สุขภาพ
บัวหิมะ( เสวี่ยเหลียนกว่อ) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Smallanthus sonchifolius หรือที่เรียกขานกันในภาษาอังกฤษว่า Yacon (ผลไม้แห่งพระเจ้า) เป็นพืชในตระกูล ทานตะวัน เป็นพืชพื้นเมืองที่มีอยู่ทั่วไปตามแถบเขา แอนเดส อเมริกาใต้ ที่ชาวอินเดียแดงใช้เป็นอาหารดั้งเดิมนานมาแล้ว ความสูงของต้นประมาณ 2 ~ 3 เมตร หัวของพืชชนิดนี้ ผู้คนในประเทศจีนเรียกกันว่า เสวี่ยเหลียนกว่อ ถ้าแปลตามตัวอักษรแล้วก็ หมายความว่า ผลของบัวหิมะ ชาวจีนเรียกเห็นเป็นผลไม้ไปโน่น ทั้งๆ ที่เป็นส่วนของรากที่เกิดอยู่ในดิน เข้าใจว่าที่เรียกเช่นนี้ เนื่องจากนิยมนำมากินสดๆ เหมือนผลไม้นั่นเอง เมื่อโตเต็มที่จะแทงดอกสีเหลืองประมาณ 4 – 5 ดอกก่อนที่จะลงหัวที่มีลักษณะภายนอกคล้ายหัวมันเทศมาก ผิดกันที่ว่ามีความหนาแน่นของแป้งน้อยกว่า มีปริมาณของน้ำมากกว่า มีรสหวานเฉพาะตัวที่แตกต่างจากพืชชนิดอื่นๆ บัวหิมะ(เสวี่ยเหลียนกว่อ) พืชหัวชนิดนี้เริ่มปลูกกันมากขึ้น ในมณฑลยูอิ๋นหนานของประเทศจีน เนื่องจากความต้องการของตลาดได้ขยายออกไปกว้างขวางทั่วประเทศ และจากการรณรงค์ด้านการตลาดในโครงการ ซานหนง ที่ทางการให้การสนับสนุนและส่งเสริมจนกลายเป็นอุตสาหกรรมเกษตรไปเสียแล
ปัจจุบันหลายคนหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ไม่ว่าจะเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกาย ตลอดจนนอนพักผ่อนให้เพียงพอ อีกหลายคนก็เลือกรับประทานอาหารมังสวิรัติ อาหารคลีน ขณะที่อีกหลายคนเชื่อว่ารูปร่างตนเองดีอยู่แล้ว คิดว่ากินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน จึงกินโดยไม่กลัวอะไร เหล่านี้เป็นพฤติกรรมที่ถูกต้องแล้วหรือไม่ นักโภชนาการระดับโลกจะมาให้คำแนะนำ พญ.โรซิโอ เมดินา คนเอเชียมีปัญหาน้ำหนักเกิน พญ.โรซิโอ เมดินา รองประธานกรรมการที่ปรึกษาด้านโภชนาการของเฮอร์บาไลฟ์ นิวทริชั่น กล่าวว่า ปัจจุบันคนส่วนใหญ่ในโลกไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสัดส่วนร่างกาย น้ำหนัก และโรคอ้วน เพราะคิดว่าไม่ส่งผลกระทบอะไร อย่างคนอเมริกันและเม็กซิกันที่ประสบปัญหาโรคอ้วน พบว่า 8 ใน 10 มีสาเหตุมาจากการบริโภคอาหารไม่ดี ขณะที่ในโซนเอเชียแปซิฟิกซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยอาหารที่ดี มีทั้งผัก ผลไม้ ปลา กลับพบว่าก็มีปัญหาโรคอ้วนเช่นกัน ทั้งนี้ เมื่อลงลึกไปถึงสาเหตุของโรคอ้วน พบว่าไม่เพียงการบริโภคอาหารเกินความจำเป็นของร่างกายเท่านั้น แต่ยังมีเรื่องวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ความเครียด การไม่เคลื่อนไหวร่างกายในแต่ละวัน “ตอนนี้คนเอเชียเริ่มมีปัญหาน้ำ
นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแฟรงก์เฟิร์ต รายงานถึงการสำรวจตลาดกระเทียมดำในเยอรมนีว่า ปัจจุบันกระเทียมดำมีแนวโน้มเติบโตมาก ร้านจำหน่ายกระเทียมดำและผลิตภัณฑ์ที่ใช้กระเทียมดำเป็นส่วนประกอบเพิ่มขึ้นรวดเร็ว จึงเป็นโอกาสดีของผู้ส่งออกไทย ทั้งนี้ เป็นผลจากการเผยแพร่งานวิจัยของแพทย์ทางอายุรกรรม มหาวิทยาลัยไฟร์บวร์ก ที่ทำการวิจัยเกี่ยวกับกระเทียมดำในทางการแพทย์ธรรมชาติต่อการรักษาโรคหลายแขนงและการบำบัดรักษาอาการปวด โดยระบุว่า กระเทียมดำอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุ วิตามินซี ซีลีเนียม และโพแทสเซียม มีสารต้านอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติดีกว่ากระเทียมสด โดยสามารถลดไขมันในเลือด ลดความดันเลือด ต้านเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา รักษาโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ต่อต้านโรคภูมิแพ้ ลดปริมาณคอเลสเตอรอล และความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็ง เป็นต้น
กล้วยหอมที่ไหนก็ไม่หอมเท่ากล้วยหอมไทย อันนี้กล้าท้าพิสูจน์ “กล้วยหอม” เป็นอีกผลไม้ที่เสน่ห์เหลือล้น หอมอร่อย แค่ 7 บาท ก็ได้ 1 อิ่มละ โดยเฉพาะในบรรยากาศอึนๆ ซึมๆ ฝนตกรถติด อย่างเมื่อเย็นวันศุกร์ปลายเดือนที่ผ่านมา กระหน่ำซะติดแหง็กอยู่บนถนน ความเครียดพุ่งปรี๊ดชนเพดานจนเลิกเครียดกันไปเลย ซึ่งเจ้า “ความเครียด” นี่แหละที่ก่อโรคร้ายในร่างกายคนเรา รวมทั้นที่มาของการเป็นโรคซึมเศร้า หมออ้อม-พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัด แนะนำ (เว็บไซต์ wellness.smartsme.co.th) ว่า ให้กิน “กล้วยหอม” เพราะมีสารทริปโตแฟน (Tryptophan) กรดอะมิโนชนิดหนึ่ง เมื่อทานเข้าไปร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็น “เซโรโทนิน (Serotonin)” ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมการแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก การนอนหลับ อุณหภูมิร่างกาย ความดันโลหิต การหลั่งฮอร์โมน การรับรู้-ความเจ็บปวด “หากร่างกายมีสารเซโรโทนินเพียงพอ ก็จะช่วยให้อารมณ์ดี รู้สึกผ่อนคลาย สงบ มีความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์มั่นคง ไม่แปรปรวน ตอบสนองต่อความเครียดได้ดี” กล้วยหอมยังช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ป้องกันการเป็นโรค
ยอมรับว่ายังทำใจไม่ได้ เมื่อเห็นสาวงามที่เป็นตัวแทนจากประเทศพม่าในชุดบิกินี เข้าประกวดนางงามนานาชาติเวทีหนึ่ง เข้าใจดีว่าเวลานี้พม่าเปลี่ยนไปแล้ว ไม่ใช่ประเทศเผด็จการอีกต่อไปแล้ว แต่มันเร็วเกินกว่าจะตั้งตัว พูดอย่างนี้ไม่ใช่ “ปากว่าตาขยิบ” ทำเป็นเสแสร้งแกล้งไม่ชอบชุดบิกินี เพียงแต่ว่าภาพสาวพม่านุ่งผ้าซิ่น ประแป้งตะนะคา (หรือทานาคา) ที่พวงแก้มเป็นเอกลักษณ์ ยังค้างคาอยู่ในห้วงความทรงจำ ยิ่งเมื่อนึกถึงคุณย่าคุณยายในชนบทเมืองพุกาม มัณฑะเลย์ เห็นนังหนูกับบิกินีตัวจิ๋วยืนแอ่นระแน้ให้คนรุมดู มีหวังร้อง…อกอีแป้นแตก…กันระงม ! แต่พูดก็พูดเถอะ ผ้าซิ่้นยังมีนุ่งกันหลายประเทศ ทว่า “ทานาคา” นี่สิ เป็นแป้งสมุนไพรประทินผิว ที่จำแนกสาวมอญกับพม่าให้แตกต่างจากคนทั้งโลกอย่างแท้จริง ขนาดสาวออฟฟิศพม่าที่ว่าทันสมัย ใช้แป้งพัฟยี่ห้อหรูราคาแพงแค่ไหน แต่ก็ยังต้องรองพื้นแรกด้วย “ทานาคา” เพราะช่วยให้ผิวหน้านุ่มเนียน ไม่ทำหน้าพังเหมือนคอสเมติกทั้งหลาย “…ผู้หญิงพม่ามีชื่อเสียงว่าผิวหน้าเนียน เพราะพวกเธอใช้ทานาคา (Thanakha) แป้งที่ได้มาจากการนำเปลือกของต้นตะนะคามาบดให้ละเอียดใช้ป้องกันผิวจากแสงแดด และมีคุณสมบัติเป็น
กล้วยหอมที่ไหนก็ไม่หอมเท่ากล้วยหอมไทย อันนี้กล้าท้าพิสูจน์ “กล้วยหอม” เป็นอีกผลไม้ที่เสน่ห์เหลือล้น หอมอร่อย แค่ 7 บาท ก็ได้ 1 อิ่มละ โดยเฉพาะในบรรยากาศอึนๆ ซึมๆ ฝนตกรถติด อย่างเมื่อเย็นวันศุกร์ปลายเดือนที่ผ่านมา กระหน่ำซะติดแหง็กอยู่บนถนน ความเครียดพุ่งปรี๊ดชนเพดานจนเลิกเครียดกันไปเลย ซึ่งเจ้า “ความเครียด” นี่แหละที่ก่อโรคร้ายในร่างกายคนเรา รวมทั้งที่มาของการเป็นโรคซึมเศร้า หมออ้อม-พญ.กอบกาญจน์ ไพบูลย์ศิลป แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านธรรมชาติบำบัด แนะนำ (เว็บไซต์ wellness.smartsme.co.th) ว่า ให้กิน “กล้วยหอม” เพราะมีสารทริปโตแฟน (Tryptophan) กรดอะมิโนชนิดหนึ่ง เมื่อทานเข้าไปร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็น “เซโรโทนิน (Serotonin)” ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมการแสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก การนอนหลับ อุณหภูมิร่างกาย ความดันโลหิต การหลั่งฮอร์โมน การรับรู้-ความเจ็บปวด “หากร่างกายมีสารเซโรโทนินเพียงพอ ก็จะช่วยให้อารมณ์ดี รู้สึกผ่อนคลาย สงบ มีความคิดสร้างสรรค์ อารมณ์มั่นคง ไม่แปรปรวน ตอบสนองต่อความเครียดได้ดี” กล้วยหอมยังช่วยลดความเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ป้องกันการเป็นโร
เป็นอีกหนึ่งโพสต์ที่ให้กำลังใจคนที่มีความคิดจะเปลี่ยนแปลงตัวเองด้วยการลุกขึ้นมาออกกำลังกาย เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊ก Kanrawee Suwanwichanee โพสต์ภาพลงในกลุ่ม วิ่งไหนดี : พูดคุยภาษาวิ่ง บอกเล่าเรื่องราวการวิ่งจนทำให้สามารถเปลี่ยนตัวเองจากเด็กผู้หญิงที่มีรูปร่างสมบูรณ์ มาเป็นคนที่รูปร่างและสุขภาพดี พร้อมเขียนข้อความบรรยายว่า สวัสดีค่ะ เราชื่อแน๊ต เราแวะมาส่งการบ้านและมีกำลังใจมาฝาก เราเป็นเด็กอ้วนและน้ำหนักเยอะมาโดยตลอด รูปร่างเราคือส่วนบนเล็ก ก้นและขาใหญ่ เริ่มแรกเราลดน้ำหนักโดยการอดอาหาร น้ำหนักจาก 70 กก. เหลือ 58 กก. ใช้เวลา 6 เดือน สุดท้าย เราโยโย่ จิตตกสุดๆๆๆ เลยเริ่มศึกษาและเล่นเวทอย่างจริงจัง (ตอนนั้นไม่ชอบการวิ่งมากๆ) น้ำหนักลดเหลือ 53 กก. ใช้เวลา 4 เดือน หลังๆๆเริ่มหันมาสนใจวิ่ง พอลองวิ่งดูแล้วก็เริ่มติด ติดบรรยากาศ ติดเพื่อนร่วมอุดมการณ์ สังคมรันเนอร์น่ารักมากๆ จนตอนนี้…ทั้งเวท ทั้งวิ่ง สลับกันไป เราแค่จะบอกว่า ใครก็ตามที่กำลังจะลดน้ำหนัก และเริ่มมาออกกำลังกาย คุณมาถูกทางแล้ว พยายามและอดทน เพราะผลลัพธ์มันสวยงามมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณต้องทำเพราะคุณรักตัวเอง ไม่ใช่เพราะคุณเกลียดมัน เ
ในหนังสือ “กินเปลี่ยนชีวิต ด้วยอาหาร 100 ชนิดจากธรรมชาติ” จัดพิมพ์โดย สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์ ให้รายละเอียดของอาหารเพื่อสุขภาพตำรับ “ไต้หวัน” ไว้อย่างน่าสนใจ โดยเป็นการรวบรวมความรู้จากผู้เชี่ยวชาญทั้งนักโภชนาการ แพทย์แผนปัจจุบัน และแพทย์แผนจีนไต้หวัน จัดเรียงเป็นอันดับสุดยอดอาหารไว้อย่างเข้าใจง่าย ลองมาดูกันว่า อาหารเพื่อสุขภาพยอดนิยม 10 อันดับที่ต้องกินให้ได้ มีอะไรกันบ้าง อันดับ 10 ปลาทูน่า มีโปรตีนที่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย ไขมันต่ำ มีกรดไขมัน EPA และ DHA ที่ช่วยในการทำงานของเซลล์สมอง หากกินคู่กับผักผลไม้สีเขียวและสีเหลืองที่มีแคโรทีนจะช่วยบำรุงสมองและป้องกันมะเร็ง ไม่ควรกินปลาทูน่าคู่กับธัญพืชหรืออาหารจำพวกถั่วที่มีกรดไฟติก เพราะสารทั้ง 2 ชนิดนี้จะจับตัวกันกลายเป็นสารที่ละลายยาก ขัดขวางการดูดซึมโปรตีนของร่างกาย อันดับ 9 ไข่ไก่ มีสารอาหารที่ร่างกายต้องการเกือบทุกชนิด โปรตีนในไข่ให้กรดอะมิโนที่ร่างกายต้องการ นอกจากนี้ ยังมีดีเอ็นเอเลซิทิน วิตามินเอและบี การกินไข่ไก่ที่มีวิตามินอีคู่กับผักผลไม้สดที่มีวิตามินซี ช่วยเสริมสร้างการทำงานของแอนติออกซิแดนต์ ป้องกันโรคมะเร็ง ชะลอความแก่ได้
“แป๊ะก๊วย” เมล็ดสีเหลืองๆ คล้ายหยดน้ำ เป็นพืชพรรณดึกดำบรรพ์ ที่มีมาตั้งแต่ 270 ล้านปีในยุคเพอร์เมียน ก่อนไดโนเสาร์ครองโลก ในยุคมีโซโซอิก (Mesozoic)เสียอีก คนจีนกับ “ แป๊ะก๊วย ” ชาวจีนผูกพันกับต้นแป๊ะก๊วยมายาวนานไม่ต่ำกว่า 2,800 ปี โดยนำเมล็ดแป๊ะก๊วยที่เรียก เป๋ยกัว (Bai Guo) หรือ หยิน ซิง (Yin Xing) มารับประทานและใช้เป็นยาสมุนไพรรักษาโรคบางอย่าง เช่น โรคหืด โรคจากความหนาวเย็นที่เกิดตามนิ้วมือ นิ้วเท้า ส่วนชาวญี่ปุ่นนิยมอบเมล็ดแป๊ะก๊วยเพื่อรักษาอาการลมพิษ แป๊ะก๊วย มีชื่อเรียกหลายชื่อ เช่น กิงโก้ (Gingko) ต้นเฟิร์นก้านดำ (Maidenhair tree) ต้นบ๊วยสีเงิน Japanese silver apricot, ต้นคิว (Kew tree) เนื่องจากต้นแป๊ะก๊วยจะออกดอกตกผลใช้เวลานาน คนปลูกไม่ได้กิน คนกินไม่ได้ปลูก จึงถูกเรียกว่า ต้นปู่-หลาน (Kung Sun Shu) ในศตวรรษที่ 17 ในภาษาอังกฤษ ต้นแป๊ะก๊วย ถูกเรียกว่า กิงโกะ หรือ เฟิร์นก้านดำ (maidenhair tree) เนื่องจาก รูปทรงของใบแป๊ะก๊วย เหมือนกับใบเฟิร์นก้านดำที่มีลักษณะคล้ายพัด เนื่องจากต้นแป๊ะก๊วยตามธรรมชาติอยู่ในสภาวะเสี่ยงที่จะสูญพันธุ์เช่นเดียวกับ แพนด้ายักษ์ ทำให้แป๊ะก๊วยได้สมญาอีกอย่า
นายสรวิศ ธานีโต โฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เป็นโอกาสดีที่ประเทศไทยเปิดตลาดส่งออกทุเรียนไปยังประเทศจีน ด้วยวิธีการซื้อขายผ่านออนไลน์ ส่งผลให้ราคาทุเรียนรับซื้อปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลดีแก่เกษตรกรผู้ผลิตทุเรียนในภาคตะวันออก โดยในปีนี้ราคาทุเรียนเหมาสวนสูงถึง 110 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาที่สูงมากกว่าทุกปี ทำให้มีข้อกังวลว่าเมื่อราคาทุเรียนสูงขึ้น อาจส่งผลให้ชาวสวนเร่งตัดผลผลิต ซึ่งทำให้คุณภาพของทุเรียนลดลงนั้น ทางกระทรวงเกษตรฯได้ติดตามสถานการณ์และมอบหมายให้กรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตรเข้าไปกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด อาทิ ด้านคุณภาพของทุเรียนส่งออกไปจีน กรมวิชาการเกษตรได้มีพิธีสารกำกับดูแล โดยกำหนดให้การส่งออกทุเรียนคุณภาพมาจากแหล่งผลิตที่ได้รับรอง GAP โรงคัดบรรจุที่ได้รับรอง GMP และตรวจสอบออกใบรับรองสุขอนามัยพืช โดยข้อกำหนด GAP กำหนดให้มีการเก็บเกี่ยวในช่วงเวลาที่เหมาะสม นอกจากนี้ ได้ดำเนินการตรวจสอบในประเด็นทุเรียนอ่อนเพิ่มเติม โดยการทวนตรวจสอบที่โรงคัดบรรจุว่ามีการรับวัตถุดิบที่เหมาะสมเพื่อเป็นการควบคุมคุณภาพอีกทางหนึ่ง เพิ่มเติมจากมาตรการควบคุมตรวจสอบระดับจังหว
