ HDL-cholesterol (HDL-C) หรือไขมันดี น้อยกว่า 40 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร ระดับ LDL-cholesterol (LDL-C) หรือไขมันเลวมากกว่า 130 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร โดยยิ่งหากมีไขมันตัวร้ายมาก ก็ยิ่งก่อปัญหาหลอดเลือดอุดตันได้มาก ส่งผลกระทบให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดส่วนปลาย หลอดเลือดสมองตีบ แตก ตัน ในทางกลับกันหากยิ่งมีปริมาณไขมันตัวดีสูง ก็จะส่งผลดีกับร่างกายมากขึ้น เพราะไขมันตัวดีจะทำหน้าที่เก็บไขมันส่วนเกินจากผนังหลอดเลือดกลับไปทำลายที่ตับ ในการรักษาแผนปัจจุบันเหมือนกับการใช้ยาสมุนไพรในการรักษา ตรงที่ยาไม่ได้มีผลลดไขมันได้ 100% จำเป็นต้องอาศัยการควบคุมอาหารร่วมด้วยเสมอเป็นอันดับแรก คือลดการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ของมันของทอด กะทิ เครื่องในสัตว์ หรือแม้กระทั่งขนมจุกจิก น้ำอัดลม เครื่องดื่มน้ำผลไม้ กาแฟ หากมีการใส่น้ำตาลปรุงรสในปริมาณมาก ก็จะเพิ่มพลังงานให้กับสิ่งที่เรารับประทาน ซึ่งหากร่างกายเรามีการใช้พลังงานน้อยกว่าพลั
เมื่อวันที่ 17 เมษายน นพ.อรรถพล แก้วสัมฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้เข้าสู่ฤดูร้อน อุณหภูมิที่สูงขึ้น จึงทำให้รู้สึกกระหายน้ำ การดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวานหรือน้ำอัดลมจึงเป็นทางเลือกลำดับต้นๆ ซึ่งผลการศึกษา โดยเครือข่ายเด็กไทยไม่กินหวาน ในปี 2559 พบว่าคนไทยบริโภคน้ำตาลเฉลี่ย 39.4 กิโลกรัม หรือ 108 กรัมต่อวัน หรือ 27 ช้อนชาต่อวัน ซึ่งมากกว่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำถึง 5 เท่า และในปี 2560 พบอัตราโรคอ้วนในวัยเรียน ร้อยละ 10.15 โดยแหล่งอาหารที่เป็นที่มาสำคัญของการได้รับน้ำตาลมากเกินของเด็กไทย ได้แก่ น้ำอัดลมและนมเปรี้ยว ซึ่งการได้รับปริมาณน้ำตาลมากเกินความจำเป็นจะทำให้ร่างกายไม่สามารถเผาผลาญหรือนำไปใช้ไม่หมด กลายเป็นไขมันสะสมในร่างกาย เป็นอีกหนึ่งสาเหตุให้ร่างกายหลั่งสารอินซูลินออกมามากเกินจำเป็น นพ.อรรถพล กล่าวอีกว่า ในระยะยาวร่างกายจะผลิตอินซูลินได้น้อยลง หรืออินซูลินที่ผลิตออกมาด้อยประสิทธิภาพจนทำให้ร่างกายเกิดโรคเบาหวานและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆ ตามมา จึงควรเริ่มต้นกินหวานให้น้อยลง สั่งหวานน้อยเป็นประจำให้เป็นนิสัย เป็นการสร้างความเคยชินในการรับรสตัวเองและกลายเป็นคนไม
ในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา เชื่อว่าหลายๆคนคงออกไปเล่นน้ำสงกรานต์กับครอบครัว หรือเพื่อนๆกันอย่างสนุกสนาน แต่หลังจากเล่นน้ำสงกรานต์ก็ต้องพบกับหนึ่งปัญหาใหญ่ที่คอยกวนใจ นั่นก็คือ ‘ปัญหาผิวไหม้จากแดด’ ที่ทำให้ผิวบริเวณแขนขาของเราไหม้สีตัดกันเป็นท่อนๆ หรือบางคนอาจรุนแรงถึงขั้นผิวลอก อักเสบจนแสบ วันนี้ข่าวสดออนไลน์มี 8 เคล็ดลับการดูแลผิวอย่างถูกวิธีหลังถูกแดดเผา จากการเล่นน้ำสงกรานต์มาฝากชาวโซเชียลทุกคน เพื่อที่ผิวของเราจะได้พักฟื้นกลับมาแข็งแรงและมีสุขภาพดีอีกครั้ง 1. หลีกเลี่ยงจากแสงแดด Image/Instagram/demileighnp 2. ล้างตัวด้วยน้ำเย็น Image/Instagram/lunaccino 3. ประคบบริเวณผิวไหม้ด้วยผ้าห่อน้ำแข็ง Image/wisegeek 4. ใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์บำรุงผิว Image/Instagram/jilgyungyi_usa 5. ลดการใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวแรงๆ หรือใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับผิวบอบบาง Image/Instagram/theskinscholar 6. ดื่มน้ำเยอะๆ Image/steptohealth.com 7. สวมเสื้อผ้าสบายๆไม่รัดเกินไป Image/Instagram/Rainy 8. งดการแต่งหน้า เพื่อพักผิว Image/Instagram/demileighnp
เป็นโพสต์อุทาหรณ์และเตือนสำหรับคนที่เลือกวิธีการรักษาอาการต่างๆ ด้วยการฝังเข็ม โดย นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ หัวหน้าห้องไอซียู เฉพาะทางด้านโรคระบบการหายใจ ผู้ป่วยหนัก ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก ถึงเคสผู้ป่วยที่มารักษาด้วยอาการปอดรั่ว หลังจากไปรักษาอาการปวดหลังด้วยการฝังเข็ม โดยโพสต์ดังกล่าวระบุว่า “อันตรายจากการฝังเข็ม..ปอดรั่ว ผู้ป่วยหญิงไทยอายุ 38 ปี ปวดหลัง ไปคลินิกฝังเข็ม ฝังเข็มบริเวณหลังด้านบนซ้าย หลังจากฝังเข็มรู้สึกเหนื่อย หายใจลึกๆ เจ็บหน้าอกด้านซ้าย จึงมาโรงพยาบาลวิชัยยุทธ ตรวจพบปอดแฟบด้านซ้าย 50% ต้องใส่สายระบายลมเข้าทางทรวงอกด้านซ้าย (ดูรูปเอ็กซเรย์) เบื้องต้นดูดลมออกมาได้ 300 มล. ได้คาสายระบายลมไว้ 24 ชั่วโมง หลังจากปอดซ้ายขยายตัวเต็มที่จึงเอาสายระบายลมออก และกลับบ้านได้ใน 48 ชั่วโมง การฝังเข็ม ถ้าลึกเกินไปจะไปทิ่มแทงอวัยวะภายใน อย่างในผู้ป่วยรายนี้ทิ่มทะลุปอดทำให้ปอดรั่ว โชคยังดีที่ผู้ป่วยรายนี้ไม่ติดเชื้อจากการฝังเข็ม เพราะในบางรายนอกจากปอดจะรั่วแล้วยังเกิดการติดเชื้อ เกิดฝีหนองในทรวงอกซึ่งทำให้รักษายากขึ้นอีก การฝังเข็มควรทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และใช้เข็มที่ปลอดเชื้อ ใช้แล้วทิ้ง” ที่
ภาวะไขมันในเลือดผิดปกติ (Dyslipidemia) คือ ระดับไขมันในเลือดที่มีคอเลสเตอรอล มากกว่า 200 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร ระดับไตรกลีเซอไรด์ มากกว่า 150 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร ระดับ HDL-cholesterol (HDL-C) หรือไขมันดี น้อยกว่า 40 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร ระดับ LDL-cholesterol (LDL-C) หรือไขมันเลวมากกว่า 130 มิลลิกรัม ต่อเดซิลิตร โดยยิ่งหากมีไขมันตัวร้ายมาก ก็ยิ่งก่อปัญหาหลอดเลือดอุดตันได้มาก ส่งผลกระทบให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดส่วนปลาย หลอดเลือดสมองตีบ แตก ตัน ในทางกลับกันหากยิ่งมีปริมาณไขมันตัวดีสูง ก็จะส่งผลดีกับร่างกายมากขึ้น เพราะไขมันตัวดีจะทำหน้าที่เก็บไขมันส่วนเกินจากผนังหลอดเลือดกลับไปทำลายที่ตับ ในการรักษาแผนปัจจุบันเหมือนกับการใช้ยาสมุนไพรในการรักษา ตรงที่ยาไม่ได้มีผลลดไขมันได้ 100% จำเป็นต้องอาศัยการควบคุมอาหารร่วมด้วยเสมอเป็นอันดับแรก คือลดการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ของมันของทอด กะทิ เครื่องในสัตว์ หรือแม้กระทั่งขนมจุกจิก น้ำอัดลม เครื่องดื่มน้ำผลไม้ กาแฟ หากมีการใส่น้ำตาลปรุงรสในปริมาณมาก ก็จะเพิ่มพลังงานให้กับสิ่งที่เรารับประทาน ซึ่งหากร่างกายเรามีการใช้พลังงานน้อยกว่าพลั
ซีเอ็นเอ็น เปิดเผย 10 อาหารที่ดีต่อสุขภาพเเละหัวใจ โดยการเลือกอาหารจะช่วยลดคอเลสเตอรอล ความดันโลหิต เเละลดการอักเสบได้ โดย 10 อาหารที่ดีต่อสุขภาพมีดังนี้ 1. ข้าวโอ๊ต เเละข้าวบาร์เลย์ ผนังเซลล์ของข้าวโอ๊ตและข้าวบาร์เลย์มีเส้นใยชนิดพิเศษที่เรียกว่า beta-glucan ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน และป้องกันในระหว่างการฉายรังสีและเคมีบำบัด ทั้งยังช่วยลดคอเลสเตอรอล ซึ่งจะส่งผลดีต่อหัวใจ ลิซ่า ดราเยอร์ นักโภชนาการที่ได้รับการขึ้นทะเบียน กล่าวกับซีเอ็นเอ็นว่า หากคุณมีปริมาณคอเลสเตอรอลในร่างกายสูง ควรบริโภคข้าวโอ๊ต หรือข้าวบาร์เลย์ในอาหารมื้อเช้าอย่างเป็นประจำ โดยข้าวชนิดอื่น อาทิ ข้าวไรย์ ข้าวสาลี และข้าวฟ่างมี beta-glucans เช่นกันเเต่มีปริมาณน้อยกว่าข้าวโอ๊ตและข้าวบาร์เลย์ โดย beta-glucans ยังพบในสาหร่าย ยีสต์ขนมปัง และเห็ดชนิดต่างๆ เช่น เห็ดหลินจือ เห็ดหอม การวิจัยแสดงให้เห็นว่าการรับประทาน beta-glucans ปริมาณ 3 กรัมต่อวันจะช่วยลดคอเลสเตอรอลได้ถึง 10% 2. ปลาเเซลมอน เเละปลาไขมันอื่นๆ น้ำมันปลาโดยเฉพาะกรดไขมันโอเมก้า 3 มีความสำคัญต่อการรักษาสุขภาพ หมายความว่า ปลาแซลมอน ปลาทู
เมื่ออายุมากขึ้น ร่างกายคนเราก็เสื่อมลงเป็นธรรมชาติ หรือบางคนอายุยังไม่มากแต่ร่างกายเสื่อมเพราะไลฟ์สไตล์ การใช้ชีวิตโดยไม่ดูแลตัวเอง หรือนำปัจจัยที่เร่งความเสื่อมเข้าสู่ร่างกาย ภาวะหน้าตา หมองคล้ำ เบลอ ไร้พลัง ไม่สดชื่น อารมณ์ไม่คงที่จึงมาเยือน หรืออาจจะรุนแรงถึงขั้นป่วยเป็นโรค “การดูแลตัวเองให้ไม่ต้องอยู่ในภาวะดังกล่าวทำได้หลายแบบ แต่จะให้ดีจริงทั้งระบบร่างกายควรดูแลลึกลงไปถึงระดับเซลล์ ซึ่งเป็นที่เก็บความลับเกี่ยวกับสุขภาพและการมีชีวิตที่ยืนยาว มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับผิวพรรณ ระบบภูมิคุ้มกัน การเคลื่อนไหว และหน้าที่ทุกอย่างในร่างกาย หากเซลล์ทำงานได้ดี ร่างกายย่อมทำงานดีไปด้วย หากเซลล์เสื่อมสภาพย่อมจะส่งผลให้ร่างกายแก่ชรา เกิดโรคแห่งความเสื่อมตามมา ดังนั้นการป้องกันความเสื่อมของเซลล์ก็คือการป้องกันโรค” นายแพทย์ไพศิษฐ์ ตระกูลก้องสมุท ที่ปรึกษาด้านเวชศาสตร์ชะลอวัยและฟื้นฟูสุขภาพ บริษัทเนชั่นแนล เฮลท์แคร์ ซิสเท็ม (N Health) บอก ตัวปัญหาหนึ่งในการทำลายเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายคือ “อนุมูลอิสระ” ซึ่งเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการเมทาบอลิซึ่มในร่างกาย อนุมูลอิสระเป็นโมเลกุลที่มีอิเล็กตรอนไม่ครบคู่ จึงต
ก่อนเข้าสู่หน้าร้อนอย่างเต็มตัวในเดือนเมษายน ที่อากาศจะเริ่มร้อนจัด มุ่ย-สลิลาพร กองทองมณีโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มี อินฟินิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย จึงแนะนำวิธีเริ่มต้นดูแลสุขภาพง่ายๆ ด้วยการกินอาหารตามธาตุเจ้าเรือน ตามเดือนเกิดของแต่ละคน ซึ่งเชื่อว่า อาหารที่เหมาะกับธาตุเดือนจะช่วยปรับสมดุลของธาตุในร่างกาย ทำให้แข็งแรง พร้อมต่อสู้โรคภัย โดยแบ่งออกเป็น 4 ธาตุ ดังนี้ “ธาตุไฟ” คนที่เกิดในเดือนมกราคม-มีนาคม อารมณ์ของคนธาตุนี้จะขี้ร้อน ขี้หงุดหงิด มักจะปวดหัวและท้องผูกง่าย เพราะมีระบบเผาผลาญดีจนร่างกายไม่เก็บกักน้ำ จึงควรเลี่ยงเมนูหวาน-มันจัด และอาหารปิ้งย่าง ที่จะไปเพิ่มความร้อนในร่างกาย ทำให้เป็นร้อนในได้ง่าย ทำให้ควรจะเลี่ยงผลไม้อย่างลำไย ทุเรียน ไปด้วย เปลี่ยนมาดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ อย่างเก๊กฮวย น้ำอัญชัน น้ำมะระ ก็จะดีกว่า แคร์รอต “ธาตุลม” คนที่เกิดในเดือนเมษายน-มิถุนายน ซึ่งจะมีลมอยู่ในร่างกายเยอะ ทำให้ท้องอืด ปวดหัว นอนไม่หลับ วิงเวียนศีรษะ ส่วนใหญ่จะเป็นคนผอมบาง รับประทานเท่าไรก็ไม่อ้วนจึงไม่ระวังเรื่องการกิน จึ
เมื่อ 15 มี.ค. เอเอฟพีรายงานผลการศึกษาน่าตกตะลึงจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ก ที่เมืองฟรีโดเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ใช้ศึกษาวิจัยในชาติ 9 แห่งทั่วโลก พบว่าน้ำดื่มบรรจุขวดพลาสติกหลายยี่ห้อมีการปนเปื้อนอนุภาคพลาสติกขนาดเล็กซึ่งคาดว่าน่าจะเกิดขึ้นระหว่างกระบวนการบรรจุน้ำดื่มลงในขวด อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า ผลกระทบต่อสุขภาพของการบริโภคชิ้นส่วนพลาสติกขนาดเล็กดังกล่าวยังไม่เป็นที่แน่ชัด ผลการศึกษาดังกล่าวนำโดยนางเชอร์รี เมสัน ผู้เชี่ยวชาญด้านไมโครพลาสติกจากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐนิวยอร์ก โดยนำน้ำดื่มบรรจุขวดยี่ห้อต่างๆ รวม 250 ขวด จากสหรัฐอเมริกา บราซิล จีน อินเดีย อินโดนีเซีย เคนยา เลบานอน เม็กซิโก และไทย มาตรวจสอบด้วยเทคนิคพิเศษ USPostClick พบพลาสติกขนาดเล็กในร้อยละ 93 ของน้ำดื่มตัวอย่างแบรนด์ดัง อาทิ Aqua, Aquafina, Dasani, Evian, Nestle Pure Life San Pellegrino Bisleri, Epura, Gerolsteiner, Minalba และ Wahaha พลาสติกที่พบนั้นเป็นพลาสติกประเภท โพลีโพรพิลีน ไนลอน โพลีเอทิลีน เทเฟรทาเลต (PET) ซึ่งเป็นวัสดุที่ใช้ผลิตฝาขวด ในจำนวนนี้ ร้อยละ 65 ของพลาสติกที่พบมีสภาพเป็นชิ้นส่วนเล็กๆ (fra
จากถุงพลาสติก Celine ราคา 1.8 หมื่นบาท ในมือชมพู่-อารยา สะท้อนกระแสโลกทางฝั่งตะวันตก ทั้งยุโรปและอเมริกาที่กำลังรณรงค์เรื่องการรียูสพลาสติก หรือไม่เช่นนั้นก็เลิกใช้ไปเลย เพราะในแต่ละปีมีการผลิตพลาสติกถึง 400 ล้านตัน แต่เราใช้จริงๆ แค่ 1% อย่างถุงพลาสติกที่ใช้ๆ กันอยู่ทุกวันนี้ เราใช้แค่ 1 นาที ก็ทิ้งแล้ว แต่กว่าจะย่อยสลายใช้เวลานานถึง 400 ปี หนำซ้ำมีพลาสติกหลายชนิดที่ไม่สามารถย่อยสลายได้อีก รวมทั้งหลอดพลาสติก ที่มีอายุการใช้งานสั้นมากๆ ดูดแป๊บๆ ก็ทิ้งแล้ว อีกสิ่งที่เราควรใส่ใจคือ “เม็ดบีดส์” ที่อยู่ในผลิตภัณฑ์สครับทั้งหลาย ไม่ว่าในสบู่ โฟมล้างหน้า ยาสีฟัน เพราะมันคือ “พลาสติก” ชนิดเดียวกับที่ใช้ในการผลิตถุงพลาสติกและขวดน้ำ ที่มีขนาดเล็กมากๆ เรียกว่า “ไมโครบีดส์” (Microbeads) ปัญหาคือด้วยขนาดที่เล็กมากหลังจากเราใช้งานแล้วมันจะถูกชะล้าง ลอดผ่านตัวกรองไหลลงแหล่งน้ำ ทำหน้าที่เป็นเสมือนแหล่งดูดซับสารเคมีที่มีพิษต่างๆ โดยเฉพาะ PCBs (โพลีคลอริเนตไบฟีนิล) ที่ทนความร้อน สลายตัวยาก และสามารถเข้าสู่ร่างกายคนโดยการกิน เช่น เนื้อสัตว์ (ที่กินอาหารที่มี PCBs ปนเปื้อน) อย่าง ปลา หรือหอย ซึ่งสารเคมีเห
