สุขภาพ
กล้วยหอมที่ไหนก็ไม่หอมเท่ากล้วยหอมไทย อันนี้กล้าท้าพิสูจน์ “กล้วยหอม” เป็นอีกผลไม้ที่เสน่ห์เหลือล้น หอมอร่อย แค่ 7 บาท ก็ได้ 1 อิ่มละ โดยเฉพาะในบรรยากาศอึนๆ ซึมๆ ฝนตกรถติด อย่างเมื่อเย็นวันศุกร์ปลายเดือนที่ผ่านมา กระหน่ำซะติดแหง็กอยู่บนถนน ความเครียดพุ่งปรี๊ดชนเพดานจนเลิกเครียดกันไปเลย ซึ่งเจ้า “ความเครียด” นี่แหละที่ก่อโรคร้ายในร่างกายคนเรา รวมทั้นที่มาของการเป็นโรคซึมเศร้า หมออ้อม-พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัด แนะนำ (เว็บไซต์ wellness.smartsme.co.th) ว่า ให้กิน “กล้วยหอม” เพราะมีสารทริปโตแฟน (Tryptophan) กรดอะมิโนชนิดหนึ่ง เมื่อทานเข้าไปร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็น “เซโรโทนิน (Serotonin)” ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมการแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก การนอนหลับ อุณหภูมิร่างกาย ความดันโลหิต การหลั่งฮอร์โมน การรับรู้-ความเจ็บปวด “หากร่างกายมีสารเซโรโทนินเพียงพอ ก็จะช่วยให้อารมณ์ดี รู้สึกผ่อนคลาย สงบ มีความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์มั่นคง ไม่แปรปรวน ตอบสนองต่อความเครียดได้ดี” กล้วยหอมยังช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ป้องกันการเป็นโรค
ยอมรับว่ายังทำใจไม่ได้ เมื่อเห็นสาวงามที่เป็นตัวแทนจากประเทศพม่าในชุดบิกินี เข้าประกวดนางงามนานาชาติเวทีหนึ่ง เข้าใจดีว่าเวลานี้พม่าเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่ประเทศเผด็จการอีกต่อไปแล้ว แต่มันเร็วเกินกว่าจะตั้งตัว พูดอย่างนี้ไม่ใช่ “ปากว่าตาขยิบ” ทำเป็นเสแสร้งแกล้งไม่ชอบชุดบิกินี เพียงแต่ว่าภาพสาวพม่านุ่งผ้าซิ่น ประแป้งตะนะคา (หรือทานาคา) ที่พวงแก้มเป็นเอกลักษณ์ ยังค้างคาอยู่ในห้วงความทรงจำ ยิ่งเมื่อนึกถึงคุณย่าคุณยายในชนบทเมืองพุกาม มัณฑะเลย์ เห็นนังหนูกับบิกินีตัวจิ๋วยืนแอ่นระแน้ให้คนรุมดู มีหวังร้อง…อกอีแป้นแตก…กันระงม ! แต่พูดก็พูดเถอะ ผ้าซิ่้นยังมีนุ่งกันหลายประเทศ ทว่า “ทานาคา” นี่สิ เป็นแป้งสมุนไพรประทินผิว ที่จำแนกสาวมอญกับพม่าให้แตกต่างจากคนทั้งโลกอย่างแท้จริง ขนาดสาวออฟฟิศพม่าที่ว่าทันสมัย ใช้แป้งพัฟยี่ห้อหรูราคาแพงแค่ไหน แต่ก็ยังต้องรองพื้นแรกด้วย “ทานาคา” เพราะช่วยให้ผิวหน้านุ่มเนียน ไม่ทำหน้าพังเหมือนคอสเมติกทั้งหลาย “…ผู้หญิงพม่ามีชื่อเสียงว่าผิวหน้าเนียน เพราะพวกเธอใช้ทานาคา (Thanakha) แป้งที่ได้มาจากการนำเปลือกของต้นตะนะคามาบดให้ละเอียดใช้ป้องกันผิวจากแสงแดด และมีคุณสมบัติเป็น
กล้วยหอมที่ไหนก็ไม่หอมเท่ากล้วยหอมไทย อันนี้กล้าท้าพิสูจน์ “กล้วยหอม” เป็นอีกผลไม้ที่เสน่ห์เหลือล้น หอมอร่อย แค่ 7 บาท ก็ได้ 1 อิ่มละ โดยเฉพาะในบรรยากาศอึนๆ ซึมๆ ฝนตกรถติด อย่างเมื่อเย็นวันศุกร์ปลายเดือนที่ผ่านมา กระหน่ำซะติดแหง็กอยู่บนถนน ความเครียดพุ่งปรี๊ดชนเพดานจนเลิกเครียดกันไปเลย ซึ่งเจ้า “ความเครียด” นี่แหละที่ก่อโรคร้ายในร่างกายคนเรา รวมทั้งที่มาของการเป็นโรคซึมเศร้า หมออ้อม-พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัด แนะนำ (เว็บไซต์ wellness.smartsme.co.th) ว่า ให้กิน “กล้วยหอม” เพราะมีสารทริปโตแฟน (Tryptophan) กรดอะมิโนชนิดหนึ่ง เมื่อทานเข้าไปร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็น “เซโรโทนิน (Serotonin)” ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมการแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก การนอนหลับ อุณหภูมิร่างกาย ความดันโลหิต การหลั่งฮอร์โมน การรับรู้-ความเจ็บปวด “หากร่างกายมีสารเซโรโทนินเพียงพอ ก็จะช่วยให้อารมณ์ดี รู้สึกผ่อนคลาย สงบ มีความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์มั่นคง ไม่แปรปรวน ตอบสนองต่อความเครียดได้ดี” กล้วยหอมยังช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ป้องกันการเป็นโร
เป็นอีกหนึ่งโพสต์ที่ให้กำลังใจคนที่มีความคิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการลุกขึ้นมาออกกำลังกาย เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊ก Kanrawee Suwanwichanee โพสต์ภาพลงในกลุ่ม วิ่งไหนดี : พูดคุยภาษาวิ่ง บอกเล่าเรื่องราวการวิ่งจนทำให้สามารถเปลี่ยนตัวเองจากเด็กผู้หญิงที่มีรูปร่างสมบูรณ์ มาเป็นคนที่รูปร่างและสุขภาพดี พร้อมเขียนข้อความบรรยายว่า สวัสดีค่ะ เราชื่อแน๊ต เราแวะมาส่งการบ้านและมีกำลังใจมาฝาก เราเป็นเด็กอ้วนและน้ำหนักเยอะมาโดยตลอด รูปร่างเราคือส่วนบนเล็ก ก้นและขาใหญ่ เริ่มแรกเราลดน้ำหนักโดยการอดอาหาร น้ำหนักจาก 70 กก. เหลือ 58 กก. ใช้เวลา 6 เดือน สุดท้าย เราโยโย่ จิตตกสุดๆๆๆ เลยเริ่มศึกษาและเล่นเวทอย่างจริงจัง (ตอนนั้นไม่ชอบการวิ่งมากๆ) น้ำหนักลดเหลือ 53 กก. ใช้เวลา 4 เดือน หลังๆๆเริ่มหันมาสนใจวิ่ง พอลองวิ่งดูแล้วก็เริ่มติด ติดบรรยากาศ ติดเพื่อนร่วมอุดมการณ์ สังคมรันเนอร์น่ารักมากๆ จนตอนนี้…ทั้งเวท ทั้งวิ่ง สลับกันไป เราแค่จะบอกว่า ใครก็ตามที่กำลังจะลดน้ำหนัก และเริ่มมาออกกำลังกาย คุณมาถูกทางแล้ว พยายามและอดทน เพราะผลลัพธ์มันสวยงามมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณต้องทำเพราะคุณรักตัวเอง ไม่ใช่เพราะคุณเกลียดมัน เ
ในหนังสือ “กินเปลี่ยนชีวิต ด้วยอาหาร 100 ชนิดจากธรรมชาติ” จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ ให้รายละเอียดของอาหารเพื่อสุขภาพตำรับ “ไต้หวัน” ไว้อย่างน่าสนใจ โดยเป็นการรวบรวมความรู้จากผู้เชี่ยวชาญทั้งนักโภชนาการ แพทย์แผนปัจจุบัน และแพทย์แผนจีนไต้หวัน จัดเรียงเป็นอันดับสุดยอดอาหารไว้อย่างเข้าใจง่าย ลองมาดูกันว่า อาหารเพื่อสุขภาพยอดนิยม 10 อันดับที่ต้องกินให้ได้ มีอะไรกันบ้าง อันดับ 10 ปลาทูน่า มีโปรตีนที่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ไขมันต่ำ มีกรดไขมัน EPA และ DHA ที่ช่วยในการทำงานของเซลล์สมอง หากกินคู่กับผักผลไม้สีเขียวและสีเหลืองที่มีแคโรทีนจะช่วยบำรุงสมองและป้องกันมะเร็ง ไม่ควรกินปลาทูน่าคู่กับธัญพืชหรืออาหารจำพวกถั่วที่มีกรดไฟติก เพราะสารทั้ง 2 ชนิดนี้จะจับตัวกันกลายเป็นสารที่ละลายยาก ขัดขวางการดูดซึมโปรตีนของร่างกาย อันดับ 9 ไข่ไก่ มีสารอาหารที่ร่างกายต้องการเกือบทุกชนิด โปรตีนในไข่ให้กรดอะมิโนที่ร่างกายต้องการ นอกจากนี้ ยังมีดีเอ็นเอเลซิทิน วิตามินเอและบี การกินไข่ไก่ที่มีวิตามินอีคู่กับผักผลไม้สดที่มีวิตามินซี ช่วยเสริมสร้างการทำงานของแอนติออกซิแดนต์ ป้องกันโรคมะเร็ง ชะลอความแก่ได้
“แป๊ะก๊วย” เมล็ดสีเหลืองๆ คล้ายหยดน้ำ เป็นพืชพรรณดึกดำบรรพ์ ที่มีมาตั้งแต่ 270 ล้านปีในยุคเพอร์เมียน ก่อนไดโนเสาร์ครองโลก ในยุคมีโซโซอิก (Mesozoic)เสียอีก คนจีนกับ “ แป๊ะก๊วย ” ชาวจีนผูกพันกับต้นแป๊ะก๊วยมายาวนานไม่ต่ำกว่า 2,800 ปี โดยนำเมล็ดแป๊ะก๊วยที่เรียก เป๋ยกัว (Bai Guo) หรือ หยิน ซิง (Yin Xing) มารับประทานและใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคบางอย่าง เช่น โรคหืด โรคจากความหนาวเย็นที่เกิดตามนิ้วมือ นิ้วเท้า ส่วนชาวญี่ปุ่นนิยมอบเมล็ดแป๊ะก๊วยเพื่อรักษาอาการลมพิษ แป๊ะก๊วย มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น กิงโก้ (Gingko) ต้นเฟิร์นก้านดำ (Maidenhair tree) ต้นบ๊วยสีเงิน Japanese silver apricot, ต้นคิว (Kew tree) เนื่องจากต้นแป๊ะก๊วยจะออกดอกตกผลใช้เวลานาน คนปลูกไม่ได้กิน คนกินไม่ได้ปลูก จึงถูกเรียกว่า ต้นปู่-หลาน (Kung Sun Shu) ในศตวรรษที่ 17 ในภาษาอังกฤษ ต้นแป๊ะก๊วย ถูกเรียกว่า กิงโกะ หรือ เฟิร์นก้านดำ (maidenhair tree) เนื่องจาก รูปทรงของใบแป๊ะก๊วย เหมือนกับใบเฟิร์นก้านดำที่มีลักษณะคล้ายพัด เนื่องจากต้นแป๊ะก๊วยตามธรรมชาติอยู่ในสภาวะเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์เช่นเดียวกับ แพนด้ายักษ์ ทำให้แป๊ะก๊วยได้สมญาอีกอย่า
นายสรวิศ ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยเปิดตลาดส่งออกทุเรียนไปยังประเทศจีน ด้วยวิธีการซื้อขายผ่านออนไลน์ ส่งผลให้ราคาทุเรียนรับซื้อปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลดีแก่เกษตรกรผู้ผลิตทุเรียนในภาคตะวันออก โดยในปีนี้ราคาทุเรียนเหมาสวนสูงถึง 110 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาที่สูงมากกว่าทุกปี ทำให้มีข้อกังวลว่าเมื่อราคาทุเรียนสูงขึ้น อาจส่งผลให้ชาวสวนเร่งตัดผลผลิต ซึ่งทำให้คุณภาพของทุเรียนลดลงนั้น ทางกระทรวงเกษตรฯได้ติดตามสถานการณ์และมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตรเข้าไปกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด อาทิ ด้านคุณภาพของทุเรียนส่งออกไปจีน กรมวิชาการเกษตรได้มีพิธีสารกำกับดูแล โดยกำหนดให้การส่งออกทุเรียนคุณภาพมาจากแหล่งผลิตที่ได้รับรอง GAP โรงคัดบรรจุที่ได้รับรอง GMP และตรวจสอบออกใบรับรองสุขอนามัยพืช โดยข้อกำหนด GAP กำหนดให้มีการเก็บเกี่ยวในช่วงเวลาที่เหมาะสม นอกจากนี้ ได้ดำเนินการตรวจสอบในประเด็นทุเรียนอ่อนเพิ่มเติม โดยการทวนตรวจสอบที่โรงคัดบรรจุว่ามีการรับวัตถุดิบที่เหมาะสมเพื่อเป็นการควบคุมคุณภาพอีกทางหนึ่ง เพิ่มเติมจากมาตรการควบคุมตรวจสอบระดับจังหว
หลังๆ ข่าวคนเสียชีวิตเพราะทำงานหนักเริ่มหนาหูขึ้น ล่าสุด แพทย์หญิงชาวจีนซึ่งทำงานต่อเนื่องนานกว่า 18 ชั่วโมง ถึงกับหมดสติขณะเดินเยี่ยมผู้ป่วย และเสียชีวิตลงด้วยโรคเลือดออกในสมองเฉียบพลัน เรื่องนี้มีประเด็น วารสาร Lancet รายงานว่า ผู้ที่ทำงานเกินกว่า 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคในระบบหลอดเลือดอย่างเฉียบพลัน ไม่ว่าจะเป็นโรคหลอดเลือดสมอง หรือหลอดเลือดหัวใจ โดยมีโอกาสมากถึง 33% เมื่อเทียบกับกลุ่มคนที่ทำงาน 35-40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทีมนักวิจัยจาก University Collage London วิเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัยกว่า 42 ฉบับ โดยมีฐานข้อมูลประชากรจากประเทศในยุโรป อเมริกา และออสเตรเลีย ถึงความสัมพันธ์กันระหว่างชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ กับความเสี่ยงการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง พบว่า ทำงานมากกว่า 55 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีความเสี่ยง 33%, ทำงานมากกว่า 49-54 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีความเสี่ยง 27%, ทำงานมากกว่า 41-48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ มีความเสี่ยง 10% สำหรับสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดโรคนั้นยังไม่สามารถสรุปแน่ชัด แต่มีปัจจัยส่งเสริมที่สำคัญคือ “การขาดการพักผ่อน” ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดภาวะเครียดในร่างกายและท
มุ่ย-สลิลาพร กองทองมณีโรจน์ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มี อินฟินิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพที่ดีของคนไทย จึงแนะนำวิธีเริ่มต้นดูแลสุขภาพง่ายๆ ด้วยการกินอาหารตามธาตุเจ้าเรือน ตามเดือนเกิดของแต่ละคน ซึ่งเชื่อว่า อาหารที่เหมาะกับธาตุเดือนจะช่วยปรับสมดุลของธาตุในร่างกาย ทำให้แข็งแรง พร้อมต่อสู้โรคภัย โดยแบ่งออกเป็น 4 ธาตุ ดังนี้ “ธาตุไฟ” คนที่เกิดในเดือนมกราคม-มีนาคม อารมณ์ของคนธาตุนี้จะขี้ร้อน ขี้หงุดหงิด มักจะปวดหัวและท้องผูกง่าย เพราะมีระบบเผาผลาญดีจนร่างกายไม่เก็บกักน้ำ จึงควรเลี่ยงเมนูหวาน-มันจัด และอาหารปิ้งย่าง ที่จะไปเพิ่มความร้อนในร่างกาย ทำให้เป็นร้อนในได้ง่าย ทำให้ควรจะเลี่ยงผลไม้อย่างลำไย ทุเรียน ไปด้วย เปลี่ยนมาดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ อย่างเก๊กฮวย น้ำอัญชัน น้ำมะระ ก็จะดีกว่า แคร์รอต “ธาตุลม” คนที่เกิดในเดือนเมษายน-มิถุนายน ซึ่งจะมีลมอยู่ในร่างกายเยอะ ทำให้ท้องอืด ปวดหัว นอนไม่หลับ วิงเวียนศีรษะ ส่วนใหญ่จะเป็นคนผอมบาง รับประทานเท่าไรก็ไม่อ้วนจึงไม่ระวังเรื่องการกิน จึงอาจเสี่ยงเป็นโรคไขมันในเลือดสูง ต้องเลี่ยงน้ำอัดลม อาหารหวาน มัน นมเ
เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักข่าวเอเอฟพี อ้างรายงานของ US Preventive Services Task Force หรือสำนักงานบริการด้านป้องกันของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า การพลัดตก หกล้ม ซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ของการบาดเจ็บที่นำไปสู่การเสียชีวิตของคนชราอายุ 65 ปีขึ้นไป สามารถป้องกันได้ด้วยการออกกำลังกาย ไม่ใช่พึ่งการกินอาหารเสริมต่างๆ อย่างเช่น วิตามินดี เพราะล่าสุดมีผลการศึกษาออกมาแล้วว่า การกินวิตามินดีและแคลเซียมไม่ได้ช่วยป้องกันผู้สูงอายุจากการหกล้ม คำแนะนำใหม่จากสำนักงานบริการด้านป้องกันของสหรัฐมีขึ้นหลังจากที่เมื่อปี 2555 มีกลุ่มที่ปรึกษาทางการแพทย์อิสระกลุ่มหนึ่งออกมาเสนอแนะว่า การบริโภคอาหารเสริมที่มีวิตามินดีเป็นส่วนประกอบ สามารถช่วยป้องกันการบาดเจ็บที่เกิดจากการหกล้มได้ แต่ในผลสำรวจล่าสุดของสำนักงานบริการด้านป้องกันของสหรัฐไม่พบข้อดีดังกล่าวในผู้สูงวัย ทั้งยังพบความเสี่ยงที่จะเป็นนิ่วในไตสูงขึ้นในกลุ่มผู้สูงอายุที่รับประทานวิตามินดี และอาหารเสริมที่มีแคลเซียมด้วย “สำนักงานบริการด้านป้องกันของสหรัฐพบหลักฐานที่เพียงพอที่จะกล่าวว่า อาหารเสริมที่มีวิตามินดี ไม่ได้มีประโยชน์ในการช่วยป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ” ข้อความหนึ่
