ย้ำอีกครั้ง การดึงหน้ากากไว้ใต้คาง เสี่ยงได้รับเชื้อโรค ง่ายกว่าที่คิด
เพจ ไทยคู่ฟ้า เผยแพร่ข้อมูล การใส่หน้ากากอนามัยถือเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันตนเอง และลดความเสี่ยงจากการระบาดของโรคโควิด-19 แต่บางครั้งที่ต้องถอดหน้ากากออกชั่วคราว เราอาจเผลอดึงหน้ากากลงมาไว้ที่ใต้คาง ใครที่ชอบทำเช่นนี้ต้องระวัง
เพราะใต้คาง เป็นจุดที่หน้ากากไม่ได้ป้องกันเชื้อโรค หากดึงหน้ากากมาไว้ที่ใต้คาง จะทำให้หน้ากากเกิดการปนเปื้อนเชื้อโรค เมื่อดึงกลับมาใส่ตามปกติ จะทำให้ได้รับเชื้อโรคผ่านทางปากและจมูกได้

ดังนั้น หากต้องถอดหน้ากากควรพกถุงไว้สำหรับเก็บหน้ากาก เพื่อความสะอาดและเกิดสุขอนามัยที่ดี
เผยแพร่ครั้งแรก วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2563
Latest Posts
จากลูกจ้างชั่วคราว นอนใต้ถุนโรงพยาบาล สู่เจ้าของ “ป้าบุญคาเฟ่” 7 สาขา รายได้ 500 ล้านธุรกิจที่เริ่มจากเงินเก็บก้อนเล็ก ๆ และที่ดินของ “ป้าบุญ” ที่ไม่คิดค่าเช่า.ผ่านวิกฤตโควิดโดยไม่ทิ้งลูกน้อง 500 คน จนวันนี้มีพนักงานกว่า 1,300 คน“ทำธุรกิจแบบบ้าน ๆ ใช้ใจบริหาร” เพราะเชื่อว่าให้ใจกับลูกค้าก่อน แล้วธุรกิจจะเติบโตตามมา.ดูคลิปเต็มได้แล้ว | จุดเริ่มเจ็บ
ในช่วงเวลาไม่นานมานี้ บนโลกโซเชียลได้กำเนิดคอนเทนต์ไวรัลสุดร้อนแรงอย่าง “กรุงเทพ Native” คอนเทนต์ที่ทำขึ้นเพื่อตามหาว่าใครกันคือคนกรุงเทพฯ ที่แท้จริง คำว่า Native นั้นหมายถึงความดั้งเดิม หรือสิ่งที่ติดตัวมาแต่เกิด เพราะฉะนั้น พอมาจับคู่กับคำว่า “กรุงเทพฯ” เลยกลายเป็นคอนเทนต์ที่สะท้อนถึงพฤติกรรมและความเคยชินของการเป็นคนกรุงเทพฯ จนครีเอเตอร์หลายคนนำไอเดียคอนเทนต์นี้มาทำเป็นมีมสนุกๆ ที่จำกัดความหมายของคำว่าคนกรุงเทพฯ ได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น อันดับแรก ชวนมาลองเช็กลิสต์ว่าคุณเป็นคนกรุงเทพฯ แท้ 100% ไหม -บัตรประชาชนขึ้นต้นด้วยเลข 110 -เดินเร็ว ชอบเดินใกล้ไกลขอแค่ได้เดิน -ขึ้นบีทีเอส เคหะฯ-คูคตไม่มีหลง -ยืนบนรถไฟฟ้าไม่ต้องจับเสา -เดินเซ็นทรัลเวิล์ดไม่หลง คุณสอบตกข้อไหนบ้าง? วัดที่อะไรใครคือกรุงเทพฯ แท้ จุดเริ่มต้นของเทรนด์นี้เกิดขึ้นจากการที่กลุ่ม Gen Z และ Gen Y ได้ตั้งข้อสงสัยถึงพฤติกรรม คำพูดแบบไหนที่เห็นแล้ว รู้ได้ทันทีว่าเป็นคน “กรุงเทพฯ แท้” หลังจากที่มีการตั้งคำถามเหล่านี้ขึ้นมาก็ทำให้คนบนโลกโซเชียลเข้าไปแสดงความคิดเห็นกันอย่างล้นหลาม จนคอนเทนต์ครีเอเตอร์ต่างหยิบยกไปคอมเมนต์กับประเด็นดั
จากแม่ค้าขายผักสู่ผู้ปลุกตลาด “แตงโมสเปเชียลตี้” นี่คือเส้นทางธุรกิจของ “คุณณิชชา แก้วสุริยา” CEO บริษัท ณิชชา ชามม์ จำกัด ผู้เปลี่ยนผลไม้ธรรมดาให้มีมูลค่าเพิ่มและมีสายพันธุ์ให้เลือกเหมือนคอลเล็กชั่นแฟชั่น กว่าธุรกิจจะเดินมาถึงจุดนี้ เธอเคยกู้เงิน 6 ล้านบาท สร้างซูเปอร์มาร์เก็ตผัก ก่อนเผชิญวิกฤตฟองสบู่แตก ต้องขายตึก ขายแหวนแต่งงาน และเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการรับแตงโมมาขายที่ได้กำไรเพียงน้อยนิด เธอจึงตั้งคำถามตัวเองว่า “ขายแพงอย่างไรให้คนยอมซื้อ” นำไปสู่การเรียนรู้การปลูกแตงโม การตามล่าหาสายพันธุ์ใหม่ และการสร้างตลาดแตงโมที่แตกต่าง จนสามารถสร้างรายได้เฉลี่ยปีละ 30-40 ล้านบาท “สายพันธุ์ใดๆ ที่จะเกิดขึ้นใหม่ในประเทศไทย ต้องผ่านมือเราทั้งหมด เราต้องการสร้างคุณค่าให้แตงโมแพงด้วยตัวมันเองผ่านสายพันธุ์ที่แปลกและมีคุณค่าตั้งแต่เนื้อยันเปลือก” คุณณิชชากล่าว กู้เงิน 6 ล้านสร้างธุรกิจ ก่อนเจอวิกฤตใหญ่ คุณณิชชาเป็นลูกเกษตรกรที่จับผลัดจับผลูมาช่วยพี่สาวขายผักในตลาดค้าส่ง ก่อนแยกตัวออกมาขายปลีก จากผักไม่กี่ชนิดเริ่มขายดีเป็นร้อยๆ ชนิด จากลูกค้ามากมายที่เข้ามาอุดหนุน ทำให้เธอมองเห็นโอกาสต่อยอดธุรกิจ
ประเทศจีนกำลังเผชิญกับการปฏิรูปโครงสร้างการศึกษาระดับอุดมศึกษาและขั้นพื้นฐานครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เพื่อปรับทิศทางของคนรุ่นใหม่ให้สอดรับกับเป้าหมายการก้าวขึ้นเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีระดับโลก ท่ามกลางวิกฤตการณ์ว่างงานของเยาวชนที่พุ่งสูงเกิน 16% และการเข้ามาของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ทำให้ทักษะเดิมๆ หมดความหมายไปอย่างรวดเร็ว มหาวิทยาลัยจีน ยุบ 12,000 หลักสูตร ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการจีน ระบุว่า ระหว่างปี 2021 ถึง 2025 สถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศได้ประกาศสั่งยกเลิกหรือระงับหลักสูตรปริญญาตรีไปมากถึง 12,200 หลักสูตร และเปิดตัวหลักสูตรใหม่เข้ามาแทนที่ราว 10,200 หลักสูตร ซึ่งหมายความว่ามากกว่า 30% ของหลักสูตรมหาวิทยาลัยในจีนถูกปรับเปลี่ยนโครงสร้างอย่างสิ้นเชิง ด้านกลุ่มวิชาที่ถูกยุบมากที่สุด ได้แก่ ศิลปศาสตร์, มนุษยศาสตร์, ภาษาต่างประเทศ และการจัดการ เนื่องจากถูกมองว่ามีผู้จบการศึกษาล้นตลาด และปรับตัวไม่ทันกับการมาของ AI โดยมหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งเซี่ยงไฮ้ (USST) สั่งหยุดรับนักศึกษาในสาขา การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) หลังพบว่างานสร้างโมเดล 3D และการเรนเดอร
